king10
กีฬา
100 year

พยุหยาตราชลมารค เถลิงกษัตราธิราช

ภายใต้ความงดงามวิจิตรอลังการของ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” แท้จริงแล้ว ก็คือ “เรือรบยิ่งใหญ่เกรียงไกร” ที่โบราณท่านใช้ออกรบในลำแม่น้ำ เพื่อปกป้องราชธานี เมื่อศึกสงครามมีน้อย และพ้นสมัยจะใช้เป็นเรือรบ กระบวนเรือเหล่านี้จึงกลายมาเป็นเรือสำหรับประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ของพระเจ้าแผ่นดิน อันมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี

“เรือรบสมัยโบราณของไทยมี 2 ประเภท คือ เรือรบในลำแม่น้ำ กับเรือรบทางทะเล เรือเหล่านี้มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน เรือรบในลำแม่น้ำมีมาก่อน เรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง เพราะศึกสงครามทางทะเลมีน้อย ฉะนั้นเรือรบในลำแม่น้ำจึงมีความสำคัญมากกว่าเรือรบทางทะเล แต่ในสมัยปัจจุบันตรงกันข้าม เรือรบทางทะเลเท่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนเรือรบ ในลำแม่น้ำพ้นสมัยใช้เป็นเรือรบ จึงกลายมาเป็นเรือสำหรับประกอบการพระราชพิธี”...กองทัพเรืออธิบายความเป็นมาของเรือรบสมัยโบราณใน “ประวัติย่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์”

ในโบราณกาล เมื่อพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จฯโดยชลวิถีไปในการพระราชพิธีใด อันมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี เช่น เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือเสด็จฯรอนแรมไปทางไกล อันอาจมีไพรีจู่โจมกลางทางได้ ก็จะมีการจัดกระบวนเสด็จฯเป็นขบวนพยุหยาตราทางเรือ เทียบเท่าการเสด็จกรีฑาทัพเรือ อีกทั้งมีการจัดขบวนพยุหยาตราทางเรือในการเสด็จฯถวายผ้าพระกฐินตามวัดวาอารามหลวงริมน้ำ “หม่อมราช-วงศ์ แสงสูรย์ ลดาวัลย์” บอกเล่าว่า เนื่องจากในยามว่างศึกสงคราม จำเป็นต้องกะเกณฑ์ผู้คนมาฝึกรบทางเรือเป็นประจำ เผื่อเกิดศึกจะได้ระดมทันท่วงที การฝึกพลสำหรับเรือรบทางแม่น้ำมักกระทำในฤดูน้ำหลาก เพราะนอกจากจะสะดวกแก่การฝึกทางเรือแล้ว ยังตรงกับฤดูที่ราษฎรว่างจากการทำไร่ไถนา และเข้าช่วงเทศกาลทอดกฐิน ฉะนั้น เพื่อมิให้การฝึกซ้อมไพร่พลเสียเวลาเปล่า พระมหากษัตริย์จึงถือโอกาสนี้เสด็จฯถวายผ้าพระกฐินตามอารามหลวงริมน้ำโดยกระบวนเรือรบลำน้ำ ซึ่งจัดขบวนพยุหยาตราเทียบเท่าการเสด็จกรีฑาทัพเรือ จนกลายเป็นประเพณีนิยมสืบมา

จากเอกสารของนักเดินทางฝรั่งเศส “นิโกลาส์ แชรแวส” ที่บันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคว่า “...การจัดตั้งริ้วขบวนน่าดูมาก มีเรือกว่า 250 ลำ จอดเรียงรายอยู่เป็นระยะทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ ในจำนวน 20 หรือ 30 ลำ นำเรือพระที่นั่งทรงเป็นคู่ๆ ไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั้นใช้ฝีพายพวกแขนแดง ซึ่งมีความชำนาญมาก และได้รับเลือกเฟ้น มาเป็นพิเศษ ทุกคนสวมหมวก เสื้อเกราะ ปลอกเข่า และปลอกแขน ทำด้วยทองคำทั้งสิ้น น่าดูแท้ๆ เวลาเขาพายพร้อมๆกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นทาทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบกันเบาๆประสานกับทำนองเพลงที่เขาเห่ยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคล้ายเสียงดนตรีที่เสนาะโสต…พระวิสูตรเรือพระที่นั่งทรงนั้นประดับด้วยอัญมณีอันมีค่า และบนยกพื้นนั้นปูลาดด้วยพรมอย่างดีที่นำมาจากต่างประเทศ ทางตะวันออก มีขุนนางหนุ่ม 6 คน หมอบเฝ้าอยู่เป็นประจำ ที่ตรงท้ายเรือมีบังสูรย์ปักไว้เป็นสำคัญ เพื่อให้เป็นที่สังเกตว่าผิดจากลำอื่นๆ มีเรืออีก 2 ลำ ซึ่งใหญ่โตและงดงามเสมอกัน แล่นขนาบข้างไป เขาเรียกว่า “เรือแซงรักษาพระองค์” และอีก 2 ลำ ซึ่งไม่ใหญ่โตและงดงามเท่า 2 ลำแรก แต่ปิดพระวิสูตรลงหมดทุกด้าน แล่นตามมา เพราะลางทีพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จเสวยพระสุธารส หรือพระกระยาหาร นอกจากว่าเสด็จถึงพลับพลาที่ประทับ หรือพระตำหนักแรม ระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินเท่านั้น จึงจะเสด็จขึ้นประทับเสวยที่นั่น เรือทาทองอีก 50 ลำ รูปพรรณต่างๆกัน แต่ก็งดงามไม่แพ้กัน ตามเสด็จฯไปอย่างมีระเบียบ อันเป็นการสมทบขบวนการแห่แหนเท่านั้น เพราะจะมีอยู่ราว 10 หรือ 12 ลำ ที่อยู่ใกล้เรือพระที่นั่งเท่านั้น ที่มีผู้คนลงเต็มลำ มีเรือทรงของพระราชบุตร เรือของพวกเสนาบดีผู้ใหญ่ และขุนนางคนสำคัญๆ ที่โดยเสด็จฯเท่านั้น ขุนนางอื่นๆจะโดยเสด็จฯก็เฉพาะแต่ในวันพระราชพิธี ซึ่งจะมีเรือต่างๆรวมกันถึง 200 กว่าลำ เป็นเรือที่ไม่สู้จะงดงามเท่าใดนัก ถึงจะใหญ่โตและมีรูปพรรณอย่างเดียวกัน แต่แล่นไปได้รวดเร็วเสมอ หรือเร็วกว่ารถม้าโดยสารระหว่างหัวเมืองต่อหัวเมืองของเราเสียอีก”

