KNIGHT FRANK’S LUXURY INVESTMENT INDEX ตั้งข้อสังเกตว่า บรรดาสินทรัพย์ หรือของสะสมหรู เพื่อการลงทุนที่ได้รับความนิยมระดับสากล ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (10 Year returns on luxury asset classes) มีหลายสิ่งที่มูลค่าเพิ่ม และลดลงอย่างน่าสนใจรถยนต์คลาสสิก หรือ Classic Car คือ สิ่งที่ให้ผลตอบแทน หรือมีมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยสูงสุดแก่ผู้เป็นเจ้าของถึง 334%อันดับ 2 ไวน์แพงและหายาก มีมูลค่าเพิ่ม 192% อันดับ 3 เหรียญกษาปณ์หายาก ให้ผลตอบแทนเพิ่มถึง 182% อันดับ 4 เครื่องประดับเลอค่า 138% อันดับ 5 แสตมป์หายาก 103% อันดับ 6 งานศิลปะ (เน้นภาพเขียนของศิลปินชื่อดัง) 78% อันดับ 7 เพชรสี 70% อันดับ 8 นาฬิกาหรูราคาแพง (เน้นยี่ห้อ Patek philippe กับ Rolex รุ่นหายาก) 69%ส่วนอีก 2 ประเภท ที่เสมือนเป็นฝันร้ายของนักสะสม คือ เครื่องกระเบื้อง หรือ เซรามิกโบราณของจีน มูลค่าลดลงไปประมาณ-3% และ เฟอร์นิเจอร์โบราณ ที่มีมูลค่าลดลงไปถึง-32%เกิดเป็นคำถามตามมาว่า เหตุใดรถยนต์คลาสสิกจึงเป็นที่ถวิลหาของบรรดานักสะสมกระเป๋าหนักทั่วโลก แล้วเมืองไทยล่ะ...เป็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่?ก่อนจะไปคลี่คลายข้อสงสัยดังว่า มาทำความรู้จักกับสินทรัพย์หรือของสะสมหรู อย่างรถยนต์คลาสสิกกันก่อนว่ามีนิยามความหมายอย่างไร วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้ให้คำอธิบายถึง รถคลาสสิก (Classic Car) ไว้ว่า ถ้าพิจารณาจากช่วงเวลาการผลิต จะหมายถึงรถยนต์ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี ค.ศ.1945) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1977 แต่ทั้งนี้ การจะพิจารณาว่ารถยนต์ยี่ห้อใด รุ่นใด เข้าข่ายเป็นรถยนต์คลาสสิกหรือไม่นั้น ยังมีความซับซ้อนกว่าการพิจารณาจากแค่ปีที่ผลิต หรือเพียงอายุของรถกล่าวคือ การจะจัดว่ารถยนต์รุ่นใดเข้าข่ายเป็นรถยนต์คลาสสิกต้องพิจารณาถึงในเรื่อง คุณค่าคุณภาพ ความพิเศษ การออกแบบ ความนิยม และ อื่นๆ ประกอบด้วย จึงจะถือได้ว่ารถรุ่นนั้นเป็นรถคลาสสิก ซึ่งการพิจารณาถึงคุณค่าต่างๆ สามารถพิจารณาโดยรวมได้จากตัวชี้วัดด้าน “ราคาตลาด” ที่เป็นสากลในนานาอารยประเทศ รถคลาสสิกจะเป็นรถที่มีแนวโน้มของราคาตลาดในลักษณะ “ไม่เสื่อมราคาลง” (Stop Depreciate) แต่กลับจะ “มีมูลค่าเพิ่มขึ้น”ดังนั้น โดยสรุป “รถยนต์คลาสสิก” จึงหมายถึงรถยนต์ที่ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1977 และมีแนวโน้มว่ามูลค่าในตลาดเพิ่มขึ้น