king10
ข่าว
100 year

พระเสด็จโดยแดนชล จากยุคกรุงศรีอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์

นับแต่โบราณกาล การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทย นอกจากจะเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า “พยุหยาตราสถลมารค” เส้นทางคมนาคมสำคัญยิ่งอีกเส้นทางหนึ่ง คือการเสด็จ พระราชดำเนินทางน้ำ หรือ “พยุหยาตราชลมารค”

แม้มีข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีว่า ประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินของไทย เสด็จฯไปตามท้องน้ำด้วยขบวนพยุหยาตราชลมารค เห็นจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี คือประมาณ 700 ปีมาแล้ว หากแต่หลักฐานที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับกระบวนเรือพระราชพิธีในอดีต ปรากฏเพียงหลักฐานในช่วงต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา

สุพรรณหงส์ออกศึก

พระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช บันทึกไว้ว่า เมื่อคราวเสด็จฯไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาทางชลมารค พอได้เวลาฤกษ์ พระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา “พระพิชัย” นำกระบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

และเมื่อคราวทรงยกทัพไปรับทัพพระมหาอุปราชฝ่ายพม่าทรงกรีธาทัพทางชลมารค ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์อัญเชิญพระชัยนำกระบวนกันไปเป็นสวัสดิมงคล โดยความงามสง่าของกระบวนเรือพระที่นั่ง สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ลิลิตตะเลงพ่าย”

ยามว่างจากศึกสงครามและถึงฤดูน้ำหลาก พระเจ้าอยู่หัวในอดีตจะเสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตราชลมารค แปรพระราชฐานยังหัวเมืองต่างๆ และบำเพ็ญพระราชกุศล อาทิ พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน นมัสการรอยพระพุทธบาท

คราวสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วง พ.ศ.2199-2231 ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆมากมาย จึงมีการเสด็จฯโดยขบวนพยุหยาตราชลมารคในหลายโอกาส และโปรดเกล้าฯ ให้เขียนริ้วกระบวนเสด็จฯ ทั้งขบวนพยุหยาตราสถลมารค และขบวนพยุหยาตราชลมารค ไว้ในหนังสือชื่อ “ริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราชลมารค สมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

บันทึกของ นิโคลาส แซร์ แวส์ หนึ่งในคณะทูตฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาเป็นอาคันตุกะในครั้งนั้น บรรยายไว้ในหนังสือชื่อ “ประวัติศาสตร์แห่งราชอาณาจักรสยาม” ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงขบวนพยุหยาตราชลมารคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจว่า “จะไม่สามารถเทียบความงามกับกระบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือตั้ง 200 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ๆไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งใช้ฝีพายของแขนแดง ที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพาย จะพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบน้ำเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน”

สุวรรณหงษ์ทรงภู่ห้อย

สำหรับการเคลื่อนริ้วขบวนพยุหยาตราชลมารค จะทำควบคู่ไปกับการเห่เรือพร้อมด้วยเครื่องประโคม ทำให้เกิดวรรณกรรมร้อยกรอง “กาพย์เห่เรือ” ที่มีความไพเราะยิ่ง โดยเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา บรรยายความงดงามและลักษณะของเรือในขบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนั้น และบทเห่เรือนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นแม่แบบของการแต่งกาพย์เห่เรือมาจนถึงปัจจุบัน

อนันตนาคราช

กระทั่ง พ.ศ.2310 กระบวนเรือพระราชพิธี ถูกข้าศึกทำลายไปจนสิ้นเมื่อคราวเสียกรุง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้สำเร็จ ก่อนจะทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างเรือพระราชพิธีขึ้นมาใหม่

โดยพบว่ามีการจัดกระบวนแห่เรือครั้งสำคัญในการพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ และแห่มาพักไว้ที่กรุงเก่าคือพระนครศรีอยุธยา ข้อความในหมายรับสั่งได้พรรณนากระบวนเรือที่แห่มาจากต้นทางว่า รวมเรือแห่ทั้งปวง 115 ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณีกรุงเก่า และมีเรือแห่มารวมกัน เป็นจำนวนรวม 246 ลำ นับได้ว่าเป็นการเตรียมกำลังทางน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และแสดงให้เห็นว่ากระบวนเรือพระราชพิธีได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งเช่นกัน

