ลั่นมีโลกใบเดียวแต่เป็นคนคูลๆ เลยไม่มีรูปคู่แฟนไม่ได้เก่ง เจ๋งเป้งแค่ร้องเพลง เล่นดนตรีเท่านั้น นักร้องหนุ่ม เสียงดี โอปอ-ประพุทธ์ พิมพามา ยังพิสูจน์ความสามารถมากล้น ล่าสุด กลับมาเป็นดีเจเสียงหล่อ จ้อหน้าปัดประจำคลื่น Good time 95.5FM จนเริ่มอยู่เข้าที่เข้าทางเลยต้องคว้าหนุ่มหล่อเซอร์ โอปอ มาเปลือยใจกับงาน “ดีเจ” อีกครั้งนึง แต่ก็ยังไม่ทิ้งความฝัน อยากทำ “อัลบั้ม” สักครั้ง ซึ่งนอกจากงานรุ่ง หัวใจก็ฟุ้งฟิ้ง โลกเป็นสีชมพู คุยๆ อยู่กับสาวนอกวงการ คอยเป็นกำลังใจอยู่เคียงข้าง แต่ยังไม่สะดวกเปิดตัวใน “คนดังนั่งคุย”ตอนนี้งานดีเจเข้าที่เข้าทางหรือยัง“ค่อนข้างสนุก เริ่มเป็นพาร์ตที่ได้ค้นหาความเป็นดีเจ จริงๆเรามีการจัดรายการร่วมกับดีเจอีกท่านนึง ก็เป็นไกด์ไลน์ที่ดี แล้วเป็นเคมีที่ค่อนข้างเข้ากันกับดีเจบิ๊ก (พล วุทราพงษ์วัฒนา) รู้สึกเราเป็นอีกคอนเทนต์นึง เค้าเป็นอีก คอนเทนต์นึง เราสามารถหาจุดตรงกลางได้”แนวทางของโอปอจะประมาณไหน“ส่วนของผมจะเป็นความรู้สึกของเพลงมากกว่า ผมจะฟังเพลงรวมๆ พูดถึงแก่นของมัน มันน่าจะสร้างขึ้นมา เนื้อหามาแบบนี้หมายถึงใคร ดนตรีออกมารองรับ เราจะถึงพาร์ตดนตรีและเนื้อหามากกว่าเป็นสิ่งที่เราถนัด” การเป็นดีเจครั้งนี้ไม่ได้จัดเล่นๆแล้วใช่มั้ย“ถามว่าครั้งนี้เล่นมั้ย ไม่ได้เล่นสักครั้ง แต่ด้วยคอนเซปต์ของคลื่น ค่อนข้างลงตัวกับเรา ค่อนข้างได้ใช้ศักยภาพที่เป็นธรรมชาติ”ช่วงจัดรายการโอปอได้ครีเอตคิดอะไรได้เยอะมั้ย“ผมว่าเปิดไมค์นึงก็เหมือนโชว์นึงเราต้องครีเอตตลอดเวลา สมมติว่าเราจะพูดสั้นๆ นาทีครึ่งไม่เกิน 2 นาที แต่เราก็ต้องจัดเรียงอะไรอยู่ก่อนอยู่หลัง เพลงต่อไปหลังจากที่เราพูดจบจะเป็นเพลงไหน เราต้องรู้สึกกับสิ่งที่เราจะพูดก่อนแล้วค่อยมาจัดเรียง”ความเป็นโอปอการเรียบเรียงคำพูดยังมีปัญหาอยู่หรือเปล่า“ผมคิดว่าสะดุดแบบธรรมชาติก็มีบ้างแต่เราจะปล่อยผ่าน” เวลาผิดจะเขินมั้ยล่ะเพราะปกติเวลาเราจะทำอะไรจริงจังมาก“ช่วงแรกๆที่รู้สึกอย่างนั้นเยอะๆ ก็พูดไม่ถูกเลย ความคิดไม่สัมพันธ์กับปาก ไปเร็วกว่า ข้อมูลมันเยอะ อยากยัดลงไปไม่หมดประโยคเดียวแน่นอน เลยหายใจช้าๆ ค่อยๆพูด ทำให้มันชัดกว่า”แฟนคุ้นชินเราในลุคพูดงงๆ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง“เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะมีตัวนั้นอยู่เท่าไหร่แล้ว” การเป็นดีเจช่วยเราเรื่องพูดได้เยอะมั้ย“ค่อนข้างเยอะเลยครับ ลำดับความคิด กับการพูด ความสัมพันธ์เรียงลำดับในการสื่อสารยังไง เมื่อก่อนผมพูดอะไรบนเวทีคนจะตลก ขำผมพูดอะไรแต่เดี๋ยวนี้ค่อยๆ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ละคนเห็นวุฒิภาวะและอะไรหลายๆอย่างดีขึ้น” อยากรู้จริงๆก่อนหน้านี้ที่ดูเป็นคน งงๆ โอปองงอะไรกับชีวิต“ผมคิดว่าถ้างงคงงงมาจากแกนข้างใน ค่อยมางงข้างนอก พอเวลาผ่านไปโตขึ้นตามเวลา พอเราเห็นมาเยอะก็รู้แล้วเราจะเลือกอะไร แกนก็นิ่งขึ้นเราพูดไปได้ชัดเจน” เห็นว่าคนดีใจสุดคือคุณแม่ที่เห็นเราพูดรู้เรื่องขึ้น“(หัวเราะ) จริงๆก็เป็นกันทั้งบ้าน ครับ เค้าจะไม่ค่อยพูดกันเท่าไหร่ สื่อสารไม่ได้ในสิ่งที่ ต้องการ”ใครเป็นหนักสุดพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง“พ่อครับ แม่ยังมีความคนนำ คุยกับผู้รับเหมา คุยกับคนสร้างบ้านได้ พ่อไม่เอาเรื่องนี้เลย ผมโตมากับการเห็นแม่เป็นผู้นำ ค่อนข้างเยอะ เราจะเป็นผู้ตามที่ดี”กับงานดีเจทำให้เราหลุดกรอบตัวตนอยู่นิ่งๆได้เยอะเหมือนกันนะ“ค่อนข้างเยอะครับ ความนิ่งของเราข้างในอาจจะไม่นิ่งไง พอจุดนี้เราต้องมีการดันตัวเอง เราไม่รู้ในสิ่งที่ผิด ทำให้เราปล่อยออกมาได้เยอะขึ้น ทัศนคติดีขึ้นด้วย”แสดงว่าเมื่อก่อนเก็บเนื้อเก็บตัว“เป็นเพราะความเกรงใจด้วยครับ เราคิดว่าเรามาจากบ้านนอก คนที่ย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ ย้ายงานบ่อยๆ ความมั่นใจจะน้อยลงอยู่แล้ว ไม่ว่าการแต่งตัว เราแต่งแบบนี้จะดูเป็นบ้านนอกมั้ย มั่นใจไม่มีอยู่แล้วถ้าเทียบคนอยู่ในเมืองตั้งแต่เด็ก ใช้แกนมาตั้งแต่เด็ก ผมย้ายมาเรียนมหาวิทยาลัย อยู่บ้านแถวพระราม 7 และซื้อบ้านเอง ย้ายไปอยู่ที่นนท์ ก็ย้ายไปเรื่อยๆ ผมค่อนข้างเป็นการดึงความมั่นใจเหมือนกัน เด็กที่ต้องย้ายโรงเรียน เด็กที่ย้ายที่อยู่บ่อยๆ โอเค เค้าแกร่งในการปรับตัว ต้องปรับเยอะ แกนศิลปินถูกทอนไปเรื่อยๆ”เดี๋ยวนี้ลุคของเราเปลี่ยนไปพอสมควรถ้าเทียบกับตอนเข้ามาแรกๆ มาอย่างเซอร์เชียว“(หัวเราะ) เดี๋ยวนี้มีความภูมิฐานได้ ตามกาลเทศะ ลุคเดิมๆยังแต่งได้นะ ถ้าเป็นงานอาร์ตๆ หรือเป็นพื้นที่ๆ เราทำได้เต็มที่ ไม่มีใครว่าเราได้ เราทำตรงนั้นเต็มที่ งานไหนความเชื่อถือ เราดูตามกาลเทศะเลย เมื่อก่อนเป็นคนลุยๆ อยู่ในโลกตัวเองสูง ทุกวันนี้โลกตัวเองก็ยังสูงแต่ด้วยงาน ด้วยวัย ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราต้องแบ่งสรรปันส่วน