ไลฟ์สไตล์
100 year

เด็กไทยศตวรรษที่ 21 ต้องมีวิชาเอาตัวรอด

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
7 ต.ค. 2563 05:01 น.
SHARE

ปัญหาซุกซ่อนใต้ภูเขาน้ำแข็ง “ระบบการศึกษาไทย” ยิ่งแข่งขันกันมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มช่องว่าง “ความเหลื่อมล้ำ”...ทวีความกดดันรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

เด็กเก่งๆต่างมุ่งหน้าสอบเข้าสถาบันการศึกษาชื่อดังได้ก็เป็นที่รวมคนเก่ง เด็กๆที่เหลือก็กระจัดกระจายกันไปตามทิศทางที่ทำได้...โรงเรียนรองๆ โรงเรียนเอกชนบ้าง ก็จะเกิดปัญหา...โรงเรียนไม่ได้ถูกพัฒนาด้วย “สารตั้งต้น” เดียวกัน การเข้าเรียน...ใกล้พื้นที่ไหนก็เรียนโรงเรียนใกล้พื้นที่ได้ สอบคัดเลือกส่วนหนึ่งเอาให้น้อยๆ

ข่าวแนะนำ

ถ้ามี “สารตั้งต้น” เดียวกันเด็กที่เข้าเรียนแต่ละโรงจะมีเด็ก 3 กลุ่มคละกันไป “เด็กเก่ง” “เด็กปานกลาง” “เด็กอ่อน” แล้วโรงเรียนต้องพัฒนาเด็กสามกลุ่มนี้ให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

ปัญหาสำคัญมีว่า เมื่อเปลี่ยนยุคการบริหาร นโยบายข้างบนก็มักปรับเปลี่ยน...ไปคนละทิศละทาง

“เราอย่ากังวลว่าเด็กเราจะโง่ ผมว่าเด็กเราไม่โง่หรอก เราต้องเข้าใจความเป็นไปด้วยว่า เด็กรุ่นใหม่เก่ง ยิ่งในศตวรรษที่ 21...เด็กที่สามารถหาเงินได้ไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนเก่ง แต่เขาต้องคิดเป็น”

“ครีเอทีฟติงกิ้ง”...กระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์สำคัญแล้วก็ต้องทำงานเป็นทีมได้ ต้องมี “คอลลาบอเรตสกิล”...ร่วมกันแชร์ไอเดีย พร้อมรับฟัง นำไอเดียจากมุมมองหลากหลายด้านของผู้อื่นมาต่อยอดหารือ คิด วิเคราะห์ ลงมือทำตามความถนัดหรือหน้าที่ ลงเสาเข็มสร้างรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่การเรียนระดับ “อนุบาล”

การทำงานเป็นทีมเกี่ยวโยงกับเรื่อง “นวัตกรรมและการปฏิบัติที่ดีในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย” รางวัลแห่งความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ดร.วรศักดิ์ อัครเดชเรืองศรี ผู้อำนวยการและผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนภูมิสมิทธ์ ถนนหทัยราษฎร์ ย่านมีนบุรี อธิบายว่า เราค่อนข้างมองภาพและปรับตัวก่อน พุ่งเป้าไปที่

กิจกรรมไฮสโคป...การสอนเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้พัฒนาคน การเรียนรู้และการสอนทำให้มีการคิดเชื่อมโยงความรู้ได้อย่างรวดเร็ว การศึกษาปฐมวัยเพื่อดูแล...สร้างเสริมเด็กให้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

ลักษณะการจัดการเรียนการสอน มุ่งจำเพาะไปที่พัฒนาเด็ก ใจเด็ก อนาคตเด็ก

...เป็นการสอนที่ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการจัดประสบการณ์อย่างมีรูปแบบเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ พัฒนาทักษะทางปัญญา พัฒนาจิตนิยมที่ดี มีมานานแล้วแต่มาเน้นหนักในยุค นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้เราเห็นว่าตอบโจทย์การพัฒนาทักษะเด็กได้ดี

