การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ทางน้ำ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562
ที่จัดขึ้นตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน เพื่อการเสด็จขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์ของ...พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
มีมานับตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 สมัยรัชกาลที่ 5 สมัยรัชกาลที่ 6 และสมัยรัชกาลที่ 7 มีการเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารคและทางชลมารค มาตลอด ในสมัยรัชกาลที่ 8 ไม่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ต่อมาปี 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค แต่งดทางชลมารค เพราะพระองค์เสด็จฯไปศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงฟื้นฟูขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม แต่ไม่ใช่เป็นการเสด็จเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
การจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 10 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขบวนเรือพระราชพิธีฯ เส้นทางเสด็จฯ จากท่าวาสุกรี ไปยังท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร
ถือว่าเป็นพระราชพิธีฯที่มีขึ้นในรอบ 94 ปี นับตั้งแต่ปี 2468 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7
ที่มีการ “ซ้อมย่อย” ผ่านไปแล้ว 10 ครั้ง และมี “การซ้อมใหญ่” อีก 2 ครั้ง วันที่ 17 และ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ประชาชนบางส่วนได้มาเห็นด้วยตากันบ้างแล้ว ในความวิจิตรงดงามของริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะเกิดขึ้นจริงในวันที่ 12 ธันวาคม 2562 นี้
ศรีเชาวน์ ทองโปร่ง อายุ 62 ปี ประธานชุมชนบ้านปูน สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กทม. เล่าถึงความดีใจว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจมากที่สุดของชีวิต ที่จะได้เฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถือว่าเป็นบุญอย่างหาที่สุดมิได้
มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ และจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี...
เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ คือศูนย์รวมของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างมากมาย ทำให้ประเทศไทยเป็นปึกแผ่น รุ่งเรือง สงบร่มเย็น จึงมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนไว้เหนือหัวตลอด
หากย้อนไปสมัยเด็กๆ...น่าจะอายุประมาณ 8 ขวบ เท่าที่จำความได้ ครั้งแรกของชีวิตเคยร่วมชมขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน
คราวนั้น...ในพระราชพิธีฯมีความเรียบง่ายมาก เพราะพระองค์ทรงอยากให้ประชาชนชื่นชมความงดงามของเรือพระที่นั่งและเรืออื่นๆอันแสนสง่างาม ที่ลอยล่องกลางลำน้ำเจ้าพระยา
ทว่า...เรือพระราชพิธีฯต่างมีการออกแบบลวดลาย แกะสลักปิดทองประดับขั้นสูงสุด และสีสันอันสวยสดงดงามมาก ซึ่งเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าสูง ฝีมือประณีตของวิชาศิลปะ ที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติไทยและยังมีเสียงกาพย์เห่เรือ ถูกขับกล่อมดังก้องออกมาอย่างไพเราะประทับใจ
อีกทั้งยุคนั้น...“ริมแม่น้ำเจ้าพระยา” ไม่มีสิ่งกีดขวางมาบดบังทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเขื่อนกันน้ำท่วมเช่นตอนนี้ ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำแห่งนี้ สามารถนั่งเฝ้าฯรับเสด็จกันตามบ้านตัวเอง...
