โลกยุคอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียครองโลก จนกลายเป็น “ปัจจัยที่ 5” ของมนุษย์ แม้จะทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วกว้างไกลไร้พรมแดน แต่ด้านลบของมันก็มีมาก รวมทั้งปัญหาเรื่อง “Fake News” หรือข่าวลวง ข่าวปลอม ข่าวเท็จ ซึ่งหลายๆกรณีเป็นพิษภัยอย่างมหันต์ผู้เกี่ยวข้องทั่วโลกตื่นตัวพยายามหาทางแก้ปัญหา Fake News กันอย่างจริงจัง รวมทั้งวงการสื่อ รัฐบาล ไปจนถึงโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง “เฟซบุ๊ก” และ “ทวิตเตอร์” แต่ยังยากที่จะรับมือสัปดาห์ก่อน องค์กร “นักข่าวไร้พรมแดน” (อาร์เอสเอฟ) ในฝรั่งเศส ผนึกกำลังกับองค์กรผู้กระจายเสียงและโทรทัศน์ชั้นนำหลายแห่งของโลก รวมทั้งสำนักข่าวเอเอฟพี, สหภาพผู้กระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งยุโรป (อีบียู) และเครือข่ายบรรณาธิการโลก (จีอีเอ็น) ตั้งโครงการ “ความริเริ่มสื่อสารมวลชนที่น่าเชื่อถือ” (เจทีไอ) ขึ้น เพื่อต่อสู้กับ Fake News โดยมีเป้าหมายสร้าง “มาตรฐานความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส” ในวงการสื่อ ระวังข่าวลวง–ผู้โดยสารรถไฟใต้ดินในกรุงกัวลาลัมเปอร์ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ข้อความเตือนถึงเรื่องการเผยแพร่ข่าวลวง ก่อนที่รัฐสภามาเลเซียจะผ่านกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 6 ปี ปรับ 5 แสนริงกิต (ราว 4 ล้านบาท) ต่อผู้เผยแพร่ข่าวลวง (เอพี)สำนักข่าวใหญ่น้อยไปจนถึงบล็อกเกอร์ที่ได้ “มาตรฐาน” ความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และจริยธรรม จะได้รับการ “การันตี” จากเจทีไอ และได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากเสิร์ชเอนจิ้น (โปรแกรมค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต) และโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งเมื่อมีความน่าเชื่อถือ น่าจะส่งผลดี ทำให้มีรายได้จากการโฆษณาเพิ่มขึ้นด้วยรัฐบาลหลายประเทศในยุโรปก็ตื่นตัวเรื่องการต่อสู้กับ Fake News เช่นกัน โดย “เบลเยียม” กำลังผลักดันกฎหมายต่อสู้ Fake News ทางออนไลน์ ทั่วยุโรป เพราะหวั่นวิตกเรื่องรัสเซียใช้สื่อออนไลน์รวมทั้งโซเชียลมีเดียแทรกแซงการเลือกตั้งทั่วยุโรป หลังรัสเซียถูกกล่าวหาแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2559 ด้วยช่องทางนี้มาแล้ว“เยอรมนี” ก็ออกกฎหมายที่จะให้ปรับโซเชียลมีเดียที่ไม่ลบ Fake News หรือโพสต์ที่สร้างความเกลียดชังออกโดยทันที เป็นเงินสูงสุดถึง 50 ล้านยูโร (ราว 1,920 ล้านบาท) ขณะที่ “ฝรั่งเศส” กำลังผลักดันกฎหมายหยุดยั้งข่าวลวงและโพสต์ที่สร้างความเกลียดชังก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงส่วนใน “เอเชีย” หลายประเทศก็เคลื่อนไหวหรือออกมาตรการต่อสู้ Fake News เช่นกัน!ที่ฮือฮาที่สุดก็คือ “มาเลเซีย” ซึ่งรัฐสภาเพิ่งผ่านกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 6 ปี และปรับ 500,000 ริงกิต (ราว 4 ล้านบาท) ต่อผู้เผยแพร่ Fake News ทั้งในและนอกดินแดนมาเลเซีย รวมทั้งชาวต่างชาติ ถ้าประเทศหรือพลเมืองมาเลเซียได้รับผลกระทบ โดยกฎหมายครอบคลุมทั้งสำนักข่าว สื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดียแต่กฎหมายนี้ถูกโจมตีว่ามีวาระแอบแฝงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปใน 9 พ.