อุตตม สาวนายนเมื่อ 2 วันก่อนมีรายงานข่าวว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะให้สิทธิพิเศษด้านส่งเสริมการลงทุนแก่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้น เพื่อจูงใจให้นักลงทุนหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมด้านนี้มากขึ้นในบ้านเราหนังสือพิมพ์มติชนรายงานถึงคำสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อุตตม สาวนายน มีใจความช่วงหนึ่งว่า“อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต่อประเทศชาติ เพราะโลกปัจจุบันมีการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตทุกอุตสาหกรรม และประเทศไทยยังมีการใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ยังน้อยอยู่ หากไม่เร่งพัฒนาตอนนี้ จะส่งผลต่อศักยภาพของประเทศ และอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆจนไม่สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีระดับสูงขึ้นได้”“ล่าสุดมีเอกชนขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั้งไทยและต่างประเทศ จำนวน 9 ราย ตอบรับลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มูลค่าลงทุนปีแรกสำหรับ 2561 มากกว่า 10,000 ล้านบาท” “ตัวเลขอาจไม่สูงมากแต่ผลจากการลงทุนจะเข้าสนับสนุนในอุตสาหกรรมต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลสนับสนุน”ผมอ่านข่าวนี้หลายเที่ยวครับ อ่านจบแล้วก็มีความรู้สึกว่าเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในข่าวเดียวกันข่าวดี ก็คือ จริงอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่า...ว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเป็นแนวโน้มของโลก ชาติใหญ่ทุกชาติในโลกเดินหน้าไปแนวนี้หมด...ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรมพยายามเร่งรัดการส่งเสริมให้มี การลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้ เพื่อให้แข่งขันกับเขาได้ จึงถือเป็นข่าวดีแต่ ข่าวร้าย ก็อยู่ที่ว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะจ้างคนน้อยลง จะทำให้คนตกงานมากขึ้น เพราะคนที่จะเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมนี้ได้ จะต้องมีความรู้ ความชำนาญอย่างสูงยิ่งนอกจากนี้ เจตนารมณ์ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติทั้งหลายก็เพื่อนำมาใช้ทดแทนแรงงานคนโดยตรง เอามาใช้เมื่อไร คนจะตกงานจำนวนมากเมื่อนั้นเผอิญว่าของชาติอื่น เมืองอื่น เขามีแผนรองรับกันอยู่แล้วว่า ถ้าเขาเอาอุตสาหกรรมแบบนี้มาใช้ คนตกงานของเขาจะไปทำอะไรได้บ้าง มีอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมอย่างอื่นๆรองรับเป็นขั้นต่อไปแต่กระนั้นก็ยังมีข่าวว่า หลายๆประเทศก็ยังแก้ปัญหาไม่สะเด็ดน้ำนัก ทำให้มีคนว่างงานที่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะการใช้หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติอยู่พอสมควรเมื่อมันมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายเช่นนี้ ผมก็หวังว่ารัฐบาลนี้ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่ความทันสมัยไฮเทคที่ท่านเรียกว่า 4.0 จะต้องพิจารณาให้รอบคอบที่จะเดินหน้าผลักดันให้มีการลงทุนทันสมัยเยอะๆก็เดินต่อไป ผมเห็นด้วยแต่จะต้องคิดอ่านหาทางหนีทีไล่ควบคู่ไปด้วยว่าถ้ามีคนตกงานในจำนวนมาก เราจะมีงานอะไรอื่นๆมารองรับหรือไม่? อย่างไร?รวมไปถึงการตระเตรียมทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นคนไทยแท้ๆ ให้มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้มากที่สุดอย่าปล่อยให้งานใหม่ทันสมัยที่ว่านี้มีแต่ผู้ชำนาญการต่างประเทศ ที่บริษัทลงทุนต่างๆนำเข้ามาเอง เพราะจะทำให้สิ่งที่ประเทศจะได้รับไม่คุ้มค่ากับความพยายามในการส่งเสริมที่อาจจะต้องสูญเสียรายได้ภาษีอากรไปบ้างของรัฐบาลที่สำคัญผมไม่อยากให้เกิดสภาพ อุตสาหกรรมไฮเทค มีแต่แรงงานต่างด้าว (ที่เป็นแรงงานระดับสูง) และ อุตสาหกรรมโลเทค หรือกิจกรรม ทั่วๆไปก็มีแต่แรงงานต่างด้าว (ระดับใช้แรงงาน) อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้เพราะจะเหลือเพียง ตลาดแรงงานระดับกลาง เท่านั้นที่แรงงานไทยแท้ๆจะต้องไปแย่งกัน ซึ่งจะไม่พอเพียงอย่างแน่นอน และเราเริ่มจะได้ยินเรื่องการว่างงานของผู้มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากขึ้นเพราะบัณฑิตไทยยังไม่มีความสามารถที่จะไปทำงานในระดับสูงใหม่ๆได้ และขณะเดียวกันก็คงไม่อยากจะลงไปทำงานระดับล่างที่หนักหนาสาหัส จนเกิดการว่างงาน ในระดับอุดมศึกษา ถึงกว่า 2 แสนคน เมื่อเดือนกรกฎาคมขอฝากเรื่องต่างๆเหล่านี้ให้ท่านรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจและทีมงานของท่านเก็บไปคิดเป็นการบ้าน และเตรียมแผนรองรับให้รอบคอบจะเดินหน้าไป 4.0 ก็เดินเถิด ผมให้กำลังใจอยู่แล้ว แต่อย่าลืม ประชาชนคนไทย ที่ส่วนใหญ่ยัง 2.0 ก็ละกัน...คนเหล่านี้ยังเป็นขุมกำลังส่วนใหญ่ของประเทศชาติอยู่นะครับ.“ซูม”