วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชีวิตแสนสั้น! เขารู้ว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมไทมัส 2 วันถัดมาก็เสียชีวิต

"เขายังไม่ได้เริ่มรักษาเลย" ประโยคเริ่มต้นที่ภรรยาของเป๋า พศวัต ศิริจันทร์ อายุ 31 ปี ผู้สื่อข่าวไอที หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา และเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ หลังจากที่เขาเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา หลังตรวจพบว่า เป็นเนื้องอกที่ต่อมไทมัส ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า เนื้องอกนี้ คือ มะเร็ง แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นชนิดใด ซึ่งต้องรอผลการพิสูจน์ชิ้นเนื้อจากทีมแพทย์เสียก่อน

ทั้งนี้ หลังจากทราบว่า เขามีเนื้อร้ายที่ต่อมไทมัสเพียง 2 วัน เขาก็เสียชีวิต เนื่องจากมีลิ่มเลือดอุดตันในปอด ท่ามกลางความตกใจ และเสียใจของญาติพี่น้อง เพื่อน รวมถึงเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนฝูงในแวดวงไอที

ภรรยาของพศวัต เล่าว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. 60 ได้พาเขาไปโรงพยาบาลเอกชนใกล้ๆ บ้าน เนื่องจากเขามีอาการเหนื่อยผิดปกติ ซึ่งเจ้าตัวก็สังเกตความผิดปกติของตัวเอง คือ แค่ขยับตัวลงจากแท็กซี่ก็เหนื่อยแล้ว จากนั้นพอพบหมออายุรกรรม หมอก็พบความผิดปกติ เนื่องจากเขาไม่สามารถนอนหงายให้หมอตรวจได้ หมอจึงสั่งเอกซเรย์ ปอด และตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการตรวจเอคโค่ โดยผลตรวจดังกล่าว พบว่า มีน้ำในเยื่อหุ้มปอดจำนวนมาก และมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจประมาณ 1 เซนติเมตร เราจึงขอผลตรวจจากโรงพยาบาล เพื่อไปทำการรักษาต่อที่โรงพยาบาลรัฐ ที่เขามีประกันสังคม

ทั้งนี้ ทางทีมแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ ก็ให้การดูแลรักษาเขาดีมาก โดยหมอได้อธิบายการพบน้ำในเยื่อหุ้มปอดครั้งนี้ มีได้ 2 กรณีคือ มีเนื้องอก ซึ่งจะต้องนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจก่อนถึงจะดูรู้ว่า เนื้อดี หรือ เนื้อร้าย และที่สำคัญคือ เจอเนื้องอกตรงปอดด้านขวา แต่ต้องทำ ซีทีสแกน เนื่องจากการเอกซเรย์นั้นมองเห็นไม่ชัดเจน ส่วนกรณีที่ 2 คือ น่าจะติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งหมอก็ได้ทำการเจาะเลือด เจาะน้ำไปตรวจหา พร้อมทั้งเพาะเชื้อ

"ตลอดระยะเวลาที่ฟังหมอ ในใจเราก็ไม่อยากคิดว่า เขาจะเป็นมะเร็ง แต่ความรู้สึกมันบอก เพราะพ่อเราก็เป็นมะเร็ง น้าเราก็เป็นมะเร็ง พ่อเขาก็เป็นมะเร็ง ภาวนาตลอดถ้าเป็นมะเร็งก็ต้องหาย มีคนป่วยเป็นมะเร็งมากมายที่ยังมีลมหายใจ และมีชีวิตอยู่ ซึ่งสมัยตอนเรียนมหาวิทยาลัย เรามีอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านเป็นมะเร็งตั้งแต่สาวๆ จนถึงตอนนี้ ท่านก็ยังรักษาและยังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้นเราจะต้องใช้ความแข็งแรงของเขามาต่อสู้โรคมะเร็งครั้งนี้"

ทั้งนี้ เขาเป็นคนแข็งแรงมาก ช่วงที่ถ่ายรูปเขาจะเดินวันละเกือบ 10 กิโลเมตร กินก็ปกติ หลับก็ปกติ ไม่ได้มีอาการอะไร ซึ่งช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังไปตรวจร่างกายด้วยกัน ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร และเราก็ตรวจหามะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ดูการทำงานของหัวใจ และปอด ทุกอย่างปกติ มีอย่างเดียวคือ ไขมันเกาะตับ เพราะเขาอ้วนมีพุงเท่านั้น ซึ่งทีมแพทย์ที่ทำการรักษา บอกว่า มะเร็งบางชนิดไม่สามารถหาค่าทางเลือดได้

