คดีโรฮีนจาพ่นพิษ ศาลอาญาสั่งจำคุก 27 ปี ไม่รอลงอาญา พ.อ.อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.สตูล และ น.อ.อดีตนายทหารทัพเรือภาค 3 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง เผยพยานและหลักฐานที่จำเลยกล่าวอ้างต่อสู้คดีล้วนรับฟังไม่ได้จำคุก 2 นายทหารพันค้ามนุษย์โรฮีนจา โดยเมื่อเช้าวันที่ 18 ต.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาคดีที่ พ.อ.ณัฎฐสิทธิ์ มากสุวรรณ อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.จังหวัดสตูล กับ น.อ.กัมปนาท สังข์ทองจีน รน. อดีตหัวหน้าส่วนประสานงานชายแดน ทางทะเลอันดามัน กองทัพเรือภาค 3 จังหวัดสตูล ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานผิดตาม พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ มาตรา 5, 8, พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ มาตรา 6,10,13 และ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง, ความผิดกฎหมายอาญา ข้อหา ข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมโดยใช้กำลังประทุษร้าย, จับคนไปเรียกค่าไถ่ทำให้ตาย, ทำร้ายผู้อื่นทำให้ตาย, เอาคนลงเป็นทาส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309,313,290,312 ประกอบ 83 และให้เพิ่มโทษฐานเป็นข้าราชการทำผิดเสียเองอีก 2 เท่า จำเลยได้ประกันตัว โดยจำเลยทั้ง 2 คนมาศาลอัยการฟ้องว่า เมื่อเดือน ม.ค.54 ถึง พ.ค.58 จำเลยกับพวกร่วมกันลักลอบค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาจากประเทศบังกลาเทศ และรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา 23 คน อายุ 15-18 ปี มากักขังทำร้ายร่างกาย ก่อนนำตัวชาวโรฮีนจาส่งให้ขบวนการค้ามนุษย์ และพบศพในหลุมศพอีก 1 ศพ บนชายฝั่ง จ.สตูล จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจหลายปากเบิกความสอดคล้องกัน ระหว่างปี 2554-2558 มีคนต่างด้าวจากประเทศเมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน และชาวโรฮีนจา ลักลอบเข้าประเทศไทยทาง จ.สงขลา สตูล และจังหวัดอื่นๆ โดยเข้าชายฝั่งบ้าง หลบตามเกาะบ้าง ตั้งแคมป์อย่างแออัด อดอยากและเสียชีวิต ต่อมามีขบวนการค้ามนุษย์พบเห็น ได้ลักลอบพาเข้าประเทศทางรถยนต์เข้ามาทำงาน ตั้งแคมป์ชั่วคราวก่อนพาขึ้นรถยนต์นำไปส่งยังสถานที่ต่างๆ โดยมีข้าราชการของรัฐร่วมเกี่ยวข้องเมื่อประมาณปี 2558 ตำรวจออกตรวจพบว่าในพื้นที่บางส่วนที่ อ.สะเดา จ.สงขลา กับ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล มีแคมป์ชาวโรฮีนจาหลบซ่อนอยู่ โดยเฉพาะที่สะเดา มีแคมป์ชาวโรฮีนจา 26 คน มีหลุมศพหลายหลุม สอบสวนผ่านตำรวจที่พูดโรฮีนจาทราบว่า มาทางอันดามันมีคนถือปืนคุม ให้อาหารอย่างอดอยาก และเมื่อมาอยู่จนแออัดแล้วต้องเดินเท้าต่อไปยังอีกแคมป์ทราบว่าชื่อแคมป์เขาแก้ว เมื่อทราบเช่นนั้นตำรวจจึงกวดขันจับกุม ทั้งนี้ การจับคนหลบหนีเข้าเมืองทางทะเล มีหลักสากลที่ราชการไทยนำมาใช้คือ หลัก “เอชโออี” คือ ถ้าจับได้บนฝั่ง ให้ผู้จับนำส่งตำรวจท้องที่ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง แต่ถ้าจับได้ในเรือกลางน้ำ ให้ผู้จับส่งฝ่ายทหารผลักดันออกนอกประเทศวันเกิดเหตุตามฟ้อง ตำรวจจับคนโรฮีนจาได้ 23 คนที่มาอาศัยบนเกาะฝั่งทะเลอันดามัน จ.