เป็นการยืนยันทฤษฎี “รัฏฐาธิปัตย์” อีกครั้ง ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง คดีที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง 15 คน เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยรองหัวหน้า คสช. อีก 4 คน ในข้อหาเป็นกบฏ ล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ด้วยการยึดอำนาจรัฐบาลหรือรัฐประหารคำพิพากษาระบุว่า การยึดอำนาจในขณะนั้น คสช.ใช้อำนาจเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” แม้การได้มาซึ่งอำนาจไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่ คสช. มีอำนาจในเชิงข้อเท็จจริง รัฐธรรมนูญ 2557 (ฉบับชั่วคราว) จึงมีสภาพเป็นกฎหมาย และต่อมารัฐธรรมนูญ 2560 ก็ได้รับรอง การกระทำของจำเลยทั้ง 5 จึงพ้นผิดโดยสิ้นเชิง จึงพิพากษายกฟ้องเคยมีคดีประวัติศาสตร์การเมืองลักษณะนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีต ส.ส.ชลบุรี กับเพื่อน ส.ส.อีก 2 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องหัวหน้าคณะปฏิวัติต่อศาลอาญา ในข้อหากบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญและรัฐบาล ศาลพิพากษาว่าเมื่อคณะรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จแล้ว อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศย่อมเป็นของคณะรัฐประหารศาลเห็นว่าคณะรัฐประหาร ย่อมใช้อำนาจอธิปไตยได้ทุกวิถีทาง จึงพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2515 คราวนั้นไม่ใช่ยกฟ้องอย่างเดียว แต่คณะปฏิวัติได้ใช้อำนาจสั่งจำคุกโจทก์ทั้ง 3 คนด้วย ฐานบังอาจท้าทายอำนาจคณะปฏิวัติ กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ และเป็นที่มาของทฤษฎี “รัฏฐาธิปัตย์” คณะรัฐประหารมีอำนาจอธิปไตยเป็นทฤษฎีที่ยึดถือปฏิบัติ และสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เคยประกาศหลังการยึดอำนาจว่ากฎหมายใหม่คือคำสั่ง คสช. การใช้ ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่ พ.ร.บ. “เพราะคำสั่ง คสช.เหนือทุกอย่าง” เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า คำสั่ง คสช.ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ เป็นทฤษฎีใหม่ประชาธิปไตยไทยซึ่งมีอายุครบ 86 ปี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ต้องล้มลุกคลุกคลานต่อไป และวนเวียนอยู่ในวงจรเดิมๆ เริ่มต้นด้วยการรัฐประหาร ตามด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย และวนกลับสู่การยึดอำนาจอีกครั้ง ยึดมาแล้ว 12 ครั้ง ยึดไม่สำเร็จอีก 23 ครั้ง86 ปีผ่านไป แต่ประชาธิปไตยยังมืดมน วิธีที่จะพ้นจากวงจรน้ำเน่า ต้องปฏิรูปกองทัพให้เป็นประชาธิปไตย ปฏิรูปการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และปฏิรูปนักการเมือง ให้ยึดประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้ง ห้ามทุจริตโกงกิน ห้ามก่อความขัดแย้งรุนแรง รู้แพ้รู้ชนะ ไม่ยึดการเมืองข้างถนนเป็นหลัก จนเป็นข้ออ้างของคณะรัฐประหาร.