“บุหรี่ตัวร้ายทำลายหัวใจ”... คือประเด็นการรณรงค์ “วันงดสูบบุหรี่โลก” ปี 2561...ประเมินกันว่า ในปี 2568 จะมี “ผู้สูบบุหรี่” เพิ่มขึ้น มากกว่า 1.6 พันล้านคน โดยร้อยละ 80 เป็นประชากรที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ที่สำคัญ...“บุหรี่” เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม ประเทศชาติ“บุหรี่” เป็นสาเหตุสำคัญของโรคเรื้อรังในหลายระบบ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบหลอดเลือดและหัวใจ...น่าสนใจด้วยว่า “ในทุก 1 นาที จะมีผู้เสียชีวิต จากการสูบบุหรี่ประมาณ 6-7 คน”องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ไว้ว่า ระหว่างปี 2563-2573 จะมีการสูญเสียประชากรก่อนวัยอันควรถึง 100 ล้านคน และประเทศต่างๆต้องแบกรับภาระประชากรที่เจ็บป่วยพิการหรือเสียชีวิตมากขึ้นจึงต้องมีมาตรการในการควบคุมการบริโภค “ยาสูบ” ที่มีประสิทธิภาพท่ามกลางกระแสการรณรงค์งดสูบบุหรี่ ลดละเลิกสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ให้เกิดนักสูบหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น เหรียญอีกด้าน มาตรการ “ภาษียาสูบ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ลดจำนวนผู้บริโภคยาสูบและคุ้มครองสุขภาพประชาชน สร้างรายได้ภาษีสรรพสามิตเข้ารัฐกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับส่งผลกระทบเชิงลบต่ออาชีพ รายได้ และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำนับแสนคนถ้ามุมสุขภาพเดินหน้าไปตามภารกิจที่รัฐบาลและภาคีเครือข่ายต่อต้านการสูบบุหรี่ระบุว่าจะลดจำนวนผู้บริโภคยาสูบให้ได้ 30% ภายในปี 2568 ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก ในมุมอุตสาหกรรมยาสูบก็ต้องนับวันที่จะแคระแกร็นลงไปเรื่อยๆ ชาวไร่และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาสูบก็ต้องหมดอาชีพไปในที่สุดและ...จบลงด้วยรัฐบาลจะไม่มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตยาสูบอีกต่อไปถ้ารัฐแก้ปัญหาให้กลุ่มต้นน้ำไม่ได้ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบไทยอาจต้องขาดสะบั้นลง รัฐต้องระวังการใช้มาตรการภาษีขั้นสุดโต่งในระยะต่อไปกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น “ลิงแก้แห”...สร้างปัญหาทับซ้อนหลายปม พันกันยุ่งเหยิงจนในที่สุดก็อาจจมน้ำตายกันไปทั้งหมดอุตสาหกรรมต้นน้ำ...เกษตรกรชาวไร่ยาสูบ ผลจากการประกาศงดซื้อใบยาสูบที่การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เคยรับซื้อตามโควตาปกติในฤดูกาลผลิตใหม่ 2561/62 และอาจจะงดซื้อต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3-5 ปี โดยอ้างผลขาดทุนหลังอัตราภาษียาสูบตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต 2560 มีผลบังคับใช้ จนส่งผลให้ยอดขายบุหรี่ตกลงฮวบและผลกำไรลดลงอย่างน่าใจหาย สต๊อกใบยาสูบเหลืออยู่จำนวนมาก จึงไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน เพียงพอที่จะมารับซื้อใบยาสูบเพิ่มได้ข้อมูลจาก ยสท.ระบุว่า ยอดขายตามปกติในปีงบประมาณ 2560 ก่อนรัฐขึ้นภาษีบุหรี่อยู่ที่ประมาณ 2.8 หมื่นล้านมวน เมื่อประเมินยอดขายในปีงบประมาณ 2561 หลังประกาศใช้กฎหมายสรรพสามิตใหม่ พบว่าจะลดลงเหลือ 1.7 หมื่นล้านมวน และหลังจาก 1 ตุลาคม 2562 ที่อัตราภาษีบุหรี่จะเพิ่มขึ้นอีกระลอกเท่าตัวจากเดิม 20% ของราคาขายปลีก เป็น 40% นั้น จะมีผลต่อยอดขายของ ยสท.ที่จะลดลงต่อเนื่อง เหลือเพียง 8 พันล้านมวนในปีถัดไป แน่นอนว่า...ยอดขายที่ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออาชีพทำกินกลุ่มชาวไร่ยาสูบโดยตรง จึงไม่แปลกที่เกษตรกรชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครอบครัว ซึ่งทุกข์ร้อนหนักเริ่มเคลื่อนไหวเพราะพวกเขามีรายได้จากการขายใบยาสูบเป็นรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวมานานจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อมาเจอวิกฤติแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้จึงมีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่พอจะเป็นที่พึ่งได้ ทว่า...การเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวบ้านตาดำๆมักไม่มีพลังมากพอจะทำให้รัฐหันมามอง...