king10
Thairath Logo
กีฬา

"ร.10" เสด็จเลียบพระนคร งดงามยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ แซ่ซ้องทรงพระเจริญกึกก้อง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคจากพระบรมมหาราชวังไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนฯ โดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เครื่องสูงธงโบราณยิ่งใหญ่งดงามสมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศนายทหารพิเศษมหาดเล็กรักษาพระองค์ ได้เข้าร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคียงพระราช ยาน พระบรมวงศานุวงศ์ทอดพระเนตรริ้วขบวนที่พลับพลา ท่ามกลางพสกนิกรเฝ้าชื่นชมพระบารมีแน่นสองฟากฝั่งถนน

ภายหลังจากพระราชพิธีสำคัญในวันแรกวันที่ 4 พ.ค. คือพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล และเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่ปราสาทพระเทพบิดร แล้วเสด็จไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบรมราชบุพการี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมราชมณเฑียรในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในค่ำวันเดียวกัน ได้เสร็จสิ้นเป็นที่ติดตราตรึงใจปวงพสกนิกรทั้งประเทศเช่นกัน

ต่อมาในวันที่ 2 ของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือวันที่ 5 พ.ค. เป็นพระราชพิธีสำคัญอีกพระราชพิธี คือ พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ที่การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ไทยพระราชดำเนินไปในการต่างๆทางบก ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธีและเป็นที่ติดตราตรึงใจปวงชนชาวไทยที่ได้เห็นพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งครั้งนี้และถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต

ตั้งริ้วขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

ทั้งนี้ เมื่อเย็นวันที่ 5 พ.ค. มีพระราชพิธีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจารึกไว้ในแผ่นดินอีกพระราชพิธีหนึ่ง คือการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ที่เป็นครั้งแรกในรอบ 94 ปี นับตั้งแต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเวลา 16.00 น. ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เสด็จ พระราชดำเนินเลียบพระนคร อันเป็นริ้วขบวนที่3 ของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งขบวนพร้อมในพระบรมมหาราชวัง ประกอบไปด้วยกำลังพล 1,366 นาย จาก 13 หน่วยงาน จัดขบวนทำตามเป็นแบบโบราณราชประเพณี ผู้ร่วมในริ้วขบวนแต่งกายตามแบบโบราณ เว้นทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์แซงเสด็จฯ ทหารรักษาพระองค์ในขบวนทหารเกียรติยศนำและตามราชองครักษ์ในพระองค์คู่เคียง ที่สวมเครื่องแบบเต็มยศ

เครื่องสูงธงโบราณงดงามสมพระเกียรติ

ริ้วขบวนประกอบเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ มีตำรวจม้านำ วงดุริยางค์ บก.กองผสม ที่มี พล.ต.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.พล.1 รอ. และรอง ผบ.หน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็น ผบ.กองผสม ตามด้วยกองพันทหารเกียรติยศนำ ร.1 รอ. ขบวนกลาง หรือขบวนเสด็จฯ ประกอบด้วย นำริ้ว สารวัตรกระบวน ประตูหน้าซ้ายขวา ธงสามชายซ้ายขวา กลองมโหระทึก จ่าปี่ จ่ากลอง สารวัตรแตร กลองชนะแดงลายทอง กลองทอง แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ กลองชนะเขียวลายเงิน กลองเงิน กำกับพระแสงระหว่างเครื่องหน้า ฉัตรเครื่องสูงหักทองขวาง พระเกาวพ่าห์ พระเสมาธิปัต พระฉัตรชัย เจ้าพนักงานกลับสัญญาณ ผู้บอกกระบวน พราหมณ์เป่าสังข์

