“ไปเที่ยวปราสาทดิสนีย์แลนด์กันไหม”มีผู้เอ่ยปากชวนขึ้นตอนที่ผู้เขียนกำลังอยู่ระหว่างการตะลอนๆ ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ทำเอาชะงักไปนิดหน่อย เพราะไม่เห็นจะรู้เลยว่า ในกรุงเวียนนามีดิสนีย์แลนด์กับเขาด้วยก็ไม่มีน่ะสิคะ ดินแดนที่อบอวลไปด้วยศิลปะ ดนตรี และความรักนี้ แม้จะมีสถานที่เที่ยวสนุกแบบเด็กๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีสวนสนุกชื่อดังของโลก ทว่าเมื่อมีคนพูดอย่างนี้แล้ว จะไม่ลองไปก็กระไรอยู่ จะได้มีเรื่องสนุกๆมาเขียนให้แฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนได้อ่านกัน ว่าแล้วก็จับรถไฟฟ้าใต้ดินสาย U1 ไปลงที่สถานี Vorgartenstrasse แล้วเดินต่อไปอีกไม่ไกล จนมองเห็นป้ายจัตุรัสเม็กซิโก จากนั้นมองไปรอบๆก็จะเห็นแล้วค่ะ ปราสาทสูงเด่นที่จะว่าไปก็เหมือนปราสาทในเทพนิยายจริงๆ ด้วยลักษณะสูง ด้านบนมีหอคอยหลัก 3 ยอด ก่อเป็นหลังคาทรงแหลมสีแดง ส่วนที่เตี้ยลงมา ยังมีหอคอยขนาดเล็กอีกหลายหอที่มีหลังคาสีแดงเด่นเช่นกัน ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของตัวอาคาร ก่อด้วยอิฐสีอ่อน มีบานหน้าต่างรับแสงจำนวนมากแล้วนี่คือปราสาทราชวังของใครกันล่ะ โบสถ์นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซิ.ต้องเฉลยแล้วค่ะ ว่านี่ไม่ใช่ปราสาท ไม่ใช่วัง แต่เป็นโบสถ์คาทอลิก ด้วยความที่ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสเม็กซิโก ทำให้ผู้คนมักจะเรียกโบสถ์แห่งนี้ว่า โบสถ์เม็กซิโก (Mexico Church) แต่ชื่ออย่างเป็นทางการของโบสถ์ที่งามสง่าดุจหลุดออกมาจากภาพในจินตนาการนี้ คือ โบสถ์นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซิ (St.Francis of Assisi Church) และยังมีอีกชื่อหนึ่งที่ถูกใช้เรียกขานคือ โบสถ์แห่งการเฉลิมฉลองของจักรพรรดิ (Emperor’s Jubilee Church) เนื่องจากโบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักในการเฉลิมฉลองการครองราชสมบัติยาวนาน 50 ปี ของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 (Franz Joseph I or Francis Joseph I) แห่งออสเตรีย-ฮังการีในปี ค.ศ.1898โบสถ์นี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำดานูบอันมีชื่อเสียงว่าเป็นสถานที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ส่วนตัวโบสถ์ที่เรากำลังมาเยี่ยมชมกันนี้ ถูกสร้างขึ้นในระหว่าง ค.ศ.1898-1910 และได้รับอนุญาตให้เป็นศาสนสถานอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1913 ในปัจจุบันนี้ ชุมชนคาทอลิกที่พูดภาษาอังกฤษจะมารวมตัวทำพิธีที่โบสถ์นี้กันทุกอาทิตย์จากด้านนอกที่เราได้เห็นโบสถ์อันงดงามเหมือนปราสาทในเทพนิยายนั้น ด้านในก็ประดับตกแต่งอย่างหรูหราอลังการไม่แพ้กัน มีภาพวาด และประติมากรรมของพระเยซู พระนางมารีย์ ส่วนที่ผนังมีกรอบรูป ที่รังสรรค์เป็นภาพนูนในช่วงเหตุการณ์พระทรมานของพระเยซู (Passion of Jesus) และในส่วนที่เป็นหอคอยหลักทั้ง 3 หอนั้น หากขึ้นไปด้านบนก็สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเวียนนาได้ไกลหลายกิโลเมตร ภายในโบสถ์น้อยอลิซาเบธ.ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งในโบสถ์นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซินี้ คือโบสถ์น้อยอลิซาเบธ (Elizabeth Chapel, Elisabethkapelle) เป็นโบสถ์น้อยทรง 8 เหลี่ยม สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระจักรพรรดินีอลิซาเบธ (Elisabeth of Austria) พระชายาในพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 นั่นเอง ทำให้โบสถ์แห่งนี้เป็นทั้งที่ระลึกถึงทั้งสองพระองค์อันว่าพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 นั้น เป็นพระประมุขที่สำคัญมากที่สุดพระองค์หนึ่งของออสเตรีย-ฮังการี พระองค์ครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ.1848 เมื่อพระชนม์เพียง 18 ชันษา และสวรรคตในปี ค.ศ. 1916 รวมระยะเวลาครองบัลลังก์นานถึง 68 ปี พระองค์ได้ชื่อว่าโปรดการเป็นทหารอย่างยิ่ง หลังจากเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่ 13 ชันษา ก็แทบจะทรงชุดทหารที่เห็นกันจนชินตาเกือบตลอดพระชนม์ชีพ และสิ่งที่มีสีสันมากที่สุดตลอดรัชสมัยของพระองค์ คือ พระชายาอลิซาเบธ พระจักรพรรดินีผู้โด่งดังในเรื่องพระสิริโฉมที่งามเด่น ถึงกับมีคนพูดว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ที่สวยที่สุดของยุโรปในยุคนั้น ทรงเป็นเจ้าที่ทั้งยุโรปจับตามอง แต่ถึงกระนั้น อลิซาเบธ ผู้เลอโฉมก็มีพระชนม์ชีพอันน่าเศร้าสลดจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 และจักรพรรดินี อลิซาเบธ ทรงเป็นพระญาติที่ถือว่าใกล้ชิดกันมาก เนื่องจากพระราชมารดาของทั้งสองพระองค์เป็นพี่น้องกัน และผู้ที่ชักนำให้เกิดการอภิเษกสมรสนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้าหญิงโซฟีแห่งบาวาเรีย (Princess Sophie of Bavaria) ซึ่งก็คือพระราชมารดาของจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 นั่นเอง ที่มีพระประสงค์ให้โอรสอภิเษกกับลูกพี่ลูกน้อง แบบเรือล่มในหนอง ทองเป็นของทั้งสองฝ่าย จึงชักนำจัดแจงให้พระโอรสได้พบกับธิดาของเจ้าหญิงลูโดวิกา (Princess Ludovika of Bavaria) พระขนิษฐภคินี (น้องสาว) ของพระองค์ อีกมุมหนึ่งของโบสถ์แห่งการเฉลิมฉลองฯ.อันว่าพระธิดาของเจ้าหญิงลูโดวิกา ที่เจ้าหญิงโซฟีหมายตาเอาไว้ คือ ดัชเชสเฮลีน (Helene Caroline Therese, Duchess in Bavaria) แต่ในตอนที่ได้มาพบกับจักรพรรดิฟรานซ์โจโซฟที่ 1 นั้น ได้พาน้องสาวอีกคนมาด้วย นั่นก็คือ ดัชเชสอลิซาเบธ ซึ่งมีพระนามเรียกกันเล่นๆว่า ซีซี่ (Sisi) และก็เพราะได้มาเจอนางที่งามล้ำนี่เอง ทำเอาฟรานซ์ โจเซฟตะลึงงัน แล้วประกาศก้องว่า จะไม่ยอมอภิเษกสมรสกับใครเด็ดขาด หากไม่ใช่ซีซี่แหม จะว่าไปก็น่าจะเข้าทางพระราช มารดานะคะ เพราะเป็นลูกของน้องสาวเหมือนกัน แต่เจ้าหญิงโซฟีโปรดดัชเชสเฮลีนมากกว่า แต่ไม่โปรดดัชเชสอลิซาเบธเอาเสียเลย อาจจะเพราะพระอุปนิสัยไม่ต้องกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อพระโอรสประกาศลั่นวังซะอย่างนั้น ในที่สุด จักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 ก็อภิเษกสมรสกับซีซี่ เมื่อ 24 เมษายน ค.