สมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย เสนอมาตรการทางเทคนิคและทางกฎหมายที่ควรใช้เพื่อป้องกันปัญหาเครนถล่ม โดย ศาสตราจารย์ ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทยจากเหตุเครนถล่มที่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ปัญหาเครนถล่มจึงเป็นปัญหาสำคัญที่หน่วยงานต่างๆจะต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคและกฎหมายดำเนินการได้ดังนี้ 1.กำหนดให้เครนหรือปั้นจั่นเข้าข่ายเป็นโครงสร้างอาคารตามความหมายของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 เพื่อให้ต้องมีการขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการติดตั้งและการใช้งานเครนกฎหมายในปัจจุบันกำหนดให้การขออนุญาตเฉพาะส่วนที่เป็นตัวอาคารเท่านั้น แต่ทาวเวอร์เครนถือว่าเป็นเครื่องจักรในการก่อสร้าง จึงมิต้องขออนุญาต แต่ในความเป็นจริงทาวเวอร์เครนมีลักษณะเป็นโครงสร้างเหล็ก จึงควรกำหนดให้เข้าข่ายเป็นอาคารด้วยเพื่อที่จะต้องขออนุญาตก่อสร้างเช่นเดียวกับอาคารทั่วไป2.เครนที่ใช้ในการก่อสร้างมี 2 ลักษณะ ได้แก่ ทาวเวอร์เครนชนิดแขนราบ (hammer crane) และทาวเวอร์เครนชนิดแขนกระดก (Lufting crane) เนื่องจากทาวเวอร์เครนชนิดแขนราบมีพื้นที่ทำการกว้างตามแนวรัศมีอาจยื่นล้ำออกไปนอกขอบเขตไปพื้นที่ข้างเคียง จึงควรจำกัดการใช้งานในเขตที่มีอาคารข้างเคียงและควรพิจารณาใช้งานทาวเวอร์เครนชนิดแขนกระดก ซึ่งมีพื้นที่ทำการแคบภายในอาคารที่กำลังก่อสร้างจะทำให้ปลอดภัยมากกว่า3.ควรมีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการตรวจสภาพเครนตามอายุการใช้งาน เนื่องจากว่าเครนที่ใช้ส่วนใหญ่มักผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง ทำให้สภาพไม่สมบูรณ์ เป็นสนิม นอตและสลิงยึดไม่ครบถ้วน จึงควรออกกฎหมายให้มีการตรวจสภาพเครนก่อนอนุญาตให้ใช้งานได้4.เจ้าพนักงานท้องถิ่นควรบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะต้องจัดให้มีนายตรวจ ตรวจตราสถานที่ก่อสร้างเป็นประจำที่สำคัญจะต้องมี “วิศวกร” ที่มีใบอนุญาตกำกับการก่อสร้างหรือไม่ มาตรการในการป้องกันสิ่งของตกหล่นพื้นที่ข้างเคียง มาตรการทั้ง 4 ข้อนี้ถือเป็นมาตรการที่ภาครัฐควรเร่งกำหนดออกมาให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันปัญหาเครนถล่มในอนาคต ที่สำคัญอย่ามองข้ามความปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม.“เพลิงพยัคฆ์”pluengpayak@thairath.co.th