หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือน พ.ย.60 หลายคนอาจจะเคยได้อ่านข่าวผู้ชายวัยเพียง 31 ปีป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ต่อมไทมัส ต่อมาเพียงแค่ 2 วัน เขาก็เสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด (ชีวิตแสนสั้น! เขารู้ว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมไทมัส 2 วันถัดมาก็เสียชีวิต) ซึ่งถือเป็นการสูญเสียแบบไม่ทันตั้งตัวที่ครอบครัวของเขารับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้
ทีมงาน 'มุมระบาย' ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับภรรยาของเขาอีกครั้ง หลังจากต้องสูญเสียสามีผู้เป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ เธอดำเนินชีวิตอย่างไรหลังจากเหตุการณ์นี้...
วันที่สูญเสียต้องไม่เสียศูนย์
แม้จะผ่านมา 8 เดือนแล้ว แต่ความรู้สึกก็ยังเหมือเดิม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันที่เราต้องเสียเขาไปยังคงมีอยู่ เราจำได้ทุกการกระทำ คำพูดสุดท้ายที่เราคุยกันได้ จำได้แม้กระทั่งความหยาบแห้ง และความเย็นที่มือของเขาส่งต่อมาถึงเรา
วันที่เสียเขาไปความรู้สึกเรา คือ เหมือนเดินๆ อยู่แล้วมีใครสักคนกระชากเราตกลงไปในเหว ความรู้สึก คือ เราจะทำยังไง อยู่ยังไง ทุกอย่างมันจบแล้ว มีคำถามเกิดขึ้นในหัวเราเยอะแยะไปหมด และบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว ให้เราเลิกกันซะดีกว่า ที่จะต้องมาแยกจากกันเพราะความตาย
...
"แต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อ เราพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แม้กระทั่งตอนไปเลือกโลงศพให้เขา ตอนนั้นไม่มีน้ำตาเลยนะ ทุกคนก็งงๆ เหมือนเราไม่เสียใจ มีสติ ทำโน้นทำนี่ พอมันมาถึงจุดพีคที่สุดคือ การที่เราต้องไปแจ้งตาย ทำใบมรณบัตรให้เขา ตอนนั้นเราอยู่คนเดียว มันแย่มากจริงๆ ทุกอย่างมันพร่ามัวไปหมด โดยเฉพาะตอนที่ต้องเซ็นชื่อตัวเราลงไปว่า มันเป็นการตอกย้ำเราจริงๆ ว่า เขาตายแล้ว"
หลังจากคืนที่เขาเสีย เราก็นึกถึงคำพูดที่เคยคุยกัน เขาเคยบอกเราว่า "อย่าร้องไห้เสียใจ มันเสียเวลา คิดไปคิดมาก็วนอยู่เดิมๆ เอาเวลาเสียใจไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า....ร้องไห้ได้แต่อย่านาน เสียใจได้แต่อย่าบ่อย"
ทั้งนี้ พอเสร็จงานศพเขา เราก็ต้องเผชิญกับความเป็นจริงอีกครั้ง เราต้องกลับมาอยู่ กทม.คนเดียว แม่และญาติๆ อยากตามมาอยู่เป็นเพื่อน แต่เราก็ปฏิเสธไป ตอนนั้นความรู้สึก คือ อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ
"เรากลับมาใช้ชีวิตคนเดียว ไปทำงานตามปกติ ออกไปพบปะเพื่อนฝูง เหมือนไม่ได้เสียใจหรือสูญเสียอะไร ที่สำคัญไม่มีใครได้เห็นน้ำตาเราเลย ทุกคนบอกเราเข้มแข็งมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย บางทีเราขับรถไปก็ร้องไห้ไป วิ่งๆ อยู่ก็ร้องไห้ กินข้าวก็ร้องไห้ ทุกครั้งที่คิดถึงเขา เราร้องไห้ตลอด เราใช้เวลาประมาณ 1 เดือน พยายามจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง คิดเสมอว่า ถ้าเราร้องไห้ เขาจะไปไม่สบาย ที่สำคัญคือเราต้องใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุข ไม่ใช่เพื่อตัวเราคนเดียว ยังมีแม่เรา แม่เขา และญาติพี่น้องที่เป็นห่วงเรา"
ย้อนความทรงจำที่มีแค่เราที่รู้