สุดท้ายต้องทิ้งไร่นาเดินทางมาประชุมหาทางออกร่วมกันที่กรุงเทพฯกลางเดือนกรกฎาคม 2561 ภาคีชาวไร่ยาสูบ 12 องค์กรทั่วประเทศที่เดือดร้อนหนัก รวมตัวกันครั้งใหญ่ และน่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการพูดคุยกันระหว่างผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาสูบไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำรวมทั้งเชิญผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐมาร่วมด้วย เพื่อรับฟังปัญหา ผลกระทบต่อ “ชาวไร่ยาสูบ” และ “อุตสาหกรรมยาสูบ” จากอัตราภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่แต่อย่างที่รู้ๆกันการนัดประชุมกันแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้านเป็นเจ้าภาพจัดกันเอง คุยกันเอง สุดท้ายได้ข้อสรุป...แต่ไม่ได้รับคำยืนยันว่าจะแก้ไข เพราะภาครัฐรวมทั้งคู่กรณีของชาวไร่ยาสูบคือ ยสท. ก็ไม่ได้นำพาต่อการประชุมนี้เท่าใดนัก ยังดีอยู่บ้างที่มีการส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานมาร่วมนั่งฟังเพื่อไม่ให้ที่ประชุมมีแต่ฟากของผู้เดือดร้อน ที่สำคัญฝั่ง ยสท.เองก็ไม่ได้เตรียมคำตอบอะไรให้กับชาวไร่ยาสูบที่เดินทางมาจากหลายสิบจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน สรุปผลการประชุมมีเพียง 2 เรื่องสำคัญที่เกษตรกรชาวไร่ยาสูบต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลหนึ่ง...คำมั่นจาก ยสท.ว่าจะรับซื้อใบยาสูบตามโควตาต่อไปทุกปี เพราะผลผลิตใบยาสูบที่เกษตรกรปลูกกันเป็นแสนๆไร่ทั่วประเทศนั้น 60% ผูกขาดรับซื้อโดย ยสท. ส่วนอีก 40% เป็นสินค้าส่งออกให้บริษัทผู้ผลิตยาสูบในต่างประเทศ หาก ยสท.ไม่ประกันการรับซื้อผลผลิต เกษตรกรชาวไร่ยาสูบ ก็คงหมดหวังสอง...ให้รัฐบาลชะลอการขึ้นภาษียาสูบ 40% ที่กฎกระทรวงกำหนดเส้นตายขึ้นภาษีอัตราใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 คือภาษีตามมูลค่าในอัตรา 40% ทุกช่วงราคาทำให้บุหรี่ราคา 60 บาทต่อซอง ซึ่งถูกที่สุดในตลาดตอนนี้ จะเพิ่มเป็น 90-95 บาทต่อซอง และทำให้ยอดขายของ ยสท.ทรุดฮวบลงไปอีกล่าสุด ยสท.ออกมายืนยันว่าจะสามารถรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ แต่ต้องลดโควตาของทุกสายพันธุ์ลงเฉลี่ย 50% เพราะอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดและกำไรขององค์กรลดลงมาก...นอกจากจะต้องแข่งขันกับบุหรี่นำเข้าแล้ว ยังต้องสู้กับยาเส้น และบุหรี่เถื่อนราคาถูก (ซองละ 15-20 บาท) ที่ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะราคาบุหรี่ไทยสูงเกินไป เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ บอกให้จับตาดูให้ดีๆ นี่คือสมรภูมิใหม่...กลางน้ำ-ปลายน้ำ ที่จะเป็นการบุกตลาด “ยาเส้น”พลิกแฟ้มอุตสาหกรรมยาสูบไทย...กลุ่มกลางน้ำ ประกอบด้วย บริษัทผู้นำเข้าและจำหน่าย กับรายใหญ่เจ้าตลาดคือ ยสท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ เมื่อภาษีบุหรี่เพิ่ม ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมทั้งอุตสาหกรรมทรุดลงไปแล้วกว่า 15% ผลกำไรของทุกรายลดฮวบ ด้วยจำเป็นต้องมาขายแข่งกันที่ 60 บาทเนื่องจากไม่มีใครอยากเสียภาษีในอัตรา 40% แต่อัตรากำไรต่อซองก็น้อยนิด เพราะต้องจ่ายภาษีทั้งหมดเกือบ 48 บาท หรือร้อยละ 80 ของราคาขายยสท.และบริษัทผู้นำเข้าจึงหันมามอง ตลาดยาเส้น เพราะเป็นผลิต-ภัณฑ์ยาสูบที่อัตราภาษีสรรพสามิตต่ำกว่าบุหรี่หลายร้อยเท่า การปรับตัวทางการตลาดของ ยสท.และบริษัทผู้นำเข้าในกรณีของยาเส้นส่งผลกระทบที่ไม่ค่อยจะสบายใจนักต่อภาคีเครือข่ายต่อต้านการสูบบุหรี่ซึ่งมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักตลาด “ยาเส้น” ทุกวันนี้เป็นตลาดสินค้าราคาถูก...เก็บภาษีต่ำมากอยู่ที่ 0.005 บาทต่อกรัม จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการลดจำนวนผู้บริโภคยาสูบในภาพรวม เนื่องจากจำนวนผู้บริโภคยาสูบที่สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจล่าสุดในปี 2560 จำนวน 10.7 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งคือประมาณ 5 ล้านคนเป็นผู้นิยมสูบยาเส้น...ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พยายามปลุกเร้ารัฐบาลให้พิจารณาขึ้นอัตราภาษี “ยาเส้น” ให้สูงขึ้นใกล้เคียงกับอัตราภาษี “บุหรี่” เพื่อป้องกัน...แก้ไขปัญหาการย้ายตลาดและการบริโภคสินค้าทดแทนบุหรี่จับต้นชนปลายเงื่อนปัญหากันให้ดีๆ ครบทุกมิติ...ขึ้นภาษีบุหรี่ ราคาบุหรี่ขั้นต่ำอยู่ที่ 90-95 บาท...ยาเส้นอยู่ที่ 8-12 บาท...ดีมานด์ซัพพลายใคร? จะอยู่ใครจะไป “นักสูบ”...จะมากหรือน้อยลงกว่าเดิม.