กล้วยไม้ช้างกระ ออกดอกปีละครั้ง การดูแลต้องใช้ต้นทุนสูง เลี้ยงดอกยาก จึงได้ดอกที่สวยงามช่อใหญ่ ดอกที่ร่วงหล่นถูกคัดทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ส่งออกใน จ.นครปฐม จึงขอให้ สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยสวนดุสิต (สวพ.) ศึกษาการนำกล้วยไม้ที่ส่งออกไม่ได้มาใช้ประโยชน์ เป็นการเพิ่มมูลค่าหลังได้โจทย์จากผู้ประกอบการ อ.ฤทธิพันธ์ รุ่งเรือง หลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์พืชของกล้วยไม้สายพันธุ์นี้ พบว่า มีสารฟีนอลิค ฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลบเลือนริ้วรอยร่องลึก และมีสารฟีโรโมน สามารถใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เพราะมีคุณสมบัติตรึงกลิ่นให้ติดทน และเพื่อให้การนำสารสกัดเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ อ.ฤทธิพันธ์ จึงต้องศึกษากระบวนการสกัด พบว่า วิธีการสกัดด้วยการหมักโดยใช้แอลกอฮอล์ 95% ต้องใช้เวลาถึง 2 วัน ในขณะที่การสกัดโดยใช้อัลตราโซนิค ใช้เวลาเพียง 2 ชม.“การสกัดโดยใช้อัลตราโซนิค ใช้เวลาน้อยที่สุด โดยกลีบดอกช้างกระ 1 กก. จะได้สารสกัดเข้มข้น 30 กรัม มาเป็นส่วนผสมทำสลีปปิ้งมาส์กก่อนนอน แล้วนำไปทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัคร อายุ 30-50 ปี ที่ไม่ใช้เครื่องสำอางมานาน 30 วัน พบว่า ในระยะ 48 ชั่วโมงแรก ไม่พบการระคายเคืองต่อผิวอาสาสมัคร และเมื่อผ่าน 75 วัน สารสกัดจากกล้วยไม้ช้างกระ นอกจากจะช่วยลดร่องลึกผิวหน้า ยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจน และอีลาสติน ที่ช่วยให้ผิวนุ่มเด้งเต่งตึงอย่างเห็นได้ชัด” การนำกลีบดอกกล้วยไม้ช้างกระมาสกัดเอาสารสำคัญมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ลบเลือนริ้วรอยร่องลึกนี้ ถือเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศไทยที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และคว้ารางวัลเหรียญทองจากงาน“The 47th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งถือว่าเป็นเวทีสูงสุดของนักวิจัย เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา.