หลังจากที่ได้รู้จักอาการและชนิดของโรคไตกันแล้ว สัปดาห์นี้ยังมีเรื่องราวของสาเหตุไตวายเรื้อรัง โรคไตวายเรื้อรัง และการป้องกันโรคไต (“เรียนรู้และป้องกันโรคไต” (ตอน 1))
สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง
- โรคเบาหวาน เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ยิ่งทำให้การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็ว
- โรคความดันโลหิตสูง หากควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี ก็จะส่งผลให้ไตทำงานหนักมากขึ้น
- โรคระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต
- โรคเกาต์หรือคนที่มีค่ายูริคสูง
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดต่างๆ
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ
- กรรมพันธุ์หรือความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยบางรายเกิดมามีไตข้างเดียว หรือโรคถุงน้ำในไต
โรคไตวายเรื้อรัง คืออะไร?
ในคนปกติทั่วไป ค่าการทำงานของไต (GFR) จะอยู่ที่ประมาณ 120-130 ml/min/1.73 m2 ซึ่งหลังจากที่ทุกคนอายุ 30 ปีขึ้นไป ไตจะเริ่มทำงานลดลงหรือเสื่อมไปตามอายุขัย โดยเฉลี่ยการทำงานของไตจะลดลงประมาณปีละ 1 ml/min/1.73 m2 ดังนั้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เกิดภาวะไตเสื่อม แต่ในบางภาวะข้างต้นจะทำให้เกิดภาวะไตเสื่อมเร็วกว่าการเสื่อมตามธรรมชาติ
ภาวะไตเสื่อมแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ค่า GFR มากกว่า 90 ml/min/1.73 m2 หมายถึง ไตทำงานได้มากกว่า 90%
ระยะที่ 2 ค่า GFR 60-89 ml/min/1.73 m2 หมายถึง ไตทำงานได้น้อยกว่า 90%
ระยะที่ 3 ค่า GFR 30-59 ml/min/1.73 m2 หมายถึง ไตทำงานได้น้อยกว่า 60%
...
ระยะที่ 4 ค่า GFR 15-29 ml/min/1.73 m2 หมายถึง ไตทำงานได้น้อยกว่า 30%
ระยะที่ 5 ค่า GFR น้อยกว่า 15 ml/min/1.73 m2 หมายถึง ไตทำงานได้น้อยกว่า 15%
เมื่อเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังแล้ว คนไข้จะมีอาการต่างๆ ดังนี้
- ความสามารถในการขับน้ำออกจากร่างกายลดลง ก็จะส่งผลให้คนไข้มีความดันโลหิตสูง มีอาการบวม น้ำท่วมปอด และหายใจลำบาก
- ทำให้มีภาวะเลือดเป็นกรดมากขึ้น มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดมากขึ้น
- ความสามารถในการขับของเสียออกลดลง ของเสียในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ซึมลง
- ความสามารถในการสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดลดลง ก็จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง คนไข้ก็จะมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
อาการดังที่กล่าวมาข้างต้นเป็นอาการของโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งหากเป็นระยะแรก ก็มักไม่แสดงอาการให้เห็น ดังนั้นจึงแนะนำให้ทุกคนควรตรวจสุขภาพประจำปี และยิ่งในกลุ่มเสี่ยงข้างต้น เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันโลหิต อาจจะต้องตรวจบ่อยมากขึ้น ประมาณ 3-6 เดือนต่อครั้ง โดยอย่างน้อยควรมีการตรวจ ความดันโลหิต ค่าการทำงานของไต และตรวจปัสสาวะ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคไตเรื้อรังจะได้เตรียมแผนการรักษาและการปฏิบัติตน เพื่อชะลอการเสื่อมของไต
การป้องกัน
1. ในผู้ป่วยเบาหวาน ให้ควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมให้น้อยกว่า 7
2. ควบคุมน้ำหนัก เพราะคนที่มีน้ำหนักเกินหรือคนอ้วน จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ไตเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ
3. ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ จะช่วยให้ไตทำงานน้อยลง
4. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีโซเดียม ได้แก่ อาหารแปรรูปทุกชนิด ซอสปรุงรส น้ำปลา ซีอิ๊ว หากต้องซื้ออาหารสำเร็จรูปรับประทาน ควรดูฉลากข้างซองว่ามีปริมาณโซเดียมเท่าไร โดยเฉลี่ยโซเดียมที่ได้รับใน 1 วัน ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม คือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา
5. ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วต่อวัน เพราะการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น สังเกตง่ายๆ หากคุณดื่มน้ำน้อย สีของปัสสาวะจะเข้มขึ้น
6. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความดันโลหิต ลดเบาหวาน ลดความอ้วน โดยควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และมากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์
7. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น ได้แก่ ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ยาหม้อ ยาลูกกลอนต่างๆ
8. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะคนสูบบุหรี่มีความเสี่ยงเป็นโรคไตมากกว่าคนทั่วไป 1.2 เท่า
9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
10. หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ เพราะจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องราวของแนวทางการรักษาโรคไต รอติดตามกันนะคะ
--------------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล
พญ. ศันสนีย์ ทศศิริ สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
อ่านเพิ่มเติม