ค.นี้ เพื่อหวังปิดปากฝ่ายค้านและผู้วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค และคนในรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาคอร์รัปชัน ยักยอกฟอกเงินกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ “1 เอ็มดีบี” หลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งหลายประเทศรวมทั้งสหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ กำลังสอบสวนแกะรอยเส้นทางการถ่ายโอนเงินนี้อยู่อย่างเข้มข้นส่วน “สิงคโปร์” คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งปิดการอภิปรายนานที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 8 วัน เมื่อ 29 มี.ค. เพื่อพิจารณาหาทางออกกฎหมายป้องกันการเผยแพร่ข่าวลวงทางออนไลน์โดยเจตนา โดยคณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดเสนอรายงานสรุปต่อสภาในเดือน พ.ค. เพื่อนำไปสู่การออกกฎหมายนี้ต่อไป ก.ม.คุมสื่อ?–ประธานสโมสรผู้สื่อข่าวอินเดียแถลงต่อหน้ากลุ่มนักข่าวในกรุงนิวเดลี เมื่อ 29 มี.ค. หลังกระทรวงข่าวสาร กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีแผนจะออกกฎหมายกวาดล้างข่าวลวง แต่ต้องยกเลิกไป หลังถูกโจมตีอย่างหนักว่าจะถูกรัฐบาลใช้เป็นอาวุธควบคุมเสรีภาพสื่อ (เอพี)ที่ “อินเดีย” กระทรวงข่าวสาร กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ก็ประกาศสัปดาห์ที่แล้วว่าจะออกกฎหมายควบคุม Fake News ด้วยการเพิกถอนใบอนุญาตของนักข่าวที่เผยแพร่ข่าวลวงแบบชั่วคราวหรือถาวร โดยผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตจะถูกห้ามเข้าสำนักงานรัฐบาล ห้องแถลงข่าว ห้องสัมมนาหรือหน่วยงานอื่นๆของรัฐบาล แต่ยังไม่ทันถึง 24 ชั่วโมง กระทรวงก็ต้องล้มเลิกแผนนี้กะทันหันตามคำสั่งของนายกฯ นเรนทรา โมดี หลังถูกโจมตีอย่างหนักว่าจะถูกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือควบคุมเสรีภาพสื่อก่อนการเลือกตั้งในปีหน้าขณะที่ “ฟิลิปปินส์” รัฐบาลประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต กำลังพิจารณากฎหมายให้ลงโทษปรับและจำคุกผู้เผยแพร่ Fake News สูงสุดถึง 20 ปี หลังท่านผู้นำประกาศอย่างฉุนเฉียวว่า “สูญเสียความเชื่อถือ” เว็บไซต์ข่าว “Rappler” จนห้ามสื่อสำนักนี้ทำข่าวการทำงานของตน โดยชี้ว่า Rappler เป็น “สำนักข่าวปลอม” หลังไปขุดคุ้ยเกาะติดข่าวการกวาดล้างยาเสพติดแบบใช้ศาลเตี้ยของดูเตร์เตและตำรวจ ซึ่งทำให้มีผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำหลายพันคน อีกทั้งยังคอย “จับผิด” คำพูดต่างๆของดูเตร์เตชนิดกัดไม่ปล่อย ทำให้ท่านผู้นำโกรธมากส่วน “ไทยแลนด์” ของเรา แม้ยังไม่มีกฎหมายใหม่ต่อสู้ Fake News โดยเฉพาะเจาะจง แต่ก็มี “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” ผู้เผยแพร่ Fake News มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปีจะว่าไปแล้ว Fake News กลายเป็นวลียอดฮิต ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ไม่กินเส้นกับสื่อที่คอยจับผิดโจมตีตนในด้านลบ ท่านจึงด่าสื่อเหล่านี้ว่าเป็น “Fake News”ผู้นำอีกหลายประเทศที่กินเกาเหลากับสื่อ ก็เลยใช้เรื่อง Fake News เป็นข้ออ้างผลักดันกฎหมายควบคุมสิทธิเสรีภาพสื่อบ้าง จึงกลายเป็น “ด้านลบ” ของการต่อสู้กับ Fake News ที่ประชาชนพึงสังวรระวัง!บวร โทศรีแก้ว