เพราะชีวิตนี้ฝากใครไม่ได้ ขอแข็งแรงสักครั้งก่อนจะตาย หันมาออกกำลังกาย กินดีๆ ดูแลสุขภาพ ใช้เวลา 10 เดือนลดน้ำหนักจาก 118 กิโลกรัม เหลือ 85 กิโลกรัม
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ "หยก" พนักงานออฟฟิศวัย 33 ปี ที่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหันมาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง และลดน้ำหนักควบคู่กันไป
"หยก" เริ่มต้นเล่าว่า เราเป็นคนอ้วนมาตั้งแต่เด็กๆ น่าจะตั้งแต่ 7-8 ขวบ ชอบที่สุด คือ น้ำอัดลม ขนม นมเนย ของทอด ของหวาน กินทุกอย่างจริงๆ ประกอบกับเราเป็นลูกคนเล็ก ที่บ้านจะตามใจมากๆ ทุกอย่างที่อยากกิน อยากได้ ป๊า แม่ ป้า แล้วก็น้า จะให้ตลอด เรียกได้ว่าสมบูรณ์มาตั้งแต่เด็ก ก็อ้วนสะสมมาเรื่อยๆ น้ำหนักเกินมาตรฐานมาโดยตลอด
ทั้งนี้ พอย้อนมาดูเรื่องอาหาร บอกได้คำเดียวเลยว่า แม่ ป้า ยาย และน้า คือ ที่สุด เหมือนมีเชฟจากทั่วทุกมุมโลกมาทำอาหารให้ ทุกเมนูที่พวกเขาทำ มันอร่อยจริงๆ พอเรากินเยอะๆ ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดูแลตัวเองก็ยิ่งอ้วนสะสม โดยเฉพาะของชอบของเรา คือ หมูกรอบ เบคอน มันคือที่สุดของความอร่อย เอาจริงๆ คือ เรารักหมูกรอบมากๆ รักแบบไม่มีเงื่อนไข เจอกันเมื่อไรขอเบิ้ลตลอด
...
ไม่ชอบออกกำลังกายเพราะวิชาพละ
สิ่งที่เกลียดที่สุด คือ การออกกำลังกาย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากวิชาพละ แม้จะเรียนแค่ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่มันเป็นอะไรที่ทรมานมาก โดยเฉพาะถ้าปีนั้นเราต้องเรียนวิชายืดหยุ่นร่างกาย ลองนึกสภาพดูคนที่น้ำหนัก 80-90 กิโลกรัม ต้องทำสะพานโค้ง ม้วนหน้า ม้วนหลัง คือ เราก็ทำไม่ได้ ครูก็ให้ตก แล้ววิธีการแก้ศูนย์ คือ ให้ไปวิ่งรอบสนามตอนเย็นทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน มันเลยทำให้เราไม่ชอบเข้าไปใหญ่
"นิสัยเราไม่ชอบให้ใครมาบังคับ การเรียนวิชาพละ ก็เหมือนการถูกบังคับ จุดสำคัญคือ เราก็ไม่เข้าใจการจัดตารางเรียนเท่าไร เช่น ต้องเรียนพละตอนบ่ายๆ จำได้ว่าเรียนเตะตะกร้อท่ามกลางอากาศร้อนๆ ต่อจากคาบพละ คือ วิทยาศาสตร์ ยิ้มอ่อนเลยค่ะ แบบไม่หลับก็ไม่รู้จะว่ายังไง ทั้งร้อน ทั้งง่วง ทั้งหิว ทั้งเหม็นเหงื่อตัวเอง มาครบเลย"
พออ้วนสะสมมาเรื่อยๆ จนเข้ามหาวิทยาลัยมาถึงช่วงทำงาน อันนี้ของจริงเลย พฤติกรรม คือ กิน ทำงาน นอน พอมีแฟนก็กินๆ นอนๆ ไม่ออกกำลังกาย จากน้ำหนักเฉียดๆ 100 กิโลกรัม พุ่งไปแตะเกือบ 118 กิโลกรัม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะแตะถึง 120 พีคสุด สัดส่วนตอนนั้น คือ อก 48 เอว 44 สะโพก 54 อันนี้คือ น่าจะอ้วนที่สุดในชีวิตแล้ว
โลงศพของเขาทำให้เราเห็นสัจธรรม