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมาเป็นหลัก และมีการสร้างเรือรบมากที่สุด เพื่อป้องกันราชธานีอันเป็นเมืองเกาะ ได้บันทึกถึงเรือพระที่นั่งไว้หลายลำ รวมถึง “เรือพระ ที่นั่งศรีสุพรรณหงส์” ซึ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบันทึกในบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) สำหรับเรือพระที่นั่งลำปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่แล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การเสด็จฯเลียบพระนครทางเรือ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” สร้างพระนคร และเครื่องเฉลิมพระราชอิสริยยศต่างๆ รวมทั้งเรือกระบวนแห่ เสร็จสำเร็จแล้วทำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามตำรา เมื่อปี 2318 จึงเสด็จฯเลียบพระนครทั้งทางบกและทางเรือ

ส่วนครั้งที่สอง จัดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” โปรดให้มีการเสด็จฯเลียบพระนครทั้งทางบกและทางเรือ โดยมีพระราชดำริว่า เนื่องจากในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงสร้างและซ่อมแซมเรือพระที่นั่งและเรือกระบวนจำนวนมาก หากเก็บไว้ก็ไม่มีผู้ใดเห็น จึงทรงให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2394 รุ่งขึ้นจากการเสด็จฯเลียบพระนครทางบก ครั้งนั้นมีกระบวนเรือแสดงถึงความเข้มแข็งของกองทัพเรือ ทั้งปืนใหญ่ ปืนเล็ก และฝรั่งแม่นปืน ข้าทูลละอองใหญ่น้อย ราษฎรไพร่บ้านพลเมือง ต่างตั้งโต๊ะเครื่องบูชา จุดธูปเทียนรอรับเสด็จสองฝั่งน้ำ ต่อมาในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5, 6 และ 7 ก็มีการเสด็จฯเลียบพระนครทั้งทางบกและทางเรือ เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

อย่างไรก็ดี ในสมัย “ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9” ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการเสด็จฯเลียบพระนครทางบก ทว่า งดการเสด็จฯเลียบพระนครทางเรือ เนื่องจากต้องเสด็จฯกลับไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ กระนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ฟื้นฟูจารีตประเพณีการถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นใหม่ เมื่อปี 2502 เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นมรดกชาติ โดยตลอดรัชสมัยของพระองค์ มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคถึง 17 ครั้ง เนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ รวมถึงการถวายผ้าพระกฐิน

“พลตรี หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์” บรรยายไว้ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการพระราชวังว่า “เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9) เสด็จฯไปที่โรงเก็บเรือพระราชพิธี ในคลองบางกอกน้อย ทอดพระเนตรเห็นเรืออยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงมีพระราชดำริว่าหากจะโปรดให้ฟื้นฟูประเพณีการเสด็จฯถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นอีกครั้ง ก็คงไม่สิ้นเปลืองอะไรนัก เพราะคนก็ใช้กำลังทหารเรือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทำขึ้นครั้งเดียวก็ใช้ได้นานปี ส่วนประโยชน์ที่จะพึงได้รับนั้นมีมากมาย เช่น เรือพระราชพิธีต่างๆ อันทรงคุณค่า จะได้รับการดูแลรักษาและบูรณะซ่อมแซมให้ดีอยู่เสมอ เป็นการรักษาสมบัติอันล้ำค่าของชาติให้มีอายุยืนยาวออกไป ทั้งจะได้ฟื้นฟูขนบประเพณีอันดีงามที่บรรพชนของเราได้กระทำมาแล้วแต่ปางก่อน ให้ดำรงคงอยู่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ เป็นการบำรุงขวัญ และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งยังเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทยที่มีมาแต่โบราณกาล ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างประเทศ”

ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯโดยแท้ พสกนิกรรุ่นหลังจึงมีโอกาสอีกครั้ง ที่จะได้ชื่นชมความยิ่งใหญ่ตระการตาของ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รอบ 94 ปี ที่ต้องจดจารึกให้กึกก้องไปทั้งแผ่นดินไทย.

ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเลียบพระนครเรือพระที่นั่งเกร็ดความรู้พระราชพิธีร.10บรมราชาภิเษก