ผ่าเกมอำนาจ"การเมืองแข็งขืน"ตัวแปรโรดแม็ปปรากฏการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ของ “เงินแผ่นดิน”ด้านหนึ่งศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ จำนวนกว่า 9 พันล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจีทำให้รัฐบาลไม่ต้องเสีย “ค่าโง่” เซ่นโครงการโคตรโกงพร้อมๆกันกับที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หลังไม่ปรากฏตัวที่ศาล ในคดีเปลี่ยนแปลงสัมปทานรัฐเอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งผลให้รัฐเสียหายมูลค่ารวมกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท2 คดีใหญ่ๆที่สะท้อนบริบทเมืองไทยภาพของการเมืองยุคเก่า กลุ่มทุนซิกแซ็กหาประโยชน์จากโครงการรัฐ เอาเงินจากการโกงงบประมาณหลวงไปทุ่มเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่อำนาจไปกอบโกยวัฏจักรของการคอร์รัปชันที่ไม่จบสิ้นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ประเทศชาติล้าหลังความเลวร้ายด้านมืดของวิถีการเลือกตั้งเมืองไทยที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการได้มาซึ่งคะแนนเสียงทำให้ประชาธิปไตยไม่บริสุทธิ์จุดเริ่มของวิกฤติความขัดแย้งในการแย่งชิงอำนาจการเมืองจนเกือบรัฐล่มสลายแต่กระนั้นก็ดี ถึงจุดนี้ก็ยังมีคนโหยหาเลือกตั้ง เพื่อไปเสี่ยงลุ้นน้ำบ่อหน้า ตามสไตล์สังคมไทยขี้เบื่อ พอใกล้กำหนดเวลาครบเทอม 4 ปีรัฐบาลบรรยากาศก็เร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแรงกดดันผู้นำรัฐบาลอย่าง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องประกาศย้ำความชัดเจน พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก 4–5 รอบยังยึดตามกรอบโรดแม็ป เลือกตั้งไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่วม 3 ฝ่าย ปรับปรุงแก้ไขแนวโน้มล้อตามเงื่อนเวลาที่ผู้นำ คสช.การันตีเว้นเสียแต่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความปมกฎหมายลูกขัดต่อแม่บทรัฐธรรมนูญอันนั้นก็อาจต้องชะลอไปตามเงื่อนไขข้อกฎหมายที่เปิดช่องทางไว้แต่ว่ากันตามภาพรวมกระบวนการเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้งมาถึงจังหวะที่ คสช.เปิดให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมากระตุกบรรยากาศการเมืองเริ่มกลับมาคึกคักแม้จะยังเป็นพวกพรรคเล็ก พรรคน้อย แห่โหนกระแส แค่สร้างสีสัน เอามันเอาฮาเสียเป็นส่วนใหญ่ยังไม่มีป้อมค่ายที่น่าจับตาในระดับที่จะสร้างแรงเหวี่ยงทางการเมืองโดยเฉพาะคิวของพรรคมวลมหาประชาชนฯที่สังคมเฝ้าจับตากระบวนท่าของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส.ที่ออกตัวหนุน “ลุงตู่” เบิ้ลเก้าอี้นายกฯ แบบล้อฟรีแต่เอาเข้าจริงก็ยังยึกๆยักๆ กั๊กการจดทะเบียนพรรคแกนนำ กปปส.ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนายถาวร เสนเนียม นายวิทยา แก้วภราดัย นายอิสสระ สมชัย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ฯลฯ ไม่มีใครแสดงตัวแสดงตนออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมพรรค กปปส.ไม่กล้าเสี่ยงลงสนามสู้กับเสาไฟฟ้าในปักษ์ใต้ในสถานการณ์กลับกลายเป็นฝ่ายที่หนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ทีมงานสายตรงในคาถาปรมาจารย์ “ชวน หลีกภัย” ได้ทีออกมาไล่บี้ไล่เค้นคอทีม กปปส.แสดงอาการขึงขัง ถีบหัวส่งพวกกบฏแบบที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ประกาศเรียกเช็กชื่อสมาชิกที่จะลงสมัครในนามพรรคตั้งแต่หัววัน ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ จอมแสบประจำพรรค ประกาศอาสาลงสมัคร ส.ส.เขตพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แทนโควตาทีม กปปส.