ศ.1854 ที่กรุงเวียนนา พระนางได้เป็นพระจักรพรรดินีด้วยพระชนม์มายุเพียง 17 ชันษา ที่สำคัญคือเป็นพระชายาที่พระสวามีทรงรักใคร่อย่างสุดซึ้งตลอดพระชนม์ชีพทว่าท่ามกลางรักอันร้อนแรงนั้น อย่าลืมค่ะว่า พระสัสสุ (แม่สามี) ไม่พอพระทัยอยู่แล้วเล่าลือกันอื้ออึงไปทั้งสำนักพระราชวังว่า “แม่ผัว-ลูกสะใภ้” มีเรื่องกันไม่เว้นแต่ละวัน ในบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่า พระจักรพรรดินีไม่มีความสุขเลยที่เวียนนา แม้กระทั่งเมื่อมีพระราชโอรส-ธิดา ก็มีปัญหาว่าเจ้าหญิงโซฟีมาจัดการเอาไปเลี้ยงดูทั้งหมด ไม่เปิดโอกาสให้พระจักรพรรดินีอลิซาเบธได้ชื่นชมโอรส-ธิดาของพระองค์เองเลย จักรพรรดินีอลิซาเบธ.พระจักรพรรดิ และพระจักรพรรดินีมีราชโอรส-ธิดาด้วยกัน 4 พระองค์ โดยเป็นพระราช โอรสเพียง 1 พระองค์ คือ อาร์ชดยุกรูดอล์ฟ องค์รัชทายาท (Archduke Rudolf, Crown Prince of Austria-Hungary) ซึ่งแม้พระมารดาจะไม่ได้อุ้มชูมาด้วยพระองค์เอง แต่อาร์ชดยุกรูดอล์ฟก็เป็นความหวังของพระจักรพรรดินี อลิซาเบธ ทว่าเรื่องร้ายก็ถาโถมใส่พระนางอย่างไม่หยุดยั้งในขณะที่พระนางกับพระสวามีอภิเษกสมรสกันด้วยความรัก และรักกันมั่นคงตลอดระยะเวลาอันยาวนาน แต่องค์มกุฎราชกุมารรูดอล์ฟกลับไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์วิวาห์กับเจ้าหญิงสเตฟานี่แห่งเบลเยียม (Princess Stéphanie of Belgium)ในปี ค.ศ.1881 แต่ต่อมาในปี ค.ศ.1888 พระองค์ได้พบกับบารอนเนสแมรี่ เว็ทเซร่า (Baroness Marie Vetsera) สิ่งเดียวที่อาจจะเหมือนพระราชบิดาก็คือ เพียงพบประสบพักตร์ ก็นึกรัก เข้าเสียแล้ว ในตอนนี้ องค์รัชทายาทวัย 30 พรรษา กับสาวน้อยอายุเพียง 17 ปี เกิดตกหลุมรักกันอย่างลึกซึ้ง เกิดเป็นรักลับซ่อนเร้น แต่รักลับๆที่ไม่ลับนี้ ก็ถูกเจ้าหญิงสเตฟานี่ พระชายาตัวจริงเสียงจริง “เอาเรื่อง” อย่างหนัก ในที่สุดจุดจบก็เลยลงเอยด้วยความเศร้า เมื่อมกุฎราชกุมารรูดอล์ฟตัดสินพระทัยยุติปัญหารักสามเส้าด้วยเลือด พระจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1.ในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.1889 มีรายงานว่า เจ้าชายรูดอล์ฟยิงสนมลับตาย ก่อนที่จะหันปากกระบอกปืนมาปลิดพระชนม์ชีพของพระองค์ไปด้วย เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกอย่างที่สุดของพระจักรพรรดินีอลิซาเบธผู้เป็นพระมารดา หลังจากวันนั้น ซีซี่ผู้เคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหญิงที่ทรงพระสิริโฉมที่สุดในยุโรปก็ทรงภูษาสีดำไปตลอด และแทบไม่ปรากฏกายให้ใครได้เห็นอีกเลยเดี๋ยวก่อน จริงหรือที่องค์รัชทายาทปลงพระชนม์ชีพของพระองค์เอง เพราะต่อมาก็มีหลักฐานใหม่ๆที่ชี้ว่าน่าจะเป็นการลอบปลงพระชนม์มากกว่า แต่ความจริงทั้งหมดก็ยังไม่กระจ่างแจ้ง เป็นอีกคดีหนึ่งในราชวงศ์ยุโรปที่ถือว่ายังดำมืด และมีการถกเถียงกันให้วุ่นวายมาจนปัจจุบันพระจักรพรรดินีอลิซาเบธนั้นเมื่อสูญเสียพระราชโอรสไปแล้ว พระนางก็ออกตระเวนประพาสไปโน่น มานี่ เรียกว่า เที่ยวพักผ่อนคลายเครียดไปเรื่อยๆ แต่เรื่องร้ายก็ยังไม่หมดค่ะ ตอนที่พระนางมีพระชนม์ชีพได้ 60 พรรษา ขณะประพาสที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ก็มีกระทาชายนายลุยจิ ลูเชนี (Luigi Lucheni) นักนิยมอนาธิปไตยได้ลอบสังหารสมเด็จพระจักรพรรดินีจนสวรรคตด้วยตะไบเล็กๆอันหนึ่ง ในวันที่ 10 กันยายน ค.