นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชีวัคซีนหลักแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ แต่การพิจารณาวัคซีนพื้นฐานต้องใช้เวลานานในการรอการพิจารณา จึงมีแนวคิดที่จะแยกคณะอนุกรรมการฯ ในส่วนของวัคซีนออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งได้มีการลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชีวัคซีนหลักแห่งชาติ แล้วเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา และได้มีการหารือถึงการบรรจุวัคซีนพื้นฐานตัวใหม่ คือ วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากปกติหญิงตั้งครรภ์จะต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักอยู่แล้ว เมื่อตรวจพบการตั้งครรภ์ สาเหตุที่ต้องฉีดก็เพราะว่าเมื่อเวลาคลอดก็ต้องมีการใช้กรรไกร ใช้มีดในการทำคลอด และยิ่งหากเป็นการคลอดนอกโรงพยาบาล หรือคลอดบนรถ ก็ไม่รู้ว่ามีการใช้กรรไกรใช้มีดจากไหนมาใช้ จึงต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักไว้ก่อน โดยควรฉีดให้ได้อย่างน้อย 2 เข็ม ซึ่งเข็มแรกและเข็มสองจะฉีดห่างกัน 1 เดือน ป้องกันได้ 1 ปี แต่หากฉีด 3 เข็ม ในอีก 6 เดือนช่วยป้องกันได้ 10 ปีนพ.สุรโชคกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ที่ต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักอยู่แล้ว จึงเห็นว่าควรจะฉีดเป็นวัคซีนรวมไปเลย คือ วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เพราะช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 จากการตรวจคนไอ ก็พบว่าหลายคนมีเชื้อไอกรน แสดงว่ายังมีปัญหา จึงน่าจะรวมเป็นวัคซีนเดียวกัน แต่จะแตกต่างจากวัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยักในเด็กเล็กที่เป็นวัคซีนพื้นฐาน เพราะมีการเปลี่ยนตัวเชื้อให้เหมาะสมกับคนที่มีอายุและเคยรับการฉีดวัคซีนมาแล้ว สำหรับการพิจารณาวัคซีนตัวใหม่สำหรับหญิงตั้งครรภ์นี้ ยังต้องมีการหารืออีก เพราะต้องคำนึงในเรื่องของราคา งบประมาณ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ด้วย.