16 ราชองครักษ์แบกหามพระราชยาน

ตามด้วยตอนพระราชยาน ได้แก่ ตำรวจหลวง นายทหารเชิญธงชัย นายทหารเชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ ธงชัยพระครุฑพ่าห์ ตอนเครื่องสูงหน้า ตอนพระราชยาน ตอนเครื่องสูงหลัง และประตูหลัง ทั้งนี้ในส่วนของชุดแบกหามพระราชยานพุดตานทองที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดในริ้วขบวนนั้น กำหนดให้ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เป็นเจ้าพนักงานแบกหามพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง 16 นาย จัด 5 ผลัด เปลี่ยนแบกหามทุก 500-800 ม. ใช้การเปลี่ยนคนแบกหามขณะเคลื่อนที่ โดยไม่หยุดขบวน นอกจากนี้ยังมีพนักงานถือม้ารองพระที่นั่งทรงเจ้าพนักงานอินทร์ พรหม เชิญทวน แถวทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์แซงเสด็จ สำหรับขบวนหลัง ประกอบด้วย วงดุริยางค์ และกองพันทหารเกียรติยศตามเสด็จฯ ร. 11 รอ. รถยนต์พระที่นั่ง รถพยาบาล ซึ่งริ้วขบวนที่ 3 นี้ มีความยาวเกือบ 500 เมตร

นายกฯนำ ครม.–ผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วม

ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาญชัย ช้างมงคล รมช.กลาโหม คณะรัฐมนตรี คณะผู้บังคับบัญชาทหาร-ตำรวจ ประกอบด้วย พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.สส. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. พล.อ.อ. ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม และ พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ฯลฯ เข้าร่วมในตำแหน่งแถวตอนผู้อำนวยการ ส่วน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ในฐานะผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 เข้าร่วมในการนำแถวแซงเสด็จฝั่งซ้ายคู่กับพระราชยานพุดตานทอง

ในหลวงประทับพระที่นั่งพุดตานทอง

เวลา 16.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งถึงพระบรมมหาราชวัง การนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี โดยเสด็จด้วย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระมาลาเส้าสูงประทับบนพระที่นั่งพุดตานทอง ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเดินเป็นแบบกึ่งสวนสนาม ตามจังหวะดนตรีเพลงพระราชนิพนธ์ 6 เพลง ที่บรรเลงโดยวงดุริยางค์ ประกอบด้วย มาร์ชราชวัลลภ ยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่า สรรเสริญพระนารายณ์ และมาร์ชธงชัยเฉลิมพล ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด

พระราชินี–พระเจ้าลูกเธอร่วมริ้วขบวน

ก่อนที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศจะเคลื่อนออกจากพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ในฉลอง พระองค์เครื่องแบบเต็ม ยศนายทหารพิเศษ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ได้เข้าร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ โดยสมเด็จพระราชินีเสด็จเคียงพระราชยานในขบวนที่เบื้องซ้าย ส่วนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี เสด็จเคียงพระราชยานในขบวนที่เบื้องขวา จากนั้นริ้วขบวนยาตราออกทางประตูพิมานไชยศรี ประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวขวาถนนหน้าพระลาน ไปตามถนนราชดำเนินใน ถนนราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายถนนตะนาว เลี้ยวขวาถนนสิบสามห้าง เลี้ยวขวาถนนพระสุเมรุ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

ทอดพระเนตรประชาชนเฝ้ารับเสด็จ

ขณะที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ได้เคลื่อนมายังจุดที่ 2 บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ทันทีที่มาถึงพสกนิกรที่มาคอยเฝ้ารับเสด็จทั้งสองข้างทางต่างพากันเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้องไปทั่ว พร้อมกับโบกธงชาติไทย ธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. จากนั้นขบวนได้มาหยุดเพื่อปรับรูปแบบ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตรประชาชนที่รอชื่นชมพระบารมีอยู่ทั้งสองฝั่ง ด้วยสายพระเนตรที่อ่อนโยน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด

ชาวออสซีซึ้งเห็นคนไทยรักในหลวง

นายแมททิว ฮีว อายุ 43 ปี ชาวเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเดินทางมาดูงานเรื่องการผลิตอาหารในเมืองไทยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยทราบข่าวว่า คนไทยเทิดทูนพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก อยากจะมาเห็นด้วยตาตัวเอง พอได้เห็นแล้วรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าคนไทยกับพระมหากษัตริย์มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งมากนับเป็นโชคดีของตนที่ได้มาร่วมงานสำคัญของคนไทย ได้เห็นภาพแห่งความประทับใจที่ไม่อาจลืมเลือนได้

เฝ้าชื่นชมพระบารมีสองฝั่งถนน

เวลา 17.39 น. ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคเคลืิ่อนมาถึงบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม ประชาชนที่เฝ้ารอรับเสด็จและรอชื่นชมพระบารมีพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองฝั่งถนน ต่างพากันโบกธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. สีเหลือง พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังก้องถนนราชดำเนิน หลายคนก้มลงกราบลงบนพื้นด้วยความตื้นตันที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงประทับบนราชยานในขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ค่อยๆเคลื่อนผ่านอย่างสง่างาม

พระบรมวงศานุวงศ์ทอดพระเนตรริ้วขบวน

ระหว่างที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านพลับพลาที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ ตรงบริเวณสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า ถนนราชดำเนินนอก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯพร้อมด้วยสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตรริ้วขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

กรมสมเด็จพระเทพฯทรงฉายพระรูป

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ ทรงฉายพระรูปริ้วขบวนและสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนฯ ทรงโบกพระหัตถ์ พร้อมแย้มพระสรวล ขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์ในพลับพลาถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับการแสดงความเคารพ และระหว่างที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เคลื่อนผ่านมาตามถนนมีประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จต่างเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้อง พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล

สักการะพระรูปอดีตพระสังฆราช

เวลา 18.16 น. ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ถึงยังวัดบวรนิเวศวิหาร เทียบพระที่นั่งราชยานพุดตานทองที่เกยเสด็จฯเข้าพระอุโบสถ พระราชาคณะ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ทรงบูชาพระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ ถวายสักการะพระรูปสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวลิยาลงกรณ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอัฐิ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกล-มหาสังฆปริณายก พระราชกรรมวาจาจารย์

สักการะพระราชสรีรางคาร

ทรงสักการะพระราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ แล้วเสด็จฯออกจากพระอุโบสถ ประทับพระราชยานพุดตาลทองที่เกย แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยาตราริ้วขบวนไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ไปตามถนนพระสุเมรุ เลี้ยวขวาที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เข้าถนนราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายถนนบำรุงเมือง เลี้ยวขวาถนนเฟื่องนคร เทียบพระราชยานพุดตานทอง ระยะทางประมาณ 3 กม.

เสื้อเหลืองรวมใจภักดิ์มาจากทุกทิศ

ด้านบรรยากาศการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประชาชนพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเดินทางจากทั่วสารทิศ โดยมารอที่จุดคัดกรองตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจับจองพื้นที่เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้ใกล้ชิดมากที่สุด โดยมีการเตรียมความพร้อมทั้งที่รองนั่ง หมวก พัด ร่ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อน แม้จะมีเต็นท์กางให้ประชาชนหลบร้อนอยู่ภายใน แต่ไม่เพียงพอกับประชาชนที่ทยอยมาจับจองพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ หลายจุดคัดกรองได้ปรับเวลาเปิดจากเวลา 12.00น. มาเป็น 10.30 น. เพื่อเป็นการระบายประชาชนเข้าพื้นที่ เนื่องจากประชาชนมารอคิวจนหนาแน่นจุดคัดกรอง เต็มพื้นที่ถนนยาวไปตลอดเส้นทาง

จากลพบุรีมาเฝ้าชมพระบารมี

น.ส.จุฑามาศ อภิเดช อายุ 51 ปี เดินทางมาจาก อ.เมืองลพบุรี พร้อมญาติและเพื่อนรวม 3 คน มาจับจองพื้นที่จุดคัดกรองถนนตะนาวฝั่งใต้ ลำดับแรกๆ ให้สัมภาษณ์ว่า ขึ้นรถไฟฟรีจากลพบุรีเมื่อวันที่ 4 พ.ค. มาถึงสถานีหัวลำโพงเวลา 10.30น.จากนั้นนั่งรถบริการของ ขสมก.มาลงแถวมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กระทั่งกลางคืนก็หาที่พักหลับนอนแถวคลองหลอด ซึ่งมีเต็นท์กางพร้อมพัดลมคลายร้อน จนเช้ามืดก็ใช้บริการอาบน้ำจากร้านค้าข้างทางที่ให้บริการครั้งละ 15 บาท สุขา 5 บาท รีบมาจับจองพื้นที่ตั้งแต่เวลา 04.30 น.ของวันนี้ ต้องการจับจองพื้นที่ที่จะเฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่านให้ได้ใกล้ชิดที่สุด เพราะถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้ชมพระบารมีพระองค์ท่าน