จุดเปลี่ยนในชีวิตของเรา คือ การตายของแฟน เขาจากไปแบบกะทันหันเรายังไม่ได้ร่ำลากันเลย (ชีวิตแสนสั้น! เขารู้ว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมไทมัส 2 วันถัดมาก็เสียชีวิต) เรายังจำภาพวันที่ญาติๆ ช่วยกันยกร่างแฟนออกจากโลงศพ
ตอนนั้นเขาก็หนักประมาณ 110 กิโลกรัม ซึ่งโลงที่ใส่มาใหญ่กว่าโลงเย็นของวัดก็เลยต้องนำร่างเปล่าๆ ของเขาออกมาจากโลงศพ เพื่อใส่โลงเย็น คือตอนนั้นดูทุลักทุเลมากๆ ในใจเราก็คิดว่า เขาจะเจ็บไหม ยกขึ้นยกลง พอวันจะเผาร่างเขา ก็เกือบมีปัญหาเพราะโลงใหญ่กว่าช่องเผา สัปเหร่อเลยต้องดึงฐานรองโลงออก
"พอเราเห็นแบบนี้ มันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย ตอนเขาตายเขามีเรา แต่ถ้าถึงเวลาตายของเราล่ะ เรามีใคร ถึงวันนั้นจริง ญาติ พี่น้อง เรายังอยู่หรือเปล่า แล้วเราจะเป็นภาระกับใครไหม ร่างของเราจะมีคนยกไหวไหม จะเข้าซองเผาได้หรือเปล่า ต้องยกขึ้นยกลงเพราะใส่โลงได้ไหม พอคิดได้ปุ๊บสิ่งที่ลอยอยู่ในหัว คือ ไปออกกำลังกายเถอะ เราต้องแข็งแรง อย่างน้อยคนที่ยกโลงเราจะได้ไม่หนัก"
สู้กับใจตัวเอง
พอคิดได้ไปถอยรองเท้าออกกำลังกายมาก่อนเลย จากนั้นก็ลองเดินๆ วิ่งๆ ในคอนโดแบบงูๆ ปลาๆ วิ่งไปสักระยะก็คิดว่า ทางที่ดีควรไปยิมน่าจะเหมาะกว่า เพราะเราอยากออกกำลังกายให้ถูกวิธี ที่สำคัญคือน้ำหนักตัวเราเยอะ จำได้ว่าเจ็บรองช้ำมากๆ พอคิดได้ก็ตัดสินใจไปสมัครฟิตเนสแถวคอนโด และมีโค้ชคอยสอนออกกำลังกายแบบถูกวิธี
"โค้ชเราเขาเป็นนักกีฬา ตอนนั้นคิดในใจเราเกลียดวิชาพละ แล้วต้องมาเจอโค้ชที่เป็นนักกีฬาแถมเป็นครูอีก คิดในใจสงสัยคงจะออกได้แค่ 1 เดือนคงจะโบกมือลา ต่อพอมาออกกำลังกายจริงๆ ก็รู้สึกสนุก คือ เล่นหลายอย่างมาก ที่สำคัญคือ โค้ชจะดูว่าสรีระเรา แล้วครีเอทท่า หรือ ดัดแปลงท่าให้โดนกล้ามเนื้อ หรือ จุดที่ควรจะโดน"
ส่วนการทานอาหารนั้น เราก็ยอมรับก่อนว่าไม่ได้เคร่งครัดเท่าไร โดยเฉพาะช่วงระยะหลังๆ แต่ก็พยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกคาร์โบไฮเดรตดีๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลดน้ำตาล ของหวาน โชคดีที่เราไม่ดื่มน้ำอัดลมมา 5 ปีแล้ว ซึ่งแต่ก่อนติดมากๆ หรือ ถ้าจะกินกาแฟก็คือไม่เอานม น้ำตาลเลย
โปรแกรมลดน้ำหนักเพิ่มความแข็งแรง
"โค้ชยักษ์" เทรนเนอร์ Yakclub Fitness&Gym ที่ดูแลการออกกำลังกาย "หยก" เล่าว่า เจอลูกศิษย์ครั้งแรกคิดว่าเขาน่าจะมาออกกำลังกายแค่ 2-3 เดือน และคิดว่าน้ำหนักที่เขาลดได้น่าจะอยู่ที่ 5 กิโลกรัม ที่ประเมินแบบนี้เพราะว่าคนส่วนใหญ่ ความอดทนจะไม่ค่อยมี โดยเฉพาะคนอ้วน เราก็มองเขาไว้แบบนี้เหมือนกัน แต่กลับผิดคาด เพราะความอดทนเขาค่อนข้างสูง และวินัยค่อนข้างดี มาออกกำลังกายตั้งแต่เดือน ก.พ. จนถึงเดือน ธ.ค. เราก็เห็นความตั้งใจเขาเป็นอย่างดี