เช่น รถรุ่นที่ราคาโดยทั่วไปในปัจจุบันสูงกว่าราคาตอนที่ผลิตออกมาขายใหม่ๆ โดยจะต้องดูราคาเฉลี่ยทั่วไปในตลาดด้วย ไม่ใช่แค่เพียงคันสองคันเท่านั้นส่วนรถยนต์ที่มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น แต่ไม่ได้ผลิตก่อนวันที่ 1 มกราคม 1978 ก็ยังสามารถจัดอยู่ในรถประเภท “รถยนต์โมเดิร์น คลาสสิก” (Modern Classic) ด้วย เช่น Ferrari 328, Mclaren F1, Lamborghini Diablo, Lotus Esprit S4, Mercedes R107สำหรับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูง มีความพิเศษโดดเด่น แม้ปัจจุบันมูลค่าอาจยังไม่ขยับตัวสูงขึ้น แต่ก็เป็นที่เชื่อมั่นของนักสะสม และผู้ที่หลงใหลในรถยนต์จำนวนมากกว่า มีแนวโน้มว่ามูลค่าจะสูงขึ้นไม่ว่าจะผลิตก่อน 1 มกราคม 1978 หรือไม่ ก็จัดอยู่ในจำพวก “รถยนต์ฟิวเจอร์ คลาสสิก” (Future Classic Car) ด้วย เช่น Porsche Boxster 986, BMW Z3, Mercedes-Benz SLK R170, Mazda MX-5, Lotus Elise เป็นต้น ทีนี้ก็ถึงเวลามาคลี่คลายข้อสงสัยกันว่าจริงหรือที่ว่ารถคลาสสิกสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้เป็นเจ้าของถึง 300 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อตอนขาย และในเมืองไทยเป็นเช่นนั้นด้วยหรือไม่ผู้ที่มาช่วยคลายข้อสงสัยดังว่า คือ ศุภฤกษ์ ลายเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีสซั่นส์เพ้นท์ส (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะกรรมการสมาคมรถคลาสสิกแห่งประเทศไทยชายหนุ่มผู้หลงใหลในรถคลาสสิกผู้นี้บอกว่า รถคลาสสิกที่เล่นหากันมีหลายระดับราคา ตั้งแต่ราคาคันละหลักแสนบาท ไปจนถึงหลักพันล้านบาท ส่วนจริงหรือไม่ที่ว่าการเล่นรถคลาสสิกให้ผลตอบแทนหรือสามารถทำกำไรงามถึง 300 กว่าเปอร์เซ็นต์นั้น เขาขอตอบด้วยการยกตัวอย่างจริง ที่มีการซื้อ-ขายกันล่าสุดแทน“รถยนต์คลาสสิกยี่ห้อและรุ่นที่นักสะสมทั้งโลกอยากมีไว้ในครอบครอง มีเพียงไม่กี่คัน เช่น Aston martin DB5 เป็นรถที่โด่งดังมาจากหนังเรื่องเจมส์ บอนด์ 007 Alfa Romeo รุ่น Zagato รถดังในอดีตผลิตที่อิตาลี และ Ferrari 250 GTO ปี 1963 รถแข่งคันดังในอดีต ซึ่งปัจจุบันน่าจะเป็นรถยนต์คลาสสิกที่แพงสุดในโลก เพราะเพิ่งมีผู้ประมูลไปในราคาถึง 2,240 ล้านบาท”เทียบกับในเมืองไทย ศุภฤกษ์บอกว่า นักนิยมสะสมรถคลาสสิกบ้านเราก็ใช่ย่อย รุ่นไหนที่ว่าหายาก หรือนิยมเล่นกันทั่วโลก ในเมืองไทยมีให้เห็นแทบทั้งนั้น แต่ก็มีการเล่นหากันหลายระดับ และหลายยี่ห้อตามความชื่นชอบของแต่ละคนเขาไล่เรียงตัวอย่างตั้งแต่ระดับพื้นๆ รถตู้โฟล์กสวาเกน รุ่นหัวแตงโม สภาพผุๆ ยังไม่บูรณะ วิ่งไม่ได้ ทุกวันนี้แค่ซากรถขายกันตั้งแต่คันละ 1 แสนบาทขึ้นไป ขยับขึ้นมานิด รถโฟล์กตู้ รุ่นหน้า V มีกระบะท้าย ซึ่งจัดว่าหายาก ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับความพอใจ ล่าสุดเพิ่งมีการตกลงกันได้ จบที่ราคาขายคันละ 2 ล้านบาท เทียบกับ รถโฟล์กตู้ หน้า V รุ่นบัส 21 หน้าต่าง ผลิตเมื่อปี 1965 ซึ่งหายากยิ่งขึ้นไปอีก สภาพดิบๆ ยังไม่บูรณะ วิ่งไม่ได้ แค่ซากยังขายกันคันละเป็นล้านบาท ถ้าบูรณะและวิ่งได้แล้ว คันที่ทำออกมาสวยๆ มีสภาพใกล้เคียงกับของเดิม ราคาจะดีดขึ้นไปอยู่ทีคันละไม่ต่ำกว่า 3-4 ล้านบาทขึ้นไปขยับขึ้นมาอีกหน่อย Porsche 911 Horn grill เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ศุภฤกษ์บอกว่า เล่นหากันที่คันละประมาณล้านบาทต้นๆ แต่ล่าสุดซื้อขายกันอยู่ที่ 11.5 ล้านบาทถัดมา Mercedes–Benz 300 SL รุ่น Gullwings ปี 1952 หรือที่เรียกกันว่า 2 ประตู ประตูกางออกแบบปีกนก ซึ่งมีผลิตน้อยมาก ทั่วโลกมีอยู่แค่หลักร้อยคัน เนื่องจากพอรถพลิกคว่ำแล้ว ประตูเปิดกางออกไม่ได้ ทางโรงงานเบนซ์จึงเลิกผลิต แต่กลับกลายเป็นรถรุ่นนิยมและหายาก ล่าสุดขายกันคันละ ร้อยกว่าล้านบาทศุภฤกษ์บอกว่า Mercedes–Benz 300 SL รุ่น Gullwings ที่ว่า ซึ่งทั้งแพงและหายากนั้นเป็นที่น่ายินดีที่เมืองไทยมีอยู่หลายคันเท่าที่เขารู้ 1 ในนั้นเป็นของนักสะสมรถยนต์คลาสสิก ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจเหล็กกล้า และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้เคยติดอันดับ 1 ใน 500 มหาเศรษฐีระดับโลก เอ่ยชื่อแล้วหลายคนต้องร้องอ๋อ “การเล่นรถคลาสสิก นอกจากเป็นเรื่องของคนรักรถ และการลงทุน ยังเป็นเรื่องของดีมานด์หรือความอยากได้ที่มีมากกว่าซัพพลายหรือของที่มีอยู่ เมื่อได้มาแล้วกว่าจะบูรณะให้สวย ต้องใช้เวลาทำกันเป็นปี ทั้งทำสี ทำเครื่อง และรอคิวช่างรุ่นเก่าเก่งๆที่มีประสบการณ์กับรถรุ่นนั้น เพราะถ้าเคาะปะผุผิดทรง มูลค่าของรถจะร่วงลงทันที ฉะนั้น เมื่อหักต้นทุน และค่าเสียเวลา รถที่บูรณะออกมาสวยพร้อมใช้จึงมีแต่คนอยากได้ แพงเท่าไรจึงยอมจ่าย”ศุภฤกษ์ทิ้งท้ายว่า“เทียบกับซื้อรถใหม่ป้ายแดง แค่ล้อแตะพื้นออกจากโชว์รูมราคาก็หายแล้ว แต่รถคลาสสิกไม่มีคำว่าขาดทุน ขายต่อเมื่อไรมีแต่กำไร อีกอย่างเสน่ห์ของวงการนี้อยู่ที่มีตั้งแต่คนฐานะธรรมดา ยันมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ที่เข้ามาเล่นหาซื้อขายกัน ส่วนกำไรขึ้นกับความพอใจ บางครั้งอาจสูงกว่า 300 เปอร์เซ็นต์”.