นั่งรถเข็นมารอรับเสด็จ

นายลักจ๋อ แซ่ลิ้ม อายุ 74 ปี ซึ่งนั่งรถเข็นมารอรับเสด็จที่บริเวณฝั่งตรงข้าม ร.ร.วัดบวรฯ เล่าว่า บ้านอยู่แถวรังสิต มาพักที่โรงแรมแถวถนนพระอาทิตย์ตั้งแต่เมื่อ 2 วันที่แล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้ชมพระราชพิธี บรมราชาภิเษก อยากขอร่วมถวายพระพรให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 มีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ มีพระชนมายุ ยิ่งยืนนาน และขอจงทรงพระเจริญ และอยากฝากให้ ประชาชนทุกคนมีความสามัคคี เพื่อไม่ให้พระองค์ท่านทรงต้องห่วงใย

เคยเข้าเฝ้าฯทั้งสองรัชกาล

นางประไพ กุมารสิงห์ อายุ 80 ปี กล่าวว่า เดินทางมาคนเดียวจากเขตบางเขนตั้งแต่ 9 โมงเช้า ขึ้นรถบริการ ขสมก.มาลงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มารอที่จุดคัดกรองนี้ ที่มาคนเดียวเพราะเป็นอิสระดี มาหาเพื่อนเอาในงาน เพราะคนมาร่วมงานต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยเหลือกันและกันไม่ลำบากแน่นอน จะมาร่วมเข้าเฝ้าในหลวง ร.9 ทุกครั้งที่มีพระราชพิธี ครั้งนี้เป็นงานพระราชพิธีของ ร.10 จะต้องมาให้ได้ ในสมัยเด็กๆเคยเห็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทางทีวี ครั้งนี้ก็มีโอกาสได้เห็นพิธีนี้อีกครั้ง รู้สึกปลื้มปีติทั้งสองครั้ง วันนี้มาเข้าเฝ้า ร.10 เพราะในใจรักพระองค์มาก ต้องมาเฝ้าชมพระบารมีให้ได้

คุณยาย 72 ปีนั่งวีลแชร์มาร่วมพิธี

คุณยายส้อง วงค์แก้ว อายุ 72 ปี จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนั่งรถวีลแชร์ ถือพระบรมฉายา ลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 10 รอเฝ้ารับเสด็จฯเลียบพระนคร บริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ กล่าวว่า ตนตั้งใจเดินทางมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มาพร้อมกับลูกหลานเพื่อมาเฝ้ารับเสด็จฯพระองค์ท่าน โดยมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และมาพักที่บ้านหลานย่านมีนบุรี และออกจากมีนบุรีมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อให้ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดที่สุด ซึ่งดีใจมากๆ ด้วยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ

อดีตพลร่มหญิงมาเฝ้ารับเสด็จ

นางเพ็ญศรี วิชพันธุ์ อายุ 72 ปี ชาว กทม. กล่าวว่า ตั้งใจจะมาร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะตนมีความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งในอดีตตนเคยเป็นพลร่มหญิง อยู่ศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี ได้มีโอกาสโดดร่มมาทูลเกล้าฯถวายพวงมาลัยแด่พระองค์ และได้มีการถ่ายรูปเอาไว้ ซึ่งตนได้นำภาพนี้ติดมาด้วยเพื่อร่วมรับเสด็จด้วย