ของนายสุเทพโดยสภาพของ “ลุงกำนัน” พอลงจากเวทีม็อบ ก็หมดราคา ไร้น้ำยาแต่อีกมุมหนึ่งก็มองกันว่า โคตรเซียนเก๋าเกมระดับ “เทพเทือก” มีแผนแสบลึกกว่าดึงจังหวะรอเป็น “งูเห่า” ตอนโหวตนายกรัฐมนตรี หรืออาจถึงขั้นแฝงเป็นไส้ศึกรอจังหวะรวมพลังยึดอำนาจหัวหน้าพรรคจากนายอภิสิทธิ์ตอนหลังเลือกตั้งศึกในประชาธิปัตย์ต้องระแวงระวัง “หอกข้างแคร่” ไม่เป็นสุขแน่ขณะที่สถานการณ์อีกขั้วอำนาจหนึ่งก็ส่อล่อกันนัวไม่แพ้กัน กับศึกชิง “นอมินี” นายใหญ่ในพรรคเพื่อไทยที่เริ่มแรงขึ้นตามสัญญาณความชัดเจนของกำหนดเวลาเลือกตั้งจับทางจากแรงกระฉอกออกมาภายนอก ตามกระแสที่มีการปล่อยชื่อ “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล แกนนำสายตรงดูไบ มาเป็นคนถือธงนำทัพ สลับฉากแทนตัวเต็งอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง ที่โดนแรงต้านจากสารพัดกลุ่มก๊วนในพรรคหักเหลี่ยม เตะสกัดกันเองในหมู่ “ตัวหลอก” ที่ถูกปล่อยออกมาล่อเป้า ล่อบาทาแต่คำตอบสุดท้าย ตัวเต็งก็ยังอยู่ที่ชื่อของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” น้องเขย “นายใหญ่”ตามสไตล์ “ทักษิณ” ไม่ไว้ใจใครมากกว่าคนในแวดวงตระกูลชินโดยรูปการณ์ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยต้องเจอโจทย์ยากในการจัดการเกมอำนาจภายในพรรค เพื่อไปสู่ยุทธศาสตร์หลังเลือกตั้งเพื่อไทยต้องสู้กับการสกัดจากฝ่ายคุมเกมอำนาจที่ไม่มีวันเปิดทางให้ “ทักษิณ” กลับมาพลิกขั้วอำนาจรัฐไปอยู่ในกำมือ จะลุยสู้แบบทัพหลวง หรือรบแบบจรยุทธ์ แตกเป็นค่ายเล็ก ค่ายน้อย“ทักษิณ” คิดหนัก ไม่ง่ายเหมือนรอบที่ผ่านๆมาในสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับฝั่งประชาธิปัตย์ที่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก จากเงื่อนไขสถานการณ์แค่เทแต้มหนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นแกนหลักพรรคร่วมรัฐบาลแน่ๆแต่ก็เป็นนายอภิสิทธิ์ที่ไม่ยอมหลบง่ายๆ โดยมีเจ้าหลักการอย่างนายชวนถือหางนั่นก็เลยทำให้เกิดภาวะ “กลวง” ทั้งในประชาธิปัตย์เอง และขั้วอำนาจฝ่ายต้านทักษิณถึงจุดนี้ดูจะมีแค่พรรคขนาดกลางและค่ายขนาดเล็กที่ถือไพ่ในมือสบายๆตามกระแสวงใน พรรคชาติไทยพัฒนายุคของทายาทอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ผู้ล่วงลับ ที่แตะมือกับค่ายพลังชล ภายใต้การนำของนายสนธยา คุณปลื้ม รวมไปถึงพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินสายเชื่อมกับทุกขั้วพรรคเอสเอ็มอีจองพื้นที่ในรัฐบาลหลังเลือกตั้งชัวร์ๆและนั่นก็ล้อไปกับการเดินหมากของรัฐบาล ที่เดินสายจัดประชุม ครม.สัญจร ในพื้นที่ภาคกลางสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ต่อด้วยภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ชลบุรี ล่าสุดที่จังหวัดภาคกลางตอนล่าง เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ โปรแกรมต่อไปคือจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานีล้วนแต่เป็นพื้นที่เลือกตั้งที่ไม่ล็อกตายตัว ไม่เหมือนภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่เป็นฐานของพรรคเพื่อไทย ภาคใต้ถิ่นตีกินของประชาธิปัตย์ประกอบกับภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาล “ลุงตู่” เดินหน้าโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” ปูพรมทั่วประเทศ สางปมปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงอีกด้านหนึ่งก็ตีธงเดินหน้าสารพัดเมกะโปรเจกต์ในการพัฒนาพื้นที่ภาคกลาง ฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตก โครงการอีอีซี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ต่อเนื่องกับ “ไทยแลนด์ริเวียร่า” การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลจากจังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ล้อไปกับรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หัวหินปั่นเนื้องาน โชว์ฟอร์มบริหาร พร้อมๆกับตีกินคะแนนทางการเมืองไปในทีณ จุดนี้ คือสถานการณ์ที่ยกระดับความมั่นใจให้ “นายกฯลุงตู่” ประกาศย้ำแล้วย้ำอีก 3–4 รอบ การันตีกำหนดเลือกตั้ง ล็อกปฏิทินกันชัดๆ ไม่เกินกุมภาพันธ์ 2562ไม่กลัว “ปฏิวัติเสียของ” เหมือนห้วงแรกๆในเมื่อทุกอย่างล้อตามเงื่อนไขที่มีการกำหนดผัง ต่อท่ออำนาจไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้ คสช.คุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านอีกอย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปีโดยเงื่อนสถานการณ์ก็เหลือแค่รอให้พรรค การเมืองไม่แข็งขืน ยอมให้ “ไทยนิยม” คั่นเวลาไฟเขียวเข้าคูหาเลือกตั้งตามปฏิทิน.“ทีมการเมือง”