สู่ยุคต้นรัตนโกสินทร์

เข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายพระนครหลวงจากกรุงธนบุรี มาอยู่ฝั่งกรุงเทพมหานคร ทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

โดยเมื่อสร้างพระนคร เครื่องเฉลิมราชอิสริยยศ และเรือกระบวนแห่เสด็จ พระองค์ได้เสด็จฯเลียบพระนครทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค สำเร็จแล้วทำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตำรา เมื่อ พ.ศ.2328 จึงเสด็จฯเลียบพระนครทั้งทางสถลมารคและชลมารคอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการเสด็จฯเลียบพระนครทางชลมารค เช่นราชประเพณีโบราณ

ในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แต่งกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จฯถวายผ้าพระกฐิน และมีเรือพระบรมวงศานุวงศ์และข้าละอองธุลีพระบาท แต่งเป็นรูปต่างๆเข้ากับกระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็มีการจัดขบวนพยุหยาตรา ชลมารค ใหญ่บ้างน้อยบ้าง เสด็จฯถวายผ้าพระกฐินสืบต่อกันเรื่อยมา

ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 2 พ.ค.2394 โดยเสด็จฯเลียบพระนครทั้งทางสถลมารคและชลมารค ในสมัยนั้นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไร้ศึกสงคราม เรือรบและเรือพระราชพิธี เช่นครั้งอดีตจึงยุติบทบาทไปอย่างสิ้นเชิง คงไว้แต่เรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์ในการเสด็จฯพระราชพิธีสำคัญ อันเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของไทยจวบจนทุกวันนี้

วันที่ 6 เม.ย.2475 เนื่องในพระราชพิธีสมโภชพระนครครบ 150 ปีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จฯโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค ไปในพระราชพิธีเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ และพระปฐมบรมราชานุสรณ์ แล้วเสด็จฯกลับประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยขบวนพยุหยาตราชลมารค จากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดขบวนพยุหยาตราชลมารคอีก อาจสืบเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตลอดจนผลกระทบจากภัยสงคราม

ในหลวง ร.9 ทรงฟื้นฟู

จวบจนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทางการประกอบพิธีเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ โดยส่วนหนึ่งของพิธีเฉลิมฉลอง กองทัพเรือได้จัดพิธีพุทธพยุหยาตราชลมารคและพุทธประทีปบูชา จากนั้น พ.ศ.2502 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กองทัพเรือจัดขบวนพยุหยาตราชลมารค ในพระราชพิธีพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม มีพระราชประสงค์จะรื้อฟื้นราชประเพณีที่สืบมาแต่โบราณกาล ปรารถนาให้ชาวต่างชาติได้เห็นความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย

อเนกชาติภุชงค์

นับจากครั้งนั้นได้เสด็จฯถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตรา ชลมารคหลายครั้ง ตลอดจนพระราชพิธีมหามงคลและโอกาสสำคัญ เสด็จฯโดยขบวนพยุหยาตรา อาทิ การจัดพระราชพิธีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี เมื่อ พ.ศ.2525 พระราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อ พ.ศ.2539 และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2542 เป็นต้น

พระราชพิธียิ่งใหญ่เฉลิม ร.10

จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จฯเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 12 ธ.ค.2562 

พระราชพิธีมหามงคลนี้ มีการจัดริ้วกระบวนเรืออย่างยิ่งใหญ่งดงามตามโบราณราชประเพณี แบ่งเป็น 5 สาย โดยริ้วกลางเป็นริ้วเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ มีความยาวของริ้วกระบวนรวม 1,200 เมตร ใช้เรือรวม 52 ลำ กำลังพลฝีพาย 2,311 นาย

สำหรับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่เสด็จประทับเลียบพระนคร เป็นเรือที่แกะสลักโขนเรือเป็นรูปหงส์ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ลำปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ทดแทนลำเดิมที่สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก 15.6 ตัน กว้าง 3.15 เมตร ยาว 44.70 เมตร ลึก 0.90 เมตร กินน้ำลึก 0.41 เมตร ใช้ฝีพาย 50 นาย นายท้าย 2 นาย และนายเรือ 2 นาย พายที่ใช้เป็นพายทอง พลพายจะพายในท่ากบิน และถือเป็นธรรมเนียมว่า ถ้าจะเปลี่ยนท่าพายเป็นพายธรรมดาหรือพายกระเดียด ต้องรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียก่อน ทั้งนี้ เส้นทางเสด็จฯเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราชลมารค เริ่มจากท่าวาสุกรีและไปสิ้นสุดที่ท่าราชวรดิฐ รวมระยะทาง 3.4 กิโลเมตร

เส้นทางประวัติศาสตร์ 2562

ริ้วกระบวนเรืออันแสนงดงามและหาชมได้ยากยิ่ง จะเคลื่อนผ่านชุมชนริมน้ำราว 40 ชุมชน บ้านเรือนริมน้ำนับร้อยหลังคาเรือน ตลอดจนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สามารถสะท้อนถึงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสืบสานวิถีชีวิตริมน้ำจากอดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน

เคลื่อนจากท่าวาสุกรีได้เพียงครู่ ฝั่งซ้ายของริ้วกระบวนคือ อาคารสำนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในอดีต คือ วังบางขุนพรหม ที่ตั้งตระหง่านบนเนื้อที่กว่า 33 ไร่ เดิมเคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต มีตำหนักรวม 2 ตำหนัก แม้มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่ยังคงความงดงามไม่เสื่อมคลาย ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแบบบาโรกและโรโกโก ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่จัดงานสโมสรสันนิบาต และรับแขกบ้านแขกเมืองอยู่หลายครา และต่อมายังใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยราชการหลายแห่ง เช่น กรมธนารักษ์ และเคยเป็นที่ทำการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ทีวีช่องแรก ของไทย ที่เรียกกันว่า “ช่อง 4 บางขุนพรหม”

ขณะที่ฝั่งธนบุรีที่อยู่เยื้องตรงข้ามกัน คือ วัดบวรมงคลราชวรวิหาร หรือที่คุ้นหูว่า “วัดลิงขบ” เดิมเป็นวัดเก่าแก่ของชาวรามัญที่อพยพหนีภัยสงครามก่อนสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เดิมสันนิษฐานว่าวัดนี้ชื่อ “วัดลุงขบ” ตามชื่อผู้สร้าง แต่ต่อมาภาษากร่อนไปจึงกลายเป็นวัดลิงขบ ต่อมาล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาเป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบวรมงคล” แต่ชาวบ้านยังคงเรียกติดปากเช่นเดิม จากนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์วัดอีกครั้ง และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบวรมงคลราชวรวิหาร” คนจึงนิยมเรียกชื่อใหม่นับแต่นั้นมา

ไม่กี่ร้อยเมตร ด้านฝั่งพระนครก็คือ “ป้อมพระสุเมรุ” แหล่งประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งที่ชวนรำลึก ป้อมพระสุเมรุ คือ 1 ใน 2 ป้อมปราการป้องกันพระนครที่ยังหลงเหลืออยู่ จากทั้งหมด 14 แห่ง ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และได้รับการ บูรณะมาต่อเนื่องเพื่อให้คงสภาพสมบูรณ์ ทั้งยังปรับปรุงบริเวณโดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะ ชื่อว่า “สวนสันติชัยปราการ” มีพลับพลาชื่อว่า “พระที่นั่งสันติชัยปราการ” ส่วนชุมชนโดยรอบคือ ชุมชนบางลำพู ชุมชนถนนพระอาทิตย์

ก่อนริ้วกระบวนจะลอดผ่านสะพานพระราม 8 ริมฝั่งด้านขวาเคยเป็นโรงทำเตาอั้งโล่ ถัดไปเล็กน้อยคือชุมชนบ้านปูน ชุมชนเก่าแก่ริมน้ำเจ้าพระยา ก่อตั้งเป็นถิ่นฐานตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 อาชีพหลักชาวชุมชนคือการทำปูนแดง ที่ใช้ทาใบพลูเคี้ยวคู่กับหมาก ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคนั้น จึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านปูนมาจนทุกวันนี้

นารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

ถัดไปเล็กน้อย คือย่านเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของชาวฝั่งธนบุรี ที่ทำให้หวนรำลึกถึงบทกลอน “นิราศภูเขาทอง” ของสุนทรภู่ที่ว่า “ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา” เนื่องจากย่านนี้เคยเป็นชุมชนแรงงานชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาทำโรงงานต้มกลั่นสุรา สันนิษฐานว่าน่าจะในสมัยรัชกาลที่ 1 ขยับขยายจนกลายเป็นโรงงานสุราบางยี่ขัน โรงงานผลิตสุราแห่งแรกของไทย แต่ต่อมา พ.ศ.2475 รัฐบาลยกเลิกการผูกขาดและมอบให้ทางการกำกับดูแล จนปี พ.ศ.2503 มีการเปิดบริษัทสุรามหาราษฎร เข้ารับช่วงสัมปทาน โรงงานสุราบางยี่ขันจึงปิดตัวลงในปี 2538 และบริเวณทั้งบ้านปูนและบางยี่ขันในปัจจุบัน ได้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางและสวยงามยิ่ง อีกทั้งยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ในหลวง รัชกาลที่ 8 ประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณหน้าอาคารดังกล่าว

จากนั้นจะมองเห็นคลองบางกอกน้อย หรือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า ตลอดสองฝั่งคลองยังคงอนุรักษ์วิถีชุมชนริมน้ำเก่าแก่ของชาวฝั่งธนบุรีไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเมื่อ พ.ศ.2065 สมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯให้ขุดคลองลัดบางกอกใหญ่ตรงส่วนแคบที่สุด คือบริเวณปากคลองบางกอกน้อย ไปจนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ เพื่อร่นระยะการสัญจรทางน้ำ ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางไหลเข้าสู่คลองลัดมากขึ้น ทำให้คลองขุดนั้นกว้างขึ้น กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ดังเช่นปัจจุบันขณะที่แม่น้ำสายเดิมมีน้ำไหลเข้าน้อย ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าแห่งนี้แคบลง กลายเป็นคลองบางกอกน้อย คลองชักพระ และคลองบางกอกใหญ่ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

ไม่ไกลกันนัก คือโรงพยาบาลศิริราช เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย มีอายุกว่า 130 ปี ก่อสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า ศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรส ภายหลังประชวรและสิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิด ที่ระบาดในห้วงเวลาดังกล่าว

ต่อมาริ้วกระบวนเรือจะเคลื่อนผ่านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ผ่านท่าพระจันทร์ ท่ามหาราช ท่าช้าง วังหลวง ไปสิ้นสุด ณ ท่าราชวรดิฐ อันเป็นจุดหมายปลายทางของการเสด็จเลียบพระนครทางชลมารคครั้งนี้

ขบวนราบเสด็จฯสู่พระบรมมหาราชวัง

เมื่อริ้วกระบวนเทียบท่าราชวรดิฐแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จขึ้นประทับ ณ พลับพลาเพื่อทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ แล้วเสด็จฯไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เพื่อขึ้นประทับพระที่นั่งพุดตานทอง เข้าสู่ ริ้วขบวนราบเสด็จพระราชดำเนินจากท่าราชวรดิฐไปยังพระบรมมหาราชวังโดยจะจัดริ้วขบวนเช่นเดียวกับการเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค เมื่อเดือนพฤษภาคม แต่มีขนาดเล็กลง เคลื่อนออกจากท่าราชวรดิฐมาตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ณ ประตูวิเศษไชยศรี ไปยังพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ เพื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน เป็นอันสิ้นสุดพระราชพิธีเสด็จเลียบพระนครทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

ริ้วกระบวนทางชลมารค จากท่าวาสุกรีถึงท่าราชวรดิฐ และริ้วขบวนราบเสด็จฯ จากท่าราชวรดิฐไปยังพระบรมมหาราชวัง อันงดงามดังกล่าวข้างต้น จะอยู่ในความทรงจำด้วยความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นของพสกนิกรชาวไทยไปตราบนานเท่านาน.

คลิปคู่มือการใช้นสพ.ไทยรัฐฉบับพิเศษ AR พยุหยาตราทางชลมารค

เกร็ดความรู้พระราชพิธีร.10พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเรือสุพรรณหงส์พยุหยาตราชลมารครัชกาลที่ 10บรมราชาภิเษก