มาทั้งครอบครัวจากสงขลา

อีกครอบครัวเดินทางมาจาก จ.สงขลา นางสุนทรี วงแหวน อายุ 66 ปี พร้อมด้วยบุตรสาว นางทิพา จันทรังษี อายุ 45 ปี และหลานๆ ด.ญ.จิณัฐตา พงศ์สหัสรังสี อายุ 9 ขวบ และ ด.ช.ธีรพันธุ์ พงศ์สหัสรังสี อายุ 13 ปี นางสุนทรีกล่าวว่า เดินทางจาก จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. โดยทางรถไฟ และพักที่โรงแรมดินสอ ซึ่งใกล้กับเส้นทางเสด็จเพื่อเฝ้าชมพระบารมี เคยเห็นพระองค์มาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อคราวเสด็จฯภาคใต้ ครั้งแรกตอนทรงพระเยาว์ ครั้งที่สองตอนทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ครั้งนี้ตั้งใจอยากชมพระบารมีเมื่อทรงเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้สึกดีใจจนพูดไม่ออกที่เห็นภาพพระราชพิธี เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ส่วน ด.ญ.จิณัฐตากล่าวว่า อยากมาเฝ้าพระองค์ ดีใจมากๆที่ได้มาวันนี้ หนูอยากบอกพระองค์ว่าขอให้พระองค์สุขภาพแข็งแรง และหนูจะตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่ ยายและป้า

ในหลวงพระราชทานโรงครัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานครัวพระราชทานมาบริการแก่ประชาชน ที่มาเฝ้ารับเสด็จ ณ บริเวณท้องสนามหลวง ณ บริเวณถนนหน้าพระธาตุ โดยเปิดให้บริการแจกจ่ายน้ำดื่ม น้ำหวานแดงและอาหารกล่องกระดาษรีไซเคิล ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งเมนูอาหารมีประมาณ 14 อย่าง โดยตอนเช้ามีข้าวต้มไก่ ข้าวไก่ทอด ไส้กรอกไก่ทอด ข้าวหมกไก่ กะเพราไก่ ผัดหมี่แดง ไก่ผัดขิง ข้าวผัดรถไฟ ผัดปลาดุก ซึ่งไก่ที่นำมาทำอาหารเป็นไก่ฮาลาลทั้งสิ้น ทั้งนี้ ได้ใช้ข้าวสารประมาณ 2 ตัน 500 กิโลกรัม ส่วนอาหารหวานมีทั้งไอศกรีม มันแกว และข้าวโพด ซึ่งมีประชาชนต่างมาเข้าแถวรอรับการบริการตั้งแต่เช้า ครัวพระราชทานนี้จะให้บริการตลอดทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 21.00 น.

สี่แยกคอกวัวทรงพระเจริญดังสนั่น

เวลา 17.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศ บริเวณสี่แยกคอกวัว ด้านหน้าหอสมุดเมืองกรุงเทพ ซึ่งเป็นเส้นทางเสด็จฯ เลี้ยวซ้ายจากถนนราชดำเนินกลาง เข้าสู่ถนนตะนาว มุ่งหน้าสู่วัดบวรนิเวศวิหาร จุดนี้เป็นจุดที่เฝ้ารับเสด็จชื่นชมพระบารมีได้อย่างใกล้ชิด โดยขณะริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่าน ตลอดสองข้างทางพสกนิกรพร้อมใจกันเปล่งเสียง ทรงพระเจริญอย่างกึกก้อง พร้อมโบกสะบัดธงชาติ ธงพระปรมาภิไธยและธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกปลิวไสว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแย้มพระสรวล โบกพระหัตถ์ให้แก่ประชาชน สร้างความปลาบปลื้มปีติให้แก่ผู้มารอรับเสด็จอย่างยิ่ง

20.50 น. เสด็จถึงวัดราชบพิธฯ

เวลา 20.50 น. กระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เทียบพระราชยานพุดตานทองที่เกยข้างวัดราชบพิธฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นชานพระอุโบสถ บรรพชิตจีนและญวนถวายพระพร เสด็จเข้าพระอุโบสถ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระราชาคณะ และพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมพระรัศมีทองคำลงยาราชาวดี (ฉัพพรรณรังสี)

ถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร

จากนั้น ทรงอัญเชิญพระรัศมีทองคำลงยาราชาวดี (ฉัพพรรณรังสี) สวมที่พระเศียรพระพุทธอังคีรส ถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ธูปเทียนแพบูชา พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสรีรางคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายสักการะพระอัฐิสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระราชอุปัธยาจารย์ พระสงฆ์ถวายอดิเรก จากนั้นเสด็จออกจากพระอุโบสถ

คณะสงฆ์จีนร่วมรับเสด็จ

ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้มีการจัดโต๊ะบูชารับเสด็จไว้ภายในบริเวณวัดสำหรับราชสกุล และคณะสงฆ์ที่มาเฝ้ารับเสด็จ โดยที่วัดราชบพิธฯเป็นพื้นที่ที่คณะสงฆ์จีนนิกาย และอนัมนิกาย มาเฝ้ารับเสด็จ สำหรับพื้นที่โดยรอบวัดบริเวณริมถนนเฟื่องนคร มีประชาชนมารอเฝ้ารับเสด็จกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคเป็นจำนวนมาก โดยมีโรงทานจากวัดถ้ำจุนโท อ.แม่สอด จ.ตาก มาคอยเปิดให้บริการประชาชนด้วย

ถวายพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์

สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคครั้งนี้ มีการถวายพระพุทธรูปสำคัญแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวด้วยกัน 2 องค์ โดยที่วัดราชบพิธฯ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงถวายพระพุทธรูปทองคำปางห้ามญาติ ประจำวันจันทร์อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระพุทธรูปดังกล่าว สมเด็จพระสังฆราชทรงประกอบพิธีเททองหล่อ เมื่อวันที่ 20 เม.ย.

วัดราชบพิธได้รับพระราชานุญาตสร้าง

โดยวัดราชบพิธฯได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดสร้างพระพุทธรูปทองคำปางห้ามญาติ ประจำวันจันทร์อันเป็นวันพระราชสมภพ มีความสูงจากพระบาทจรดพระรัศมีรวม 10 นิ้วเท่าเลขรัชกาล ศิลปะรัตนโกสินทร์ พร้อมฉัตรทองคำ 7 ชั้นกางกั้น น้ำหนักทองคำซึ่งมีสาธุชนผู้จงรักภักดีร่วมถวายโดยเสด็จพระกุศลจัดสร้างองค์พระและฉัตรรวมกว่า 5 กิโลกรัม ถวายเป็นของเฉลิมพระขวัญในมหามงคลสมัยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระราชวินิจฉัยแบบพระพุทธรูป พร้อมพระราชทานแผ่นทองคำที่ทรงเจิมและทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานแล้ว เพื่อเชิญมาหล่อพระพุทธรูปดังกล่าวด้วย ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์เป็นพระพุทธรูปที่สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ถวาย คือ พระพุทธรูปปางประทานพร ภปร.น้ำหนัก 12.5 กิโลกรัม พร้อมสุวรรณฉัตรหุ้มทองคำ ความสูง 88.05 เซนติเมตร และแท่นฐานสิงห์หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ เปียกทองคำ รวมน้ำหนักทั้งสิ้น 39 กิโลกรัม

หลั่งไหลจับจองพื้นที่วัดโพธิ์

ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 วัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมาทรงประกอบพิธีทางศาสนา ตั้งแต่ช่วงบ่ายประชาชนได้ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ตั้งแต่บริเวณหน้ากรมการรักษาดินแดนยาวไปถึงฝั่งตรงข้ามแนวเขตวัดพระเชตุพนฯ เช่นเดียวกับบริเวณทางเท้าเต็มแนวสวนสราญรมย์ โดยทุกคนต่างพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองและถือธงชาติไทย ขณะที่บรรยากาศบริเวณโรงครัวจิตอาสาวัดพระเชตุพนฯ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมารับข้าวกล่อง น้ำดื่มที่ทางวัดแจกจ่ายอย่างไม่อั้น นอกจากนี้ ทางวัดยังได้เปิดพื้นที่บริเวณกุฏิสงฆ์เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาหลบร้อนและพักผ่อนด้วย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ถวายของที่ระลึก

