วางแผนชีวิตเสียแต่เนิ่นๆ... ตั้งหลักได้เร็ว เท่าไหร่ชีวิตก็จะยิ่งมั่นคงมากเท่านั้น ไม่ต้องรอวันสังขารร่วงโรย...กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้วมั่นคงแล้วก็ต้องรัดกุม ใช่ว่าถึงเวลาเข้าวัย “เกษียณ”...มีเงินในกระเป๋าที่เก็บมาทั้งชีวิตแล้วคิดว่าสบายแล้ว แต่อาจจะเกิดเหตุพลาดพลั้งให้ต้องขัดสนอับจนก็เป็นได้“ผู้สูงวัย” จึงควรที่จะต้องวางแผนบริหารชีวิต...บริหารเงินหลังวัยเกษียณกันให้ดีๆ อาจจะเริ่มด้วยหลักยึดง่ายๆจากการทำบัญชีตรวจสอบทรัพย์สินของตัวเองที่มีทั้งหมดกันเสียก่อน คำนวณรายรับ...รายจ่ายแล้วก็คำนวณแบบประมาณคร่าวๆว่าน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกสักกี่ปี ...แม้ว่าไม่มีใครรู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ แต่ก็ดูได้จากญาติพี่น้องเอามาเฉลี่ยกันแบบไม่ต้องเครียดก็แล้วกัน ถึงตรงนี้ก็ให้คำนวณต่อไปอีกว่าแล้วคุณต้องใช้เงินปีละประมาณเท่าไหร่...เพื่อจะได้ตัวเลขคร่าวๆตัวเขียวหรือตัวแดง...ไม่เป็นไรไม่ต้องกังวล อย่างน้อยๆ ก็สะท้อนให้ได้รู้ตัวเอง เตรียมรับมือกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีภูมิคุ้มกันจะมีมาก...หรือมีน้อย ควรที่จะต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด รู้คุณค่า ใช้เท่าที่จำเป็น...ด้วยทรัพยากรจำกัด อีกทั้งก็ไม่มีโอกาสที่จะหาเพิ่มให้งอกเงยขึ้นมาได้ จะจ่ายอะไรออกไปยิ่งต้องคิดให้หนักอยู่แบบมีเงินแต่ไม่มีความสุขก็ไม่ดี...อยู่แบบไม่มีเงินก็ลำบาก แต่ถ้าแลกมาด้วยการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...เอา “ความสุข” ของตนเองเป็นที่ตั้งแม้จะคับที่ก็อยู่ได้แต่คับใจอยู่ลำบาก แน่นอนว่าย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตหลังเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก...จะต้องทำอะไรบ้าง? จะต้องทำอย่างไร? เป็นคำถามท้าท้ายที่สำคัญของแต่ละคนที่มีปัจจัยมากน้อยแตกต่างกันออกไป“ชีวิตวัยเกษียณ”...ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ความคิดที่ต้องแบกรับ ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ก็อาจจะรู้สึกว่า...ชีวิตไร้คุณค่า...ผลต่อจิตใจที่คนไม่น้อยต้องเผชิญ มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเอง ซึมเศร้า ขี้หงุดหงิด โมโหง่าย เกิดช่องว่างระหว่างวัยกับลูกๆหลานๆสมาชิกในบ้านแน่นอนว่าคนวัยนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มพร้อม หลัก “5 อ” อาหาร อารมณ์ อดิเรก ออกกำลังกาย อนามัย...ยังคงใช้ได้ดี ที่สำคัญจิตใจต้องอาศัยธรรมะนำทางใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่ว้าวุ่นหัวใจใช้ชีวิตและเวลาที่ยังเหลืออยู่อย่างมีคุณค่า ใช้ความรู้ความสามารถที่มี ประสบการณ์เรียนรู้รอบตัวทั้งสำเร็จ สมหวัง ทั้งผิดหวัง ล้มเหลว นำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนรอบข้างและสังคมคำว่า “เกษียณ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีความหมายว่า “สิ้นไป” ใช้เกี่ยวกับการกำหนดอายุ เช่น เกษียณอายุราชการ ก็จะหมายถึงการสิ้นกำหนดเวลารับราชการ ส่วนใหญ่แล้วประเทศต่างๆในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย จะกำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ต้องเกษียณพ้นจากสภาพการทำงานเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน หลังจากตรากตรำทำงานมาตลอดทั้งชีวิตสิ่งที่ต้องเน้นย้ำ “การเกษียณ” เป็นเรื่องของการกำหนดเวลาเพื่อพ้นการทำงานเท่านั้น ไม่ใช่ว่าคนอายุ 60 ปี จะต้องเปลี่ยนสถานภาพเป็นผู้สูงอายุเสมอไปเหมือนในอดีตวันวานในปี 2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” เต็มตัว มีผู้สูงอายุกว่า 14 ล้านคน ผลสำรวจที่ผ่านมาด้านสุขภาพผู้สูงอายุกว่า 1 ล้านคนที่สุขภาพไม่ดี นอนติดเตียงต้องพึ่งคนอื่นดูแล และมีแนวโน้มต้องอยู่ลำพังไร้ลูกหลานดูแลเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการดูแลทั้งระบบข้อมูลปี 2557 ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 9.4 ล้านคน...คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของประชากร โดยมีสถิติเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสนคนคาดว่าเมื่อถึงปี 2568 จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 20 กล่าวคือ...จะมีผู้สูงอายุ 1 คน ในประชากรทุกๆ 5 คนประเด็นสำคัญคือการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุด้วย “โรคเรื้อรัง”...ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วนลงพุง โรคข้อเสื่อม นอกจากนี้ ยังพบปัญหาสายตาไม่ดี มองเห็นไม่ชัดเจน...และปัญหาการบดเคี้ยวอาหารเพราะเหลือฟันแท้ในปากไม่ถึง 20 ซี่สิทธิสวัสดิการ “ผู้สูงอายุ” ที่ต้องรู้เว็บไซต์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m–society.go.th การขึ้นทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีการจ่ายแบบขั้นบันได...อายุ 60-69 ปี จะได้รับ 600 บาท...อายุ 70-79 ปี จะได้รับ 700 บาท...อายุ 80-89 ปี จะได้รับ 800 บาท...อายุ 90 ปีขึ้นไป จะได้รับ 1,000 บาทในกรณีผู้สูงอายุที่มีสิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุย้ายทะเบียนบ้าน ให้เทศบาล หรือ อบต.ที่เคยจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดิม ยังคงจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจนกว่าจะสิ้นสุดปีงบประมาณนั้น คือเดือนกันยายนหากมีความประสงค์จะรับเบี้ยยังชีพกับเทศบาลหรือ อบต.แห่งใหม่ ต้องไปจดทะเบียนเพื่อขอรับเบี้ยยังชีพที่เทศบาลหรือ อบต.แห่งใหม่ภายในวันที่ 1-30 พฤศจิกายนของทุกปีและเริ่มรับเงินใหม่ในเดือนตุลาคมของปีถัดไปสำหรับผู้ที่จะลงทะเบียนใหม่ คุณสมบัติ...สัญชาติไทย มีอายุ 59 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป...ในกรณีที่ทะเบียนราษฎร์ระบุเฉพาะปีเกิด ให้ถือว่าบุคคลนั้นเกิดวันที่ 1 มกราคมของปีนั้น เช่น เกิด พ.ศ.2497 ให้ถือว่าเกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2497 และขอรับเบี้ยตามที่อยู่ในทะเบียนบ้านนอกจากนี้ยังต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเทศบาล อบต. ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันรวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐ หรือเทศบาล อบต.จัดให้เป็นประจำ ยกเว้นผู้พิการและผู้ป่วยเอดส์ตามระเบียบเอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วยก็คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ชุด, สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก (ออมทรัพย์) 1 ชุดถึงตรงนี้มีเคล็ดไม่ลับกันลืมสำหรับคนทำงานบริษัทเอกชนวัยเกษียณ...ถ้าจะขอรับเบี้ยยังชีพแล้วและยังจะส่งต่อประกันสังคมแบบต่อเนื่องก็ให้เปิดบัญชีใหม่เอาไว้รับเฉพาะเบี้ยฯผู้สูงอายุ แล้วก็ให้ประกันสังคมหักผ่านบัญชีนี้อัตโนมัติ หักลบกันแบบพอดีๆ จะได้ไม่ขาดส่ง...กันลืมแบบง่ายๆสบายกระเป๋าเลยทีเดียวต่ออีกนิด...ผู้สูงอายุที่ขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายนของทุกปี จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมของปีถัดไป (ไม่มีการจ่ายย้อนหลัง)สำหรับการยื่นสามารถยื่นเอกสารแทนผู้สูงอายุได้ และหากผู้สูงอายุมีความประสงค์โอนเงินเข้าบัญชีผู้อื่น ต้องมีหนังสือมอบอำนาจตัวจริง พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านผู้รับมอบอำนาจอย่างละ 1 ชุดวัยชราเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแรงโรยรา แต่ก็เป็นเวลาดีที่จะได้พักผ่อน ...ให้ชีวิตได้มีช่วงเวลาดีๆ ขอให้ผู้สูงวัยทุกคนค้นให้พบวิถี... “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีความสุข”.