ดร.สุพรรณี อัครเดชเรืองศรี ผู้จัดการโรงเรียนภูมิสมิทธ์ เสริมว่า กิจกรรมเสริมต่างๆเราจะใช้ไฮสโคปในรายละเอียดจะมี 3 กิจกรรมที่เด็กต้องทำทุกวัน...เริ่มจากครูเตรียมสร้างประสบการณ์ มุมกิจกรรมต่างๆ เช่น งานปั้น ระบายสี ฯลฯ ตามช่วงวัย เด็กก็ต้องวางแผนคิดเอง ทำเอง และฝึกแก้ปัญหาในแต่ละกิจกรรมด้วยตนเอง

ย้ำว่า...กิจกรรมต่างๆครูต้องจัดให้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการเด็กแต่ละวัย อนุบาล 1...พัฒนาการเด็กจะเล่นกับตัวเอง โตขึ้นหน่อยก็รู้จักเล่นกับคนอื่นได้ พอ อนุบาล 3...ก็เล่นทำงานเป็นทีมได้ เรียนรู้ เล่นกับเพื่อนได้

“ครูต้องสอน แล้วก็ต้องสังเกตพัฒนาการในการจัดกิจกรรม” ดร.สุพรรณี ว่า “กิจกรรมต่างๆทำให้เด็กๆได้ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ กระตุ้นต่อมคิด สร้างประสบการณ์ให้ได้ร่วมกันแก้ปัญหา...ไม่ใช่เรียนๆท่องๆจำๆ”

กิจกรรมเหล่านี้เด็กๆชื่นชอบอย่างมาก จะตั้งตารอเมื่อไหร่จะได้เล่น ได้ทำ

พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนอาจสงสัยมีคำถาม...หากเด็กโตเลยวัยไปแล้ว จะพัฒนาในสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ไหม หรือหมดแล้วหมดเลย...ผ่านแล้วผ่านเลย?

ดร.วรศักดิ์ บอกว่า ต้องย้อนกลับมาเรื่องจิตวิทยาเด็ก นักวิชาการจะรู้จักคำว่าหน้าต่างของโอกาส...วินโดว์ออฟออพพอทูนิตี้ หมายความว่าช่วงวัยนั้นเด็กจะเปิดรับอะไรได้มากกว่ากัน อย่างเช่นช่วงอายุไม่เกิน 2 ขวบออกจากท้องแม่อยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัวกับโลกภายนอก อายุ 3–5 ขวบสำคัญที่สุด...รู้จักถูกผิดและความคิดสร้างสรรค์

ฉะนั้น ช่วงวัยนี้เราต้องใส่...ใส่ให้เยอะที่สุดเพื่อให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ให้สูงที่สุด และในช่วงวัยอื่นก็พัฒนาการด้านอื่น อาจจะไม่ถึงขั้นผ่านแล้วผ่านเลย เสริมเติมเต็มกันได้ แต่อาจจะช้า...ต้องใช้เวลา

เหมือนสุภาษิตที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”

กรณีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหตุที่ไม่อยากให้เกิดกับเด็กเล็ก...เด็กอนุบาลในโรงเรียน เรื่องแรก...อุบัติเหตุทั่วๆไปอาจจะไม่ลดลงจนเป็นศูนย์ได้ แต่อุบัติเหตุร้ายแรงลดเป็นศูนย์ได้ในโรงเรียนเด็กเล็ก เช่น ทำกิจกรรมถ้าในห้องไม่เอื้ออำนวยก็ออกมาทำที่สนามหญ้า ห้องที่กว้างขวางพอ

แล้วก็ต้องพูดถึง “โรงเรียนในฝันของเด็กอนุบาล”...ฝันแล้วต้องทำได้ด้วยนะ ถึงตรงนี้เราเชื่อว่า “วิชาการ” จะต้องถูกปรับให้ลดลง เราค่อยๆปรับ บูรณาการเข้ากับหลักสูตร

สิ่งที่อยากเห็นระดับอนุบาล ระดับประถม...จะต้องเป็นโรงเรียนที่เตรียมความพร้อม

ไม่ได้เน้นวิชาการ แต่เน้นสร้างทักษะ พัฒนาการให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก

