ผ่าเกมอำนาจคสช.“ประยุทธ์”ฝ่าด่านเลือกตั้งอากาศอบอ้าว เข้าสู่ฤดูร้อนเต็มรูปแบบตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาจะกินเวลาลากยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคมโดยสถานการณ์คนเมือง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯจะต้องเจอกับอุณหภูมิร้อนทะลักปรอท ต้องเปิดแอร์ เปิดพัดลม ดันยอดการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงทำสถิติทุกปีขณะที่ปัญหาประจำฤดู พื้นที่ต่างจังหวัดต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้ง พืชผลเกษตรเสียหาย ปศุสัตว์ไม่มีน้ำเพียงพอ เกษตรกรเดือดร้อน ไม่มีเงินใช้จ่ายชาวไร่ ชาวนา ก่อม็อบเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือและนั่นก็เข้าทางกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่จ้องป่วนผสมโรง ปั่นบรรยากาศการเมืองร้อนตามอุณหภูมิวัฏจักรที่หมุนวนซ้ำซากทุกปี ณ วันนี้ก็มีอะไรที่ส่อเค้าอยู่กับบรรยากาศเร้ากระแสเลือกตั้ง แรงกดดันให้ทหารคืนอำนาจประชาธิปไตยเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่ผู้นำอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องประกาศย้ำแล้วย้ำอีก จะไม่มีการเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แน่นอนแต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ปักใจเชื่อ ไล่บี้ไล่ต้อน เค้นคอถาม พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เว้นแต่ละวันยิ่งเป็นอะไรที่ล่าสุด “พญาจิ้งจก” อย่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาทัก 2–3 รอบ เตือนให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.เพื่อให้เกิดความชัดเจนเพราะถ้าถูกยื่นตีความภายหลังและผลออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ จะสั่นสะเทือนโรดแม็ปกระบี่มือหนึ่งกฎหมายของประเทศไทย “ขู่” แรงซะขนาดนี้ มันก็เลยทำให้ “นายกฯลุงตู่” ต้องออกอาการลังเลๆ แนวโน้มต้องเดินตามนายมีชัย เพื่อเอาเสียให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้และก็เป็นนายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. (วิป) ที่แบไต๋ สนช. หลายคนมีความเห็นร่วมกันว่า น่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยจะดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อโรดแม็ปในจังหวะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ต้องแตะเบรกชะลอการยื่นร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้ายให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ตามข้อห่วงใยของ “ซือแป๋มีชัย”แบไต๋ หากยื่นให้ศาลตีความร่างกฎหมายลูก ส.ส. ก็จะกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งแน่นอนถึงตอนนี้ ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอนกำหนดเลือกตั้งยังมีปัจจัยแทรกซ้อน อุปสรรคแฝงอยู่ตลอดสองข้างทางขณะเดียวกันหันไปดูความพร้อมของนักการเมือง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เลือกตั้งเช้าเย็นตามรูปการณ์อย่างที่เห็น ทิศทางกระแสภายหลังกระบวนการจดทะเบียน จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ตามประกาศ คสช.ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า โฟกัสอยู่ที่ 3 จุดใหญ่ไล่ตั้งแต่ค่าย กปปส. ของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ที่ทำท่าออกตัวแรง แต่เอาเข้าจริงกระแสฝ่อลงดื้อๆตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่นายสุเทพเล่นบท “ติ๊ดชึ่ง” ไม่ชัดเจน ประกอบกับแกนนำ กปปส. ไม่กล้าออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาล่มหัวจมท้ายไม่เสี่ยงวัดดวงกับ “เสาไฟฟ้า” ในปักษ์ใต้ต่างกับอาการคึกคักของขบวนการ “ยังบลัด” ที่นำโดย “ไพร่หมื่นล้าน” อย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทฯ กับผู้ร่วมอุดมการณ์อย่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์มหา-วิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ที่ประกาศเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ตั้งพรรคอนาคตใหม่อย่างไรก็ตาม ภายใต้จังหวะการเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาไม่กะพริบ จากฐานความคิดของตัวบุคคลที่ร่วมอุดมการณ์ที่สลัดไม่พ้นคราบของ “นิติราษฎร์–นิติเรด” ล่อแหลมหมิ่นเหม่ปมสถาบันแถมกระบวนท่ายังเลียนแบบการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ในช่วงเดินยุทธศาสตร์ “คิดใหม่ทำใหม่” เปิดตัวพรรคไทยรักไทยชนิดถอดแบบกันมานั่นก็ยิ่งหนีไม่พ้นข้อครหานอมินี “นายใหญ่”แต่จุดที่เป็นไฮไลต์จริงๆก็คือชื่อของพรรค “พลังประชารัฐ” ที่ถูกตามแกะรอยมากที่สุด ตามสถานะของป้อมค่ายที่จะเป็นฐานคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรียี่ห้อที่คนทั่วไปรู้ว่าเป็นแบรนด์ประจำของ “ลุงตู่”และเท่าที่มีกระแสร่ำลือแคนดิเดตหัวหน้าพรรค และทีมงานเป็นรัฐมนตรีในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะชื่อของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ล้วนแต่ทีมงานในค่ายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทั้งทีมงานและภารกิจเป้าหมายในการหนุน พล.