ตลอดเวลาที่รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล ก็ได้เจาะน้ำออกจากปอด ซึ่งน้ำค่อนข้างมาก จำได้ว่าเปลี่ยนขวดไปประมาณ 2-3 ขวด หลังจากทำซีทีสแกน ไปวันที่ 9 พ.ย. ก็พบว่ามีเนื้องอกที่ต่อมไทมัส เราต้องไปค้นหาในกูเกิลทันที ว่า ต่อมไทมัส คืออะไร เพราะไม่เคยได้ยินชื่อ ซึ่งทีมแพทย์แจ้งว่า เนื้อร้ายนี้ก้อนค่อนข้างใหญ่ พาดยาวไปทางขวาจนถึงตับ

โดยวิธีการรักษาคือ ต้องตัดชิ้นเนื้อมาดูก่อนว่าเป็นอะไร และอาจจะต้องใช้เคมีเพื่อให้เนื้อร้ายเล็กลง ซึ่งวิธีการผ่าตัดก็ค่อนข้างยาก เนื่องจากเขาตัวใหญ่ และจุดที่ผ่าก็ค่อนข้างอันตรายเพราะใกล้ปอดและหัวใจ ที่สำคัญคือ ไม่สามารถส่องกล้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อมาตรวจได้

ทั้งนี้ วันที่ 14 พ.ย.นี่เราลืมไม่ได้เลย แม่โทรมาตามบอก เป๋า เหนื่อยมาก ตอนนั้นเรากำลังไปทำงานก็เลยต้องรีบกลับมาโรงพยาบาล ซึ่งพบหมอ และพยาบาลเต็มห้อง เขาดูเหนื่อยมาก เหมือนจะเป็นลม ตัวเย็น เขาบอกเราว่า เหนื่อย ขาชาด้วย เราก็นวดๆ ระหว่างรอแพทย์ ซึ่งจากการตรวจด้วยเครื่อง พบว่ามีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจประมาณ 4 เซนติเมตร ทีมแพทย์จึงพาเขาไปห้อง CCU เพื่อเจาะน้ำออก

"เรานั่งรอหน้าห้อง CCU กับแม่ เราได้ยินเสียงเขาเรียก คุณพศวัต หลายๆ ครั้ง ใจคอเราไม่ดีเลย จากนั้นหมอก็เดินออกมาบอกว่า เขาช็อก ต้องทำ CPR ประมาณ 15 นาที เพื่อช่วยชีวิตเขาขึ้นมา ซึ่งดูจากอาการแล้ววิกฤติมาก สันนิษฐานว่าจะมีลิ่มเลือดอยู่ในปอด เพราะทำการเจาะน้ำจากเยื่อหุ้มหัวใจแล้วแต่ไม่ดีขึ้น วินาทีนั้นเรารู้เลยว่าเขาต้องไปแน่นอน ความรู้สึกคือ เรายังไม่รู้เลยว่าก้อนเนื้อนี้ดี หรือร้าย เป็นเนื้อแบบไหน คือ เรายังไม่ได้เริ่มรักษา หรือสู้กับมันเลย ทำไมเป็นแบบนี้"

อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่เรารออยู่หน้า CCU ก็มีญาติ และเพื่อนๆ มาเยี่ยมเขากัน ในใจเราขออย่างเดียว ขอให้เขาหลับไปสบายๆ อย่าห่วงอะไรอีก ช่วงเวลา 23.00 น. ของวันที่ 15 พ.ย. เขาก็หลับไปตลอดกาล

"เรื่องราวของเขาน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนทั่วไป ให้หมั่นสังเกตร่างกายตัวเอง แม้เราจะมองว่าร่างกายของเราแข็งแรง อายุยังน้อย แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่แบบนั้น ซึ่งเขาอาจจะเป็น 1 ในร้อย ที่พบว่าเป็นมะเร็งไม่กี่วันก็เสียชีวิต หลายคนบอกกับเราว่า ดีที่เขาไปสบาย ไม่ต้องทรมานจากการรักษา แต่ถ้าย้อนเวลากลับมาได้ เราอยากให้เขาได้ทำการรักษามากกว่า เพราะเรารู้ว่าใจเขาสู้ และพร้อมที่จะรักษา แต่เมื่อเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น"