แรงต้านจากสภาพสังคม โดยเฉพาะยิ่งมีการแข่งขันกันสูงก็ยิ่งต้องปรับตัว ทว่าในยุคนี้ “ศตวรรษที่ 21” ทักษะและความจำเป็นทำให้เห็นว่าวิชาการค่อยๆลดลง แล้วเราก็จะได้รุกคืบ “แอ็กทีฟเลิร์นนิง” มาเป็นตัวนำ

“แอ็กทีฟเลิร์นนิง”...การเรียนรู้แบบลงมือทำ ปฏิบัติ เข้าใจง่ายๆก็คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ “ผู้เรียน” ได้ลงมือกระทำ ได้ใช้กระบวนการความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ทำ ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานสำคัญ 2 ประการ...ความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์, แต่ละบุคคลมีแนวทางเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

“ผู้เรียน” จะถูกเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับความรู้” ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้

ทักษะชีวิต ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการทำงานเป็นทีม การมีความคิดสร้างสรรค์ แม้กระทั่งเทคโนโลยี...ก็พยายามหยอดเสริมเติมเต็มเข้าไป ให้ได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก...ไม่ให้เป็นเรื่องไกลตัว “เรียนรู้เพื่อเท่าทัน ปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก”

นิภาพรณ์ พิมพ์งาม รองฝ่ายวิชาการ เสริมว่า ระบบการศึกษาระดับอนุบาล ครูที่ดีจำเป็นมาก...ทุกคนก็มีปัญหากันทั้งนั้น เวลาครูในโรงเรียนมีปัญหาเห็นหน้าก็จะถาม มีอะไรก็พูดคุยกัน ถามไถ่กัน...ผู้บริหารก็ถือว่าเป็นพ่อเป็นแม่ของครูในโรงเรียน พร้อมที่จะรับฟังสุข...ทุกข์ของครูทุกคน

เชื่อมโยงไปถึง “นักเรียน” ไม่น้อยถูกกดดันจากผู้ปกครอง เด็กบางคนเรียนในโรงเรียนแล้วก็ส่งไปเรียนต่อพิเศษเพิ่ม เรียนกันทั้ง 7 วันกว่าจะได้พักก็สองทุ่ม ถามว่ามีสักกี่คนบ้างที่ถามกลับไปที่ลูกของเราว่า... ตอนนี้พร้อมที่จะเรียนไหม แล้วเด็กบางคนก็ถึงขั้นมาบอกกับครูว่าช่วยให้ไปบอกพ่อแม่ที...หนูไม่ไหวแล้ว

“ผู้ปกครองต้องฟังเสียงลูกบ้าง เรียนที่โรงเรียนแบบหนึ่ง เรียนติวเตอร์ก็อีกแบบหนึ่ง...เด็กบางคนเรียนแล้วก็ไม่เข้าใจ บอกพ่อแม่แล้วก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าเรียนๆไปเถอะ...เรียนโดยที่ลูกอาจจะไม่ได้อะไรเลย”

ความเป็นจริงสะท้อนออกมาเช่นนี้ ในกิจกรรมรับสมุดพกผลการเรียนประจำปีการศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครองได้มาพบครู ครูจะต้องคุยกับพ่อแม่ จะได้รู้ปัญหา สร้างความเข้าใจ ปรับพฤติกรรมตนเองให้เข้าใจลูก

“ถ้าเราไม่ฟังลูกเรา แล้วใครจะฟังลูกคุณ และอีกเรื่องที่สำคัญ ผู้บริหารโรงเรียนต้องเปิดรับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ”

ท้ายที่สุดนี้คงต้องตั้งตารอกันต่อไปว่านโยบาย “กระทรวงศึกษาธิการ” จะปลุกปั้นสร้างเสริมเติมแต่ง “โรงเรียนในฝันของเด็กอนุบาล”...สร้างรากฐานสำคัญให้กับระบบการศึกษาไทย รับมือกับวิกฤตการณ์ตามวิถี “นิวนอร์มอล” ที่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1ระบบการศึกษาไทยความเหลื่อมล้ำกิจกรรมไฮสโคปธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์สุพรรณี อัครเดชเรืองศรีเด็กรุ่นใหม่

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 11:36 น.