สำหรับโปรแกรมการออกกำลังกาย จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ เน้นลดน้ำหนัก เพื่อลดอาการบาดเจ็บของร่างกาย เช่น ปวดขา ปวดรองช้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นมาก่อนจะมาออกกำลังกาย ส่วนช่วงที่ 2 คือ เน้นความแข็งแรงของร่างกาย และกระชับสัดส่วน เพิ่มกล้ามเนื้อ
นอกจากนี้ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และลดน้ำหนัก จะรับประทานอาหารเหมือนคนปกติไม่ได้ ก็ต้องดูแลในจุดนี้เช่นกัน ถ้าให้สัดส่วนการกินควรอยู่ที่ 50% ออกกำลังกาย 30% และพักผ่อน 20% แต่สิ่งที่เขาทำได้ คือ กิน 10% ออกกำลังกาย 25% และพักผ่อน 10% ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เขาต้องไปแก้
"โค้ชยักษ์" ได้แนะนำคนที่กำลังจะเริ่มออกกำลังกายว่า ควรแบ่งเวลา 4 วันต่อสัปดาห์ เน้นคาดิโอ เช่น เดินเร็วๆ 45 นาทีขึ้นไป เปิดยูทูบเต้นซุมบ้า แอโรบิก ก็ได้ หรือ เวทง่ายๆ ซึ่งการทำความสะอาดบ้าน ก็เหมือนเวตไปในตัว ปัด กวาด เช็ดถู เป็นต้น
เป้าหมายถัดไปแข็งแรงแบบมีความสุข
"หยก" กล่าวอีกว่า ถามว่าตอนนี้อ้วนอยู่ไหม ตอบได้เลยว่า ก็อ้วนอยู่ น้ำหนักอยู่ที่ 85 กิโลกรัม อก 38 เอวอยู่ที่ 34 สะโพก 44 หลายคนถามว่า ย้วยไหม มันก็มีบ้าง โดยเฉพาะช่วงต้นแขน กับต้นขา โค้ชบอกว่า เราลดน้ำหนักควบคู่ไปกับการเวท ก็ช่วยเรื่องย้วย แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสตรงนี้มาก เหมือนเรากำลังรับผลกรรมอยู่ อ้วนมากพอน้ำหนักลงก็เป็นธรรมดาที่จะย้วย และมันก็แก้ได้ด้วยการเวท แม้มันจะไม่ 100%
นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่เราได้กลับมาคือ ความแข็งแรงของร่างกาย ตอนนี้กลายเป็นคนชอบขึ้นบันได เพราะไม่เหนื่อยง่าย ไม่หอบง่ายเหมือนแต่ก่อน เดินได้ไกลขึ้นกว่าเดิม ไม่ค่อยเมื่อย ไม่ค่อยปวดขา ปวดเข่า ที่สำคัญรู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้น
"ตอนนี้เรากลายเป็นเสพติดการออกกำลังกาย ถ้าวันไหนไม่ได้ลงไปเดิน ไปวิ่ง หรือไปยกเวท จะรู้สึกผิดทันที อย่างน้อยวิ่งสลับเดินเร็ว 15-30 นาทีก็ยังดี เรายังจำคำที่โค้ชบอกได้เสมอ เธอควรออกกำลังกายให้เหมือนที่เธอกินข้าว เราก็เลยเอาการออกกำลังกาย มาจัดลำดับความสำคัญในชีวิตรองจากการกิน พอคิดได้แบบนี้ก็มีความสุข"
สำหรับเป้าหมายถัดไปต่อจากนี้ อยากจะลดน้ำหนักอีกประมาณ 10-15 กิโลกรัมภายใน 1 ปี ลองลงวิ่งมินิมาราธอน และหัดว่ายน้ำในวัย 34 ปี สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าเธอมาหัดทำอะไรตอนนี้ แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดูน่าตื่นเต้น และท้าทายความสามารถของตัวเองได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกแบบตายไปก็ไม่เสียดาย เพราะวันนี้เราได้ลองทำมันแล้ว หากเจอแฟนบนสวรรค์ หรือในนรกก็พูดกับเขาได้เต็มปากว่า "เออ..เราทำได้" ...