ระหว่างฟังอภิปรายเรื่องคำถวายสัตย์ฯ ซึ่งผมเชื่อว่าพัฒนามาเป็นพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ใจผมก็นึกไปถึงต้นแบบโคลงดั้น ลิลิตโองการแช่งน้ำ ที่จดจำมาได้บทหนึ่งนานาเอนกน้าว เดิมกัลป์ ส่ำส่ำจักรพาฬ เมื่อไหม้ กล่าวถึงตะวันเจ็ด อันพลุ่ง น้ำแล้งไข้ ขอดหายแต่ละศัพท์แสงที่เรียงร้อย รู้สึกได้ถึงความเก่า ความขลัง พิธีแช่งน้ำทำกันต่อๆมา จนสมัยรัตนโกสินทร์ เปลี่ยนเป็นคำ ประกาศแช่งน้ำในหนังสือ “ศาลไทยในอดีต” (1 ใน 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่านของ สกว.) สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ พ.ศ.2551 ประยุทธ์ สิทธิพันธ์ ให้ความรู้ว่าประกาศแช่งน้ำ ความเรียงสำหรับฝ่ายหน้า อาลักษณ์อ่านต่อโคลงแช่งน้ำที่พราหมณ์อ่าน จะเป็นพระราชนิพนธ์ หรือโปรดให้ผู้ใดเรียบเรียงไม่ทราบ เปลี่ยนแต่พระนามตามรัชกาล นอกนั้นคงเดิมเนื้อหาประกาศแช่งน้ำยืดยาวหลายหน้ากระดาษ ผมขอคัดย่อ มาพอให้เห็นเป็นเค้าเพราะพระบารมีเดชานุภาพพระบรมราชธรรมมิกวัตรนานุวัตร อันพระองค์ทรงปฏิบัติตามมหาสมมติราชวงศ์สืบมา...แลทรงประกอบการนิเคราะห์ปัดเคราะห์ คือยกย่องแลกดขี่คนที่มีความผิดแลชอบ โดยอนุรูปแก่โทษแลคุณอันใหญ่แลน้อย...เพราะฉะนั้นควรพระบรมวงศานุวงศ์ แลข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งเป็นข้าราชการ กรมทหาร กรมพลเรือน กรมฝ่ายหน้า กรมฝ่ายใน ผู้รักษาเมือง ผู้รั้งกรมการ เจ้าประเทศราช แลราษฎรชายหญิงทั้งปวงจะทำราชการในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท สนองพระเดชพระคุณแต่โดยซื่อสัตย์สุจริต อย่าได้คิดการกบฏประทุษร้าย ด้วยกาย หรือวาจา ด้วยน้ำจิต จึงจะชำเริญสวัสดิสุขศุภผลในอิธโลกแลปรโลก ด้วยกตัญญูกตเวที...ขอโทษแลคุณจงประสิทธิ์ในน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ ให้มีอานุภาพอาจประพฤติเป็นไปตามวจีกรรม อันสาบานจงทุกประการแลถ้าข้าฝ่าละอองธุลีพระบาท ฯลฯ มิได้ตั้งอยู่ในกตัญญูกตเวทีธรรมสุจริต แลคิดกบฏประทุษร้าย ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยน้ำจิต หรือคิดเอาน้ำใจไปแผ่ไว้ให้แก่ไทต่างด้าวท้าวต่างแดน อันเป็นหมู่ประจามิตรแลคิดให้อุบายเล่ห์กล ให้ผู้อื่นกระทำร้ายแต่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว...ทั้งนี้ ขอให้เทวดาผู้มีฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ จงบันดาลดล...ให้ถึงความฉิบหาย ตายด้วยความแตกความขาด ให้ตายอสนีบาตสายฟ้าฟาด ครั้นผู้นั้นสิ้นชีวิตจากมนุษย์โลกแล้วขอจงไปเกิดในมหานรกหมกไหม้อยู่ในไฟไม่รู้ดับสิ้น หมื่นกัปแสนกัลป์อนันตชาติ...หนังสือเล่มเดียวกัน ในหัวข้อ กฎมณเฑียรบาล ประยุทธ์ สิทธิพันธ์ คัดกฎหมายตราสามดวงในรัชกาลที่ 1 มาตราหนึ่ง เป็นตัวอย่างลูกขุนผู้ใดขาดถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา โทษถึงตาย ถ้าบอกป่วยคุ้มถ้าลูกขุนผู้ถือน้ำพิพัฒน์ ห้ามถือแหวนนาก แหวนทอง แลกินข้าว กินปลากินน้ำยา ข้าวยาคูก่อนถือน้ำ ถ้ากินน้ำพิพัฒน์จอกหนึ่ง แลยื่นให้แก่กันกิน กินแล้วมิได้ใส่ผมเหลือนั้นล้างเสีย โทษอยู่ในระวางกบฏจะเห็นว่า พิธีแช่งน้ำ ประกาศแช่งน้ำ หรือพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา สมัยโบราณนานมาเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าขาดมีโทษถึงตาย แต่ก็ยังผ่อนปรนให้บ้างในกรณีที่เจ็บป่วยผมฟังอาจารย์ปิยบุตรอภิปราย จับความได้ตอนหนึ่ง พิธีถวายสัตย์ฯของรัฐบาล เริ่มเป็นทางการเมื่อปี 2492 และก็ทำต่อเนื่องกันมา จนเป็นแบบแผนชัดเจนสมัยประชาธิปไตย โทษตายไม่มี ใครผู้ใดที่พลาดพลั้ง จะโดยตั้งใจไม่ตั้งใจ สิทธิ การิยะ ท่านว่า ปล่อยสภาเขาเดินหน้าด่าตีกันไป ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน และดูประหนึ่งศาลท่านก็ยังไม่อยากข้องเกี่ยวด้วย.กิเลน ประลองเชิง