ศ.1898 ภาพพระจักรพรรดินีในโบสถ์น้อยอลิซาเบธ.เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่พระนางกำลังขึ้นเรือ และถูกแทงเข้าโดยที่ยังไม่ได้รู้สึกพระองค์มากนัก แต่ต่อมาก็มีพระอาการทรุดหนัก ครั้นเมื่อสวรรคตแล้ว มีการพิสูจน์พระศพจึงได้พบว่าอาวุธสังหารนั้นเล็กมาก จนแทบมองไม่เห็นจากภายนอก กอปรกับไม่มีพระโลหิตไหลออกมาให้เห็น ในช่วงแรกจึงยังไม่ทราบกันว่าพระนางบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากตะไบถูกแทงลึกเข้าไปถึงพระหทัย ในขณะที่อีตาลุยจิ ผู้ก่อการนั้น ก็ให้การแบบน่าโมโหว่า อันที่จริงตั้งใจจะมาลอบปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส แต่คลาดกัน เลยเปลี่ยนเป้าสังหารซะอย่างนั้นแล้วพระจักรพรรดิล่ะ เป็นอย่างไร พระองค์สูญเสียทั้งพระราชโอรส และยังต้องมาสูญเสียพระชายาอันเป็นที่รัก แม้พระองค์จะมีพระชนม์ชีพต่อมาอีก 18 ปี แต่องค์จักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟ ไม่เคยคลายความโศกเศร้าจากการสวรรคตของพระชายา มีบันทึกว่า พระองค์ตรัสกับผู้คนว่า “พวกท่านไม่รู้หรอกว่า นาง (พระจักรพรรดินี) สำคัญกับข้าพเจ้าขนาดไหน” และ “พวกท่านไม่มีทางรู้หรอกว่า ข้าพเจ้ารักนางมากเพียงไร” แค่ได้อ่านจากบันทึกยังอดไม่ได้ที่จะเศร้าไปกับพระองค์นะคะ คนที่ได้ฟังพระองค์ตรัสประโยคเหล่านี้ออกมาตรงๆ คงอดน้ำตาร่วงไม่ได้แหม ออกนอกเรื่องมาซะไกลเลย แต่ทั้งหมดนี้ก็เพราะเรากำลังกล่าวถึงส่วนสำคัญในโบสถ์คือ โบสถ์น้อยอลิซาเบธ อันว่าโบสถ์น้อยนี้ สร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคจากประชาชนผ่านสภากาชาดค่ะ เนื่องจากสมเด็จพระจักรพรรดินีทรงเป็นองค์อุปถัมภ์สภากาชาด และมีเงินที่ได้จากการบริจาคจำนวนมาก เนื่องจากปวงพสกนิกรต่างก็รัก “ซีซี่” ของพวกเขา จึงนำเงินมาสร้างโบสถ์น้อยแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ถึงพระนาง ภาพมุมสูงมองเห็นแม่น้ำดานูบอยู่ด้านหน้า.มีการตกแต่งโบสถ์น้อยนี้ด้วยโมเสกสีทอง แต่งผนังด้วยหินอ่อน และมีโมเสกภาพของนักบุญอลิซาเบธแห่งฮังการีด้วย คาดว่าพระสวามีอันเป็นที่รักของพระนางคงจะเคยได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ก่อนที่พระองค์จะเป็นนิวมอเนีย สวรรคตเมื่อ 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1916 ท่ามกลางความวุ่นวายของยุโรปในขณะนั้น แต่รักมั่นของทั้งสองพระองค์ไม่เสื่อมคลาย และเราจะเห็นภาพอันเลือนรางแห่งรักของทั้งสองพระองค์ได้ที่โบสถ์นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซิแห่งนี้ ศาสนสถานที่งามประหนึ่งปราสาทในเทพนิยายยืนตระหง่านให้เราได้ชื่นชม และร่วมรำลึกถึงเรื่องราวหนหลังอันเป็นความผูกพันของจักรพรรดิฟรานซ์ โจโซฟที่ 1 และจักรพรรดินีอลิซาเบธ ความผูกพันนับจากวันแรกพบประสบพักตร์ จนถึงวันที่สมเด็จพระจักรพรรดิตรัสว่า “พวกท่านไม่มีทางรู้หรอกว่า ข้าพเจ้ารักนางมากเพียงไร”ความยิ่งใหญ่ของโบสถ์แห่งเทพนิยายนี้ คล้ายจะกระซิบบอกความรักอันล้นเอ่อนั้นให้เราได้ยินเพียงเบาๆ ณ ริมฝั่งแม่น้ำดานูบ ที่ทั้งสองพระองค์คงเคยทรงพระเกษมสำราญ.โดย : พันธุ์สุภาทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน