ได้ไม่คุ้มเสีย เขาว่านะ...เป็นที่แน่นอนแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯจากพรรคพลังประชารัฐ นอกจากหลีกเลี่ยงการดีเบตแล้วยังจะไม่ขึ้นเวทีปราศรัย10 มี.ค.62 คงไม่ได้เห็นอย่างที่อยากจะเห็นกันแม้ว่า กกต.จะเปิดทางให้สามารถกระทำได้ทั้ง 2 แบบ แต่เตือนให้ระวังอย่าให้ผิดกฎหมายก็แล้วกันเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.89 ระบุเอาไว้ว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ม.160คือห้ามเป็นพนักงานรัฐหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ที่แม้จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค ยังสวมหมวกนายกฯ หัวหน้า คสช.จึงมีการตีความกันไปหลายมุมคำถามที่ว่าเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” หรือไม่ เพราะยังคงรับเงินเดือนในตำแหน่งต่างๆด้วยมุมมองหนึ่งเห็นว่าการที่นายกฯสวมหมวก คสช. ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะ คสช.ถือเป็นองค์กรชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญอีกทั้งมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2543 ตีความคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ต้องหมายถึงผู้ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย ต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเป็นงานประจำ รวมทั้งมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนทางกฎหมายเรื่องนี้มีการร้องไปที่ศาลปกครอง ปรากฏว่าไม่รับพิจารณา โดยยึดหลักแล้วเมื่อมีการฟ้องร้องคดีมายังศาลปกครอง ศาลต้องดูก่อนว่าเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ใดก็ตาม หากใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญศาลก็จะไม่รับ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจนั่นคงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องปฏิเสธแม้ว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้ขึ้นปราศรัยย่อมจะยังประโยชน์ต่อพลังประชารัฐที่กำลังหาเสียงอย่างเข้มข้นเพื่อหวังกวาดที่นั่ง ส.ส.ให้ได้มากที่สุดหากไม่ได้อันดับหนึ่งต้องเป็นอันดับสอง เพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีแรงกดดันทางการเมืองที่ยืนยันว่าพรรคอันดับ 1 จะต้องได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งตรงกันข้ามหากเกิดความผิดพลาดกระทำผิดกฎหมายคงไม่ใช่แค่ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพรรคพลังประชารัฐอีกด้วยพูดง่ายๆว่าพังกันไปทั้งขบวน...แม้การขึ้นเวทีปราศรัยจะส่งผลดีต่อพลังประชารัฐ แต่หากผิดกระบวนท่าบรรดาพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะที่เป็นคู่แข่งสำคัญก็จะได้ประโยชน์ทันทีเช่นกันบรรดาพรรคการเมืองคู่แข่งไม่ได้ส่งเสียงเชียร์ให้ขึ้นปราศรัยก็ตาม แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ยินยอมก็มีการประกาศกันแล้วว่าจะจ้องจับผิดอย่างไม่วางตาเอาเป็นว่าไม่ว่าจะแต่งชุดอะไร ใช้รถอะไรเดินทาง มีเจ้าหน้าที่รัฐคุ้มครองความปลอดภัย พูดอะไรต่างล้วน “มีเงาติดตัว” อยู่ตลอดเวลาแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะพูดเก่ง มีลีลา ตลกโปกฮาแค่ไหนก็ตาม แต่การขึ้นเวทีในสังกัดพรรคการเมืองก็ต้องพูดอะไรเพื่อประโยชน์ต่อพรรคการพูดอะไรที่เป็นกลาง ไม่หาเสียง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะพูดเก่งแค่ไหนก็เป็นเรื่องยากเมื่อมีคนจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ต่างไปจาก “จำเลยสาธารณะ”...ว่างั้นเถอะ!"สายล่อฟ้า"อ่านข่าวล่าสุด เจาะลึกข้อมูลเลือกตั้ง 2562