แชร์พื้นที่ส่วนตัว ถ้าเมื่อก่อนแชร์น้อยมากเพราะเราคิดว่างานของเราพอแล้วสำหรับเรา ค่อนข้างอีโก้พอควร เราทำงานได้เงินเยอะกว่าคนทำงานออฟฟิศอีก 6-7 หมื่นต่อเดือน ทำให้เราอีโก้ซะ เราไม่ได้มองไกล 10 ปีข้างหน้าเป็นยังไง พอเราเห็นการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มรู้แล้ว เราควรทอนอะไรมาบ้าง”มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เรารู้ว่าถ้ามัวแต่อีโก้คงไม่ได้แล้ว“ช่วงเริ่มเข้าวงการเลยครับ มันสอนอะไรหลายๆ อย่าง เราเข้าเดอะวอยซ์ เพลงที่เราเลือก การเข้าไปคุยกับมิวสิก ไดเรกเตอร์ เราอยากร้องเพลงอะไรใช้ กีตาร์มั้ย ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ ผมเริ่มขัดใจทำไมผมเลือกเองไม่ได้ มันติดลิขสิทธิ์ เริ่มรู้สึก ไม่ถูกใจเลยไม่รู้จะต้องทำยังไง ตอนนั้นใจต่อสู้กับใจตัวเอง มาร้องเพลงละครบ้าง หลายคนแนะนำงานอะไรก็ทำไป เราอยากทำทุกขั้นแต่เราเจอเรื่องแบรนด์ดิ้ง คุณร้องเพลงประกอบละครเยอะๆ พอคุณมาร้องเพลงคุณเอง มันขาดความขลังค่อนข้างเยอะ เพื่อนผมเอาชื่อออกจากชื่อเพลงละครหมดเลยเพื่อไม่ให้ทับกับเพลงที่เค้าทำเอง มีงานอะไรทำไปแต่การยืนอยู่แบรนด์ดิ้งที่แข็งแรงก็สำคัญเหมือนกัน ทำพร้อมกันบาลานซ์ยากมาก” แง่การทำเพลงมีธงชีวิตยังไงบ้าง“ผมอยากมีอัลบั้มของผมก่อน ซึ่งจะเป็นปีนี้แต่เรามีสังกัด มีลำดับไทม์ไลน์ของศิลปินหลายท่าน ยังออกซิงเกิล สมมติ พี่โอ๊ตยังไม่มีอัลบั้ม เราจะมีอัลบั้มก็ยังไม่ใช่ กลายเป็นเรื่องศักดินาเฉยเลย คนนี้มีเพลง ฮิตแล้ว แต่เรายังไม่มีเลย เราจะออกอัลบั้มเลยก็ไม่ได้คนอาจจะไม่เทมา ผมไม่เข้าใจ แต่ยุคนี้เป็นยุคที่เปิดกว้าง ศิลปินที่ไม่มีสังกัดสามารถทำอะไรได้อิสระ งานจะขลังมาก ตอนนี้อยากทำอัลบั้มกับเค้า ทำ EP เพราะมีของมาปล่อย มีเสื้อผ้ามาขาย ผมอยากทำอัลบั้มอะคูสติก คุยกันตั้งแต่ปีที่แล้วการเป็นศิลปินมีสังกัด ความเป็นอิสระไม่ได้มีร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะเค้าต้องบาลานซ์ธุรกิจกับงานศิลปะด้วย” งานที่ทำทุกวันนี้เราพอใจแล้วหรือยัง“ถ้าไม่เกี่ยวกับการทำอัลบั้ม ผมว่ามาถูกทางแล้วนะครับ เคยฝันอยากอยู่ ในห้องมิกเซอร์ เราอยากเป็นโปรดิวเซอร์ เป็นความคิดตั้งแต่เด็ก เราสามารถอยู่ได้ทั้งวันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของเราไป พอเริ่มได้ทำเบื้องหน้าและเบื้องหลังพร้อมกัน