อ.ประยุทธ์ สานงานปฏิรูปต่อเนื่อง รวมถึงชื่อ “ประชารัฐ” ที่ติดเป็นแบรนด์ “ลุงตู่”มันจึงเป็นอะไรที่ลงตัว เข้าเค้าความเป็นจริงที่แน่ๆโดยกระแสตอบรับ “เชิงบวก” กับความพยายามยกระดับความชอบธรรมของ “บิ๊กตู่” กับสถานะนายกรัฐมนตรี “คนใน” ที่มาจากที่ปรึกษาพรรคการเมืองไม่ใช่ “คนนอก” ที่ส่งเทียบไปหามเข้ามาชื่อของ “พลังประชารัฐ” จะเป็นพรรคที่กระตุกโมเมนตัมทางการเมืองนับแต่นี้ไปแน่นอนแต่ทั้งหมดทั้งปวง ตามธรรมชาติของพรรคใหม่ที่เริ่มต้นจากศูนย์ ต่อให้คึกคัก ฟอร์มดีมีอนาคตยังไง ก็ยังเป็นอะไรที่อยู่ในห้วงของกระแสลอยๆโดยฐานต้นทุนจริงๆยังไม่มีอะไรจับต้องได้เหนืออื่นใด โดยสูตรคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านของ “ลุงตู่” ยังจำเป็นต้องพึ่งเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ที่เกินหลักร้อยเสียง ในการประคองการบริหารในสภาผู้แทนราษฎรพรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กยังไม่ใช่คำตอบของสมการตามรูปการณ์พวกที่ถือดุลในเกมเลือกตั้งก็ยังอยู่ที่ป้อมค่ายการเมืองเดิม โฟกัสอยู่ที่ 2 ค่ายหลักคือ พรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ที่จะมีความชัดเจนในวันที่ 1 เมษายน นี้ ตามคิวที่ คสช.เปิดให้พรรคเก่าเคลียร์ฐานสมาชิกได้แต่พวกเขี้ยวลากดิน “ลักไก่” มั่วนิ่มออกตัวกันก่อนนานแล้วว่ากันตามปรากฏการณ์ที่สะท้อนออกมาจากแรงกระเพื่อมทั้งในประชาธิปัตย์และเพื่อไทยที่เปิดศึกชิงอำนาจการนำพรรคกันตั้งแต่สัญญาณเลือกตั้งดังมาไกลๆพรรคเพื่อไทยฟัดกันเละในศึกแย่ง “นอมินี นายใหญ่”ตามฉากป่วนๆที่ลูกชายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรี แกนนำสายตรงดูไบ ออกมาฟาดหางใส่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง พรรคเพื่อไทยเค้าลางเกมชิงการนำพรรคเพื่อไทยต้องฟัดกันถึงขั้นพรรคแตกสถานการณ์เดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดีกรีศึกสายเลือดกำลังระอุ ระหว่างทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับเครือข่ายของ “ลุงกำนัน” ที่แฝงตัวอยู่ในพรรคตามสไตล์พรรคเก่าแก่ เปิดศึกกันเองทีไร ต้องฟัดกันพรรคแตกทุกครั้งทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต้องเปิดศึกหักดิบ ชิงการนำพรรคในยกแรกก่อนลงสนามเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่การเดินยุทธศาสตร์ข้ามช็อตหลังเลือกตั้ง ใครจะเกาะขบวนไปกับ “ลุงตู่”แน่นอนโดยเงื่อนไขความเป็นไปได้ สถานการณ์จับจ้องไปที่ฝั่งประชาธิปัตย์มากกว่าเพื่อไทยแม้ ณ วันนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังชิงเหลี่ยมยึดหลักการพรรคเก่าแก่ ประกาศไม่เอาทหาร ประชาธิปัตย์ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีแต่การเมืองไม่มีตีไพ่หน้าเดียวก่อนเลือกตั้งกับหลังเลือกตั้ง มักจะพูดคนละภาษาอย่าลืมว่า “อภิสิทธิ์” ก็ติดภาพตั้งรัฐบาลในค่ายทหารมาแล้ว การตั้งแง่รังเกียจท็อปบูตจึงดูกระไรอยู่อีกทั้งแนวโน้มก็อย่างที่ลูกทีมของนายอภิสิทธิ์แพลมไต๋ ถ้าจะแตะมือกับพรรคเพื่อไทย โหวตให้คนของระบอบ “ทักษิณ” เป็นนายกรัฐมนตรี ขอเลือกสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดีกว่าแบะท่าแค่ขอกั๊กจังหวะหาเสียง ให้ดูหล่อๆตอนเลือกตั้งแค่นั้นที่สำคัญ วันนี้ คสช.แค่ปล่อยไหลตามแต้มต้นทุนของ “ลุงตู่” ที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่ถึงที่สุด ถ้าจำเป็นต้องเจรจาภาษาทหารแบบที่จำเป็นต้องได้ทีมงาน “ลุงตู่” ก็มีปืน มีกฎหมาย มีผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจยื่นให้ยังไงก็ถือ “แต้มต่อ” ในการเจรจาหน้าฉากทหารถือ “แต้มรอง” อาจเสียเปรียบ ความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยสากล แต่หลังฉาก คสช.ได้เปรียบภายใต้สไตล์การเมืองแบบไทยนิยมโดยเฉพาะข้ออ้างเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การปฏิรูป ไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนวิกฤติเหมือนเดิมมันมีน้ำหนักในตัวอยู่แล้ว.“ทีมการเมือง”