“ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” รวม 3,273 ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายครอบคลุม 76 จังหวัด 875 อำเภอ 2,644 ตำบล กำลังเดินหน้าไปได้สวยนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน บอกว่า เราได้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชนกับการผลิตสินค้าโอทอปเข้าไว้ด้วยกัน เป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ไม่ใช่แค่เมืองรอง แต่เป็นแอ่งเล็กในเมืองรองและเมืองหลักต่างๆพื้นที่ใหม่ๆเกิดขึ้น ในชุมชนมีสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นอยู่มากมาย แต่ว่ายังมีคนไม่รู้จัก หรือไม่รู้อีกเยอะ เราก็ยังอยากจะทำโครงการให้ผู้คนได้รู้ว่าหมู่บ้านที่คัดเลือกมา 3,273 หมู่บ้าน โดยเฉพาะ 50 หมู่บ้านต้นแบบ กับ 110 หมู่บ้านระดับจังหวัดที่จะมาโชว์มาแสดงเป็นหมู่บ้านที่มีความโดดเด่น เป็นอันซีนที่อยากให้คนมารู้มาดู”ด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม เสน่ห์ทางธรรมชาติ อัตลักษณ์ วิถีชีวิต การมีส่วนร่วมที่ได้ไปสัมผัสจะทำให้ไปแล้วไปรู้ เมื่อเขาไปดูแล้วก็จะรัก หมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นนี้คล้ายๆว่า “เมือง” ที่เราเปิดตัวขึ้นมามีกิจกรรมที่ไม่เหมือนกับการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่ไปดูสถานที่สำคัญ ไปกิน ไปชมแล้วก็จบ แต่ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวโอทอปนวัตวิถีมีกิจกรรมที่ท่านจะต้องไปผจญภัย เช่น ไปเก็บบัวที่บ้านศาลาดิน ปั้นหม้อบ้านด่านเกวียน ชมเบญจมาศ กินกาแฟคั่ว...ทำกาแฟคั่วกับชาวบ้าน“เพื่อที่จะเรียนรู้...ไม่ใช่หมายความว่าจะไปเที่ยวอย่างเดียว หากแต่ยังไปเรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ที่มีความลึกซึ้ง หรือไปบ้านเมืองลวง กินอาข่ามิโน ไม่ใช่แค่ไปกินกาแฟ แต่ไปร่วมโล้ชิงช้าที่เป็นประเพณีของชาวอาข่า ไปใส่ชุดอาข่าถ่ายรูป...เป็นการท่องเที่ยวที่มีส่วนร่วมกิจกรรมของคนในชุมชนต่างๆเกิดขึ้น”มิติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ค่อยได้มีในการท่องเที่ยวแหล่งใหญ่ ฉะนั้น แอ่งเล็กนวัตวิถีจะสร้างความสุขได้ลึกซึ้ง แนบแน่นมาก เป็นความสุขเล็กๆ อาจจะไม่ตระการตาแบบแหล่งใหญ่...“ไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก” นั่นปะไร ถามย้ำถึงเป้าหมาย...แผนในอนาคตกับ “กุญแจ” ในการก้าวเดินไปสู่ความยั่งยืน? นิสิต บอกว่า เป้าหมายของเราเบื้องต้นต้องการให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว การที่มีนักท่องเที่ยว ผู้คนเข้าไปในชุมชน อย่างน้อยเพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ ถัดมา...มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวในชุมชนเพิ่มขึ้นสาม...มีรายได้จากการขายสินค้าโอทอป ควอดแรนต์ D กลุ่มที่ต้องปรับตัวในการพัฒนา...ที่เราเอางบลงไปพัฒนา 10 ผลิตภัณฑ์ได้มากเพิ่มขึ้นเป้าหมายขั้นต่อมาที่เราต้องการเห็นก็คือ “ชุมชน”...“หมู่บ้าน” เกิดการกระจายรายได้ ไปเก็บข้อมูลโรงแรม โฮมสเตย์ ที่พักของชาวบ้านต่างๆ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนมที่อยู่บริเวณโดยรอบที่ไม่ใช่กิจกรรมที่เราพัฒนาว่ามีการกระจายรายได้ มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ ไปชิม ไปชมไหมในพื้นที่เหล่านั้น...กระจายรายได้เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลจากลูกหลานที่กลับเข้าไปอยู่ในชุมชน แล้วก็เข้าไปพัฒนาธุรกิจของเขาในชุมชน เช่น ตลาดหัวปลี มีคนจบวิศวกร กลับไปขายกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ เราต้องการเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นส่วนเป้าหมายสูงสุดก็คือ...ต้องการเห็น “หมู่บ้าน” ที่มีการท่องเที่ยวเหล่านี้ คน...ชาวบ้าน ทั้งชุมชนมีความสุขที่ได้อยู่กับกิจกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้น หากจะถามว่ากรมพัฒนาชุมชนมีกลไกอะไรที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน“กลไกประการแรก...เราเชื่อมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อมต่อไปยังสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีเยอะแยะ ส่งต่อเครือข่ายไปยังบริษัททัวร์ให้ทัวร์มาลงในหมู่บ้านที่มีความเป็นไปได้สูง ตอนนี้กำลังคัดอยู่ 20 แห่ง...ที่มีทัวร์เริ่มลงแล้ว ก็จะเกิดความยั่งยืน เพราะเข้าไปอยู่ในระบบการท่องเที่ยว”ประการต่อมา...เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ช่วยประชาสัมพันธ์หมู่บ้านเพื่อการท่องเที่ยวของเรา โดยเฉพาะ 50 หมู่บ้านต้นแบบ กับ 110 หมู่บ้านระดับจังหวัดนำตรงนี้ไปเป็นจุดที่ทำโฆษณาการ ท่องเที่ยวกัน ไม่ว่าจะในเว็บไซต์...