เหมือนเพลงล่าสุดที่เราปล่อยมา เราก็โปรดิวซ์เอง แต่งเอง มิกซ์เองกับฝรั่ง เราได้ทำงานที่เราตื่นเต้น ฝรั่งคนนี้ทำอัลบั้มให้กับศิลปินที่เราชอบก็เลยเป็นการอยากลองของ ส่งเพลงเราไปมิกซ์ดูสิ เค้าทำงานแบบไหน เราได้เปิดโลก เลยถือว่าเราได้ไปจุดที่เราต้องการแล้ว ความฝันที่ผมต้องการ คนคุมงานและแต่งเพลง เป็นสิ่งนึงที่ผมได้ต่อยอดจากนี้ พอได้ทำตรงนี้ แกนการทำงานของผมจะเป็นแบบนี้ ยกเว้นมีศิลปินมาฟีเจอริงหรือมาแชร์กันสนุกๆ คุมโปรดักชันเองได้ไม่ต้องรอใครเราเป็นนักร้อง นักดนตรี ศิลปะแนวนี้อยู่แล้ว”ทำงานไปด้วยแต่เรื่องเรียนก็ยังไม่ทิ้งใช่มั้ย“ยังไม่ได้ทิ้งครับ ผมว่างานวงการบันเทิงค่อนข้างดีในแง่มันมีเวลาจัดสรรได้ บวกกับการเรียนยุคนี้ ผมเจอรุ่นน้องเรียนออนไลน์ เมดเล่ย์ วิทยาลัยดนตรีของอเมริกา อันดับต้นๆของโลก เรียนออนไลน์ได้แล้ว ได้ใบปริญญาเหมือนกัน แต่อาจจะไม่เจอเพื่อน มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพงประมาณนึง แต่ผมเลือกเรียนนิติฯ จากตอนแรกไม่ได้อิน พอเริ่มเขียน เริ่มชอบ รากของภาษาไทยที่ถูกย่อเอาไว้ ผมว่าย่อในประเด็นพิพาทของคนทะเลาะกัน เค้าถึงเขียนมาตรานี้มา ดิ้นแบบนี้จะเป็นโมฆะหรือโมฆียะ”ที่บ้านขอให้เราเรียนให้จบปริญญา“เค้าขอจนไม่ขอแล้วครับ (หัวเราะ)”เรื่องแฟนล่ะที่บ้านถามๆ บ้างยังจะยังไง“เป็นสิ่งที่บ้านผมละเหี่ยใจอยู่ครับ ผมคิดว่ามันบังคับไม่ได้ มีความเป็นห่วงแต่หลังๆไม่เพราะเค้ารู้สึกว่าผมคุมยากมากเรื่องนี้”หล่อเลือกได้“ไม่ขนาดนั้น ผมใช้ฟีลลิ่งความรู้สึกเยอะมากในเรื่องแบบนี้ เรื่องเหตุผลเลยเป็นรอง เลยพังมาหลายครั้ง ด้วยความเราเป็นเด็กบ้านนอกจะใช้ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ การบอกหรือไม่บอกในเรื่องนี้ มีผลต่อการตัดสินใจอีกฝั่งแตกต่างกันมาก ผมอยู่กับเรื่องนี้มาจนรู้สึกว่าถ้าของมันจะใช่ไม่ต้องไปทำอะไรเยอะมาก แต่โชคดีที่ผมเจอคนดีๆทั้งนั้นเลย ส่วนมาก อย่างน้อยมองไปเราไม่ต้องไปอะไรยังไง แค่เรามีความรู้สึกแฮปปี้กับชีวิตก็พอแล้ว เราไม่ต้องมานั่งคิดเราจะเสียเปรียบอะไร เราอยู่ในจุดที่เรามีความสุขให้ได้โดยไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องเวลาเค้าไม่อยู่กับเรา ถ้าพรุ่งนี้เค้ากลับมาอยู่กับเราแสดงว่าเค้าเลือกเรา ความรักมันโตขึ้นมากกว่า เราต่างคนต่างเลือกที่จะมีพื้นที่เป็นของเราเอง มีกันอยู่แหละ”