สถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงปี 2557–2561 พบว่า อุบัติเหตุจากการชนท้ายเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 เฉลี่ยปีละ 300–500ราย สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ของรถที่ขับตามหลังเว้นระยะห่างระหว่างรถตนเองกับคันหน้าไม่เพียงพอแนวทางการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้าย จะมีวิธีการทำอย่างไรได้บ้างนั้น ติดตามได้จาก รายงานวันจันทร์ โดย รศ.อำพล การุณสุนทวงษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำการศึกษาวิจัยมีข้อมูลชี้แจงให้ทราบดังนี้ ถาม-ที่มาของการวิจัยรศ.อำพล-จากสถิติอุบัติเหตุรถชนท้ายบนทางหลวงมากเป็นอันดับ 1 กรมทางหลวงได้ริเริ่มติดตั้งเครื่องหมายบนผิวจราจรรูปจุดวงกลมสีขาวบนพื้นทางบนถนนมอเตอร์เวย์สาย 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี ขนาดกว้าง 2 เมตร เพื่อกำหนดระยะห่างระหว่างรถที่ขับตามมากับรถคันหน้า 75 เมตร ความเร็วเฉลี่ย120 กม./ชม. อิงข้อมูลจากประเทศสหรัฐฯปรากฏว่าอุบัติเหตุรถชนท้ายไม่ลดลง เนื่องจากระยะที่กำหนดห่างเกินไป มักมีรถขับแทรกตรงกลาง กรมทางหลวงจึงได้ยกเลิก อย่างไรก็ตาม จากแนวทางดังกล่าวเห็นว่าสามารถลดความเสี่ยงได้จึงนำมาศึกษาต่อ โดยเลือกถนนพระรามที่ 2 เนื่องจากเป็นเส้นทางตรง โดยติดตั้งเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Barบริเวณ กม.23–28 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย เริ่มศึกษาตั้งแต่เดือน พ.ย.2560 ใช้เวลา 1 ปี โดยเก็บข้อมูลตลอด 24 ชม. พบว่าระยะห่างที่เหมาะสม ระหว่างเครื่องหมายแต่ละแถบเป็นระยะ 37 เมตร จากความเร็วเฉลี่ยที่ 85 กม./ชม.ถาม-การติดตั้งเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar ควรติดอย่างไร และได้ผลมากน้อยแค่ไหนรศ.อำพล-การติดตั้งเครื่องหมาย Transverse Bar ควรติดตั้งระยะทาง 5 กม. แบ่งเป็น 3 ชุด แต่ละชุดมี 20 แถบ พร้อมติดตั้ง ป้ายเตือน2แบบ คือ แบบเหนือศีรษะและแบบด้านข้าง ทั้งนี้ สถิติอุบัติเหตุหลังติดตั้งแล้วเสร็จ 1 ปี พบว่า อุบัติเหตุการชนท้ายเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้ง/ปี น้อยกว่าในช่วงก่อนติดตั้งที่เกิดขึ้น 10 ครั้ง/ปี Transverse Bar จึงมีส่วนช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุจากการชนท้ายอย่างมีนัยสำคัญที่ความเชื่อมั่น 99.39%นอกจากนี้จากการเปรียบเทียบระหว่างอัตราการไหลรถยนต์ก่อนและหลังการติดตั้ง พบว่าหลังติดตั้งเพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนติดตั้ง ถาม-จากการทดลองผู้ขับขี่มีความพอใจและปฏิบัติตามหรือไม่อำพล-ผลการสำรวจจำนวน 500 ตัวอย่าง พบ อาทิ ร้อยละ 85.9ทราบระยะการขับรถที่เหมาะสมจากคันหน้า ร้อยละ 14.1 ไม่ทราบส่วนพฤติกรรมการขับขี่หลังติดตั้งเครื่องหมาย พบว่า ร้อยละ 44 ทำตามครั้งคราวร้อยละ 27 ทำตามบ่อย ร้อยละ 15 ทำตามประจำ ส่วนตำแหน่งที่ติดร้อยละ 59 ควรติดตั้งบนสะพานลอยและข้างทาง เป็นต้น ทั้งนี้ พบว่ากลุ่มวัยรุ่นทำตามเครื่องหมายน้อยกว่ากลุ่มอายุอื่น โดยผลการศึกษาจะเสนอไปยังกรมทางหลวงนำไปใช้งาน ส่วนหน่วยงานด้านทางอื่นก็สามารถนำไปใช้งานโดยปรับระยะห่างให้เหมาะสม.