ปฏิทินการท่องเที่ยวประเทศไทย และงานโอทอปของเราที่จัดขึ้น 3 งานในทุกปี “ทัวร์ในต่างประเทศมาลง ไม่ใช่ว่าเราจัดงานโอทอปมีแต่คนไทยซื้อ วันนี้เราต้องเผยความงามเหล่านี้...ผลิตภัณฑ์ไทย อาหารไทย วัฒนธรรมไทยไปสู่ชาวต่างชาติ”ประการที่สาม...วันนี้เราเชื่อมโยงแอ่งเล็กกับแอ่งใหญ่ หมายความว่าหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนโอทอป นวัตวิถีจะต้องเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆของจังหวัด อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัด เช่น ไปเชียงราย ไปไหว้วัดพระแก้ว วัดร่องขุ่น ข้างๆวัดก็มีบ้านเมืองรวง มีกาแฟอาข่ามิโนของชาวเขา กิจกรรมเชื่อมแอ่งเล็กชิลล์ๆเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงที่ดอยแม่สลอง...แล้วก็ไปผาฮี้ นั่งกินกาแฟบนหน้าผา ในหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยวแอ่งเล็กของเรา อย่างนี้ เป็นต้น“เราเชื่อมแอ่งเล็กอย่างนี้ทุกอัน ทุกหมู่บ้านต้นแบบ เพื่อจะทำให้เกิดการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวแบบ FIT...ฟรีอินดิวิดวลทัวริสต์ การท่องเที่ยวแบบอิสระ ได้ไปผจญภัยกันในพื้นที่เหล่านี้”กุญแจความยั่งยืนประการที่สี่ ตอนนี้คิดว่าการที่สื่อมวลชนเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์หมู่บ้านโอทอปนวัตวิถีจะเป็นการเพิ่มการรับรู้ยิ่งขึ้น แต่ต่อไปต้องมีการกระตุ้นสื่อมวลชนสัญจร บริษัททัวร์เพื่อไปสัมผัสสถานที่จริง ลงลึกไปดูชุมชนจริงๆให้เห็นกับตาว่ามีความดี ความงามอย่างไรบ้าง...พวกเราจะได้มาช่วยกันบอกต่อ“จิบกาแฟชาวเขา ที่ต้องห้ามพลาด...ไปชมหมอกในหมู่บ้านวิถีที่ต้องไป กระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดการรีวิว ช่วยเผยแพร่บอกต่อ” นิสิตว่าประเด็นสุดท้าย...เชื่อมโยงกับ “ตลาดประชารัฐ” ประเภทต่างๆ เราอยากจะเห็นตลาดประชารัฐในหมู่บ้าน...ชุมชนเกิดขึ้น เช่น ทุกวันศุกร์มีตลาดประชารัฐสตรีทฟู้ด ถนนคนเดิน พร้อมการแสดงวัฒนธรรมแต่ละพื้นถิ่น สุดท้ายจริงๆที่เป็นหัวใจเลย การให้ความรู้กับคนในหมู่บ้านชุมชน... “การท่องเที่ยวที่ดี ที่สะอาด สะดวก สบาย ปลอดภัย เขาทำกันอย่างไร เพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวที่ไปเกิดความประทับใจ”ทั้งหมดเหล่านี้คือกุญแจแห่งความยั่งยืน ใครสนใจท่องเที่ยวแนวๆแบบนี้เชิญไปลองสัมผัสทำความรู้จักกันได้มากขึ้น ในงาน “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี : เที่ยวบ้านฉันไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก” ที่จะจัดขึ้นที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 22-26 พฤศจิกายน 2561คณะกรรมการประกวด “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี” ต้นแบบได้ดำเนินการประกวดคัดเลือกชุมชนระดับจังหวัด 160 ชุมชน ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการเป็นชุมชนท่องเที่ยวโอทอปนวัตวิถีต้นแบบ 50 ชุมชน เรียบร้อยแล้ว อาทิ บ้านทุ่งหยีเพ็ง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่, บ้านเหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์บ้านเซินเหนือ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น, บ้านหัวฝาย อ.ชนบท จ.ขอนแก่น, บ้านเนิน อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี, บ้านทุ่งยายชี อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา, บ้านเขาใหญ่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี, บ้านหนองระกำ อ.เนินขาม จ.ชัยนาท, บ้านบุ่งสิบสี่ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ, บ้านปากน้ำละแม อ.ละแม จ.ชุมพร บ้านเมืองรวง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, บ้านป่าตาล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่, บ้านเขาหลัก อ.เมืองตรัง จ.ตรัง, บ้านตลาดตรอกซอย อ.บ้านตาก จ.ตาก, บ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก, บ้านศาลาดิน อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม, บ้านโพน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม, บ้านไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาบ้านมะขาม อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช, บ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน, บ้านปาเระ อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี, บ้านบ่อน้ำร้อน อ.เบตง จ.ยะลา, บ้านสวนทุเรียน อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ฯลฯ“แอ่งเล็ก” เหล่านี้...ต้องลองไปสัมผัสกันให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้รู้ถึงความรู้สึกที่ว่า...“เที่ยวบ้านฉันไปแล้วจะรู้ อยู่แล้วจะรัก” เป็นอย่างไร.