สตูล ระหว่างสอบสวน จำเลยที่ 1 เดินทางมากับเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งมาขอรับตัวไปเพื่อผลักดัน แต่ตำรวจไม่ยอม เนื่องจากเห็นว่าผิดหลักการเอชโออี จำเลยที่ 1 ยืนยันจะรับไป ตำรวจทำบันทึกเป็นหลักฐาน จากนั้นจำเลยที่ 1 รับชาวโรฮีนจาลงเรือหางยาว แล้ววิ่งหายไปโดยไม่มีทหารควบคุม เช่นเดียวกับก่อนหน้านั้น มีการจับคนต่างด้าวที่เกาะตะรุเตา พบชาวโรฮีนจา 167 คน จำเลยที่ 1 มารับตัวไปในลักษณะเดียวกัน แต่ครั้งนั้นมีคนจำนวนมาก จำเลยที่ 1 ขอฝากไว้ 3 วัน ก่อนรับตัวไป ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า การเอาตัวชาวโรฮีนจาไปทุกครั้ง ไม่มีทหารควบคุม และไปไหนก็ไม่แจ้ง ไม่มีเรือของราชการประกบติดตาม จำเลยที่ 1 รับในข้อเท็จจริงว่า กอ.รมน. รับผิดชอบปัญหาชาวโรฮีนจาแบบบูรณาการ ตามหลักการคือถ้าพบในทะเล คือพวกหนีมาใหม่ ให้ผลักดันกลับประเทศ ถ้าพบบนบก ให้ส่งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โดยจำเลยที่ 1 รับว่ารับชาวโรฮีนจาไปจริงตามหน้าที่ แต่ศาลเห็นว่าผิดวิสัยและผิดหลักการปฏิบัติตามหลักเอชโออีทั้งยังมีพยานโจทก์เป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเบิกความว่า เคยมีการจับกุมชาวเมียนมา 25 คน บนบก ขณะหลบหนีโดยรถกระบะดัดแปลง จำเลยที่ 1 มาขอรับตัวไป ตำรวจไม่ยอมส่งตัวให้ จำเลยที่ 1 ก็กลับไป ต่อมามีเหตุการณ์เรือแตก มีชาวโรฮีนจา 120 คนประสบภัยหนีขึ้นฝั่งที่บ้านราไวย์ จ.สตูล จำเลยที่ 1 มารับตัวไป ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับการรับตัวและขนส่งชาวโรฮีนจาไปให้ขบวนการค้ามนุษย์ โดยใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อ้างว่าจะเอาตัวไปผลักดันออกนอกประเทศ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เอชโออี พฤติการณ์เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับองค์กร อาชญากรรม พยานจำเลยรับฟังไม่ได้ส่วนจำเลยที่ 2 พบว่า มีการเปิดบัญชีไทยพาณิชย์ สาขาเทสโก้ โลตัส จ.ระนอง มีการรับเช็คจากกลุ่ม ขบวนการลักลอบค้ามนุษย์มาใส่บัญชีไว้หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2555-2557 เป็นเงินตั้งแต่ 1.2-4 แสนบาท รวม 1.6 ล้านบาท เมื่อเงินเข้าบัญชีแล้วถอนออก มีการให้เบอร์โทร.กลับกับกลุ่มขบวนการลักลอบค้ามนุษย์ที่ถูกแยกดำเนินคดี เพื่อติดต่อกัน แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ จำเลยต่อสู้ว่า เป็นเงินงบพิเศษค่าเสบียงจาก ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษบ้าง เงินค่าตอบแทนจากการทำธุรกิจอาหารทะเลบ้าง เงินจากการให้เช่าพระเครื่องชื่อดังบ้าง ล้วนไม่มีหลักฐานมาสนับสนุน ทั้งเป็นเงินที่สูงผิดปกติจากเงินเดือนประจำ รับฟังไม่ได้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองผิดตามฟ้องเฉพาะ พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกคนละ 8 ปี พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ รวม 2 กรรม แบ่งเป็นจำคุกกรรมละ 12 ปี กับกรรมละ 6 ปี พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง จำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุกคนละ 27 ปี และให้ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนแก่คนตายและคนเจ็บ ตาม ป.วิอาญามาตรา 44/1 ในจำนวนตามที่โจทก์ขอมาให้ครบทั้ง 23 คน จากนั้นศาลออกหมายขังส่งตัวเข้าเรือนจำต่อไป