เธอเล่าอีกว่า เราและเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมา 10 ปี ความรู้สึกของเรา 2 คนไม่ใช่การเป็นสามี-ภรรยา แต่เป็นเพื่อนรู้ใจที่ดีสุด เหมือนเป็นบัดดี้ คนอื่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเขาจะไม่รู้ว่าเราคือ แฟนกัน คิดว่าเราเป็นพี่น้องกัน บ้างก็นึกว่าเป็นฝาแฝด เพราะเรา 2 คนไม่เคยแสดงทีท่าว่าเป็นคนรักกัน เอาเป็นว่า เดินจับมือ จูงมือกันในที่สาธารณะเรายังไม่เคยเลย
ทั้งนี้ พอเราต้องมาใช้ชีวิตคนเดียวที่บ้าน ภาพตอนที่เขายังมีชีวิตมักจะผุดขึ้นในหัวตลอดเวลา เช่น ทุกเช้าก่อนไปทำงานเขาจะใส่ถุงเท้าให้เรา หรือเวลาก่อนนอนเขาจะต้องห่มผ้าให้ทุกคืน ส่วนเราก็คิดถึงรอยยิ้มของเขาที่มักจะส่งมาให้เรา แม้ว่าเราจะแยกกันเพียงไม่กี่นาที
เมื่อเราต้องเดินหน้าต่อไป เราเลยเก็บเอาความรู้สึกดีๆ ความทรงจำดีๆ มาเป็นแรงใจให้เราเดินต่อ ทุกวันนี้ใครพูดถึงเขา หรือ เรื่องของเรา 2 คน เราไม่รู้สึกเสียใจ หรือ มีน้ำตาเลย กลับมีความสุข...สุขใจที่ได้พูดถึงมากกว่า
ก้าวต่อไปเพื่อฝันของเรา
เมื่อจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ เราก็มานั่งคิดว่าเราและเขามีอะไรที่อยากทำร่วมกันไหม ประกอบกับในหัวก็ผุดคำว่า "ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุข และทำอย่างไรก็ได้ ไม่ลำบาก และรบกวนคนอื่นๆ"
สิ่งแรกที่ทำได้คือ การออกกำลังกายดูแลสุขภาพ เพราะเรายังต้องมีภาระหน้าที่อีกหลายอย่าง ที่สำคัญเขาเคยพูดกับเรา ช่วงที่เขายังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร รู้แค่ว่ามีน้ำในเยื่อหุ้มปอด ซึ่งเขาหันมาพูดกับเราหลายๆ ครั้งว่า "ตัวเองเรา 2 คนอ้วนเกินไปแล้ว ถ้าออกจากโรงพยาบาลครั้งนี้ ต้องไปออกกำลังกายลดความอ้วนแบบจริงจังได้แล้วนะ"
ถัดมา คือ ใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข ก่อนหน้านี้ 2 ปี เขาเสียพ่อไปเพราะโรคมะเร็งเช่นกัน เขาเคยบอกเราว่า "ความตายมันอยู่ใกล้เราแค่นี้เอง เราควรทำทุกวันให้มีความสุข และเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมีสติ" จึงเป็นที่มาให้เราหันมาใช้ชีวิตแบบมีความสุข ทุกข์ให้น้อยลง
ส่วนข้อสุดท้าย คือ ออกไปเที่ยวหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต เขาเคยบอกเราว่า เขาชอบเที่ยว เพราะตอนเด็กๆ ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน ด้วยความที่พ่อและแม่ทำงานราชการ ความรับผิดชอบค่อนข้างสูง ทำให้เขามักจะอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ พอโตขึ้นก็อยากออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ให้กับชีวิต..เราเลยอยากสานฝันให้กับเขา คิดว่าถ้าเราไป เขาก็น่าจะไปด้วย
"แม้ว่าการตายของเขาไม่น่ากลัวเท่าการมีชีวิตอยู่ของเรา แต่การที่เรากลับใช้ชีวิตแบบปกติได้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก สติ รู้ว่าอะไรควรวาง อะไรควรแบก อะไรควรปล่อย ซึ่ง 10 กว่าปีที่ได้ใช้ชีวิตคู่ กับเวลาแค่ 8 เดือนที่ใช้ชีวิตคนเดียว ถ้ามองตามหลักความเป็นจริงมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ตัวเราเองก็ไม่รู้จะไปวันไหน จึงอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข อย่างน้อยๆ ถ้ามีโอกาสได้เจอกัน ก็จะบอกว่า เราโอเค ไม่ต้องห่วง"