บางคนออกมารวมกันตามตลิ่งที่มีความเป็นธรรมชาติวิถีชีวิตคนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานี้
โรงเรียนต่างๆก็ปล่อยนักเรียนทุกชั้นมานั่งเฝ้าฯรับเสด็จกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกคนต่างปลาบปลื้มดีใจได้ชื่นชมพระบารมี และชมความงดงามขบวนเรือพระราชพิธีฯ ทำให้เป็นที่น่าจดจำมาจนถึงปัจจุบันนี้
มาถึงครั้งนี้...ในขบวนเรือพระราชพิธีฯก็มีแบบแผนสืบทอดกันมาแต่โบราณราชประเพณี โดยเรือพระราชพิธีฯ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง และเรือที่ตกแต่งแกะสลักหลากหลายรูปแบบ ต่างประดับประดาปิดทองลงยาอย่างวิจิตรงดงาม แสดงออกถึงความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีของชาติ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งได้ทรงแสดงพระบารมีแผ่ไพศาลเป็นที่พึ่งแก่พสกนิกรชาวไทย
และในริ้วขบวนเรือพระราชพิธีฯ ประดิษฐ์โขนเรือเป็นรูปสัตว์ เช่น สัตว์ที่มีความว่องไว สัตว์ในเทพนิยาย และสัตว์จากเรื่องรามายณะ หรือรามเกียรติ์ เช่น โขนเรือ รูปเสือ รูปเลียงผา รูปนกอินทรี รูปมังกร รูปลิง รูปครุฑ รูปหงส์ รวมถึงรูปนาคต่างๆ
ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่ประชาชนจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ชมพระบารมี และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ถือว่าเป็นสิริมงคลต่อตัวเองและครอบครัว อย่างมาก
“สิ่งที่โชคดีที่สุด คือ “เกิดมาเป็นคนไทย” เพราะมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นห่วง เอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกรมาตลอด อยากขอร่วมถวายพระพรให้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ มีพระชนมายุ ยิ่งยืนนาน และขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
เช่นเดียวกับ บุญนาค สอนสืบ หญิงชราวัย 82 ปี ชาวชุมชนคฤหบดี เขตบางพลัด กทม. เล่าว่า สำหรับคนอายุ 82 ปี มีโอกาสชื่นชม ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค...อีกครั้งนี้ มีความรู้สึกดีใจที่สุดแล้ว เพราะ ทำให้ระลึกถึงเรื่องราวเหตุการณ์ในสมัยตั้งแต่เด็ก และเติบโตขึ้นมาในช่วงวัยหนุ่มสาว ก็มานั่งชมขบวนเรือพระราชพีธีฯทุกครั้ง จนมาถึงตอนนี้ปี 2562 ก็ยังจะมีโอกาสได้ชมอีกครั้ง
นับว่าชีวิต “มีความคุ้มค่ามาก มีความสุขที่สุด ที่ได้ชมพระราชพิธีฯอันสำคัญนี้” เพราะเป็นพระราชประเพณีโบราณสืบทอดต่อกันมา “คู่บ้าน...คู่เมือง” และมีความสวยงามชาวต่างชาติต่างให้การยอมรับกัน แม้ในโลกนี้ก็ไม่มีประเทศใดสามารถทำได้ยิ่งใหญ่เหมือนหรือสง่างามสมบูรณ์เท่ากับประเทศไทย
ยิ่งยุคที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ารวดเร็ว แต่โบราณราชประเพณีนี้ยังมีความหมาย...ทรงคุณค่าต่อความรู้สึกของประชาชนและแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่า วัฒนธรรม เอกลักษณ์คู่เมืองไทยมายาวนาน
ระหว่างนั้น...ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเคลื่อนผ่าน...“หญิงชรา” ได้หยิบโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าๆ ขึ้นมาถ่ายภาพ บอกว่า “ถ่ายเก็บภาพไว้ ส่งให้หลานสาวที่อยู่ จ.พิษณุโลก เพราะเขาไม่มีโอกาสได้มา” ทันใดนั้นกดภาพ 4-5 ภาพ แบตเตอรี่โทรศัพท์หมด พร้อมพูดขึ้นว่า อุตส่าห์ตั้งใจ “ชาร์จ” ทั้งวัน ทำไมหมดเร็วจัง!
แล้วหันมาเล่าต่อว่า...เคยมาชมขบวนเรือพระราชพิธีฯครั้งแรกปี 2500 ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ สมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 จากนั้นก็ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินหลายครั้ง ทุกครั้งมีความรู้สึกปลาบปลื้มดีใจที่มีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีและใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ที่สุด...
ยิ่งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในพิธีพระบรมราชาภิเษก นับว่าโชคดีมาก ในช่วงชีวิตนี้ยังได้มีโอกาสสัมผัสพระบารมีของพระองค์ท่านด้วยตนเอง
ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง...ขอมาเป็นส่วนในการบันทึกประวัติศาสตร์ ร่วมชื่นชมความยิ่งใหญ่ของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสักครั้ง ที่จะมีโอกาสในการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี แด่ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชินี พระบรมวงษานุวงศ์ทุกพระองค์...
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญเป็นพระมิ่งขวัญของพสกนิกรปวงชนชาวไทยตลอดไป.