จนเวลาประมาณ 22.00 น.พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯถึงประตูเกยเสด็จวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะที่ประชาชนที่รอเฝ้ารับเสด็จเปล่งเสียง ทรงพระเจริญ ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณดังกล่าวพร้อมโบกธงชาติ ขณะที่หลายคนก้มกราบ จากนั้นเสด็จเข้าพระอุโบสถ คณะสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ นำโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกและกรรมการมหาเถรสมาคม เจริญชัยมงคลคาถา เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน ธูปเทียนแพบูชาพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธเทวปฏิมากรแล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ถวายอดิเรก ทรงกราบลาพระรัตนตรัย สมเด็จพระพุฒาจารย์ถวายของที่ระลึกพระพุทธเทวปฏิมากรทองคำขนาด 5 นิ้วจากนั้นเสด็จกลับ โดยมีประชาชนด้านนอกเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง

น้ำตาคลอได้เฝ้าฯใกล้ชิด

เวลา 20.00 น. บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ฝั่งขาเข้ามุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ได้ให้ประชาชนจากที่นั่งบนทางเท้าได้ขยับเคลื่อนมานั่งบนถนนจนเต็มพื้นที่ ถนนเนืองแน่นไปด้วยพสกนิกรในเสื้อเหลือง ขณะที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่าน ประชาชนต่างพร้อมใจเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างสุดเสียงต่อเนื่อง บางคนถึงกับน้ำตาคลอ ปลาบปลื้มที่ได้เฝ้ารับเสด็จใกล้ชิด รวมทั้งพร้อมใจโบกธงตราสัญลักษณ์และธงไตรรงค์ หลายคนหยิบมือถือขึ้นมาบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในชีวิต

สาวญี่ปุ่นตื่นเต้นได้ชื่นชมพระบารมี

น.ส.ซาเอะ อายุ 28 ปี ชาวญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ ระหว่างชมริ้วขบวนบริเวณแยกคอกวัวว่า มาเที่ยวภูเก็ตพร้อมเพื่อน 8 วันที่ผ่านมาและมาที่ย่านถนนข้าวสารเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะบินกลับภายในคืนวันที่ 5 พ.ค.ทราบข่าวว่าจะมีริ้วขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค จึงมาชมให้เห็นกับตาก่อนกลับญี่ปุ่น ถือเป็นความโชคดีมากที่ได้มาร่วมในเหตุการณ์ เพราะเพียงแค่เห็นถ่ายทอดผ่านจอภาพที่ติดตั้งบริเวณถนนก็เห็นถึงความยิ่งใหญ่สวยงามรู้สึกตื่นเต้นและมหัศจรรย์ไปกับคนไทยด้วยที่พระราชพิธีนี้จัดขึ้น ครั้งแรกในรอบ 69 ปี

ปีติเลียบพระนครกว่า 6 ชม.

ริ้วขบวนยาตราจากวัดพระเชตุพน ไปตามถนนท้ายวัง เลี้ยวขวาถนนมหาราช เลี้ยวขวาถนนหน้าพระลาน เลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรีเทียบพระราช– ยานพุดตานทองที่เกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประทับพัก ที่พระที่นั่งราชกรัณยสภา ได้เวลาสมควรเสด็จพระราช ดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

เสด็จออกสีหบัญชร 6 พ.ค.

สำหรับหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชา ภิเษก พุทธศักราช 2562 ของวันที่ 6 พ.ค. ในเวลา 16.30 น. เสด็จออกสีหบัญชรพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีและคณะกรรมการกลางอิสลามกับผู้แทนคณะพาณิชย์ 4 คณะเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จออกสีหบัญชร ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ กราบบังคมทูล พระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนราษฎรทุกหมู่เหล่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ แล้วเสด็จลงจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

ทูตและกงสุลเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยฯ

จากนั้นเวลา 17.30 น. เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศ ประจำประเทศ ไทยและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรม ราชวโรกาสให้นางฉั่ว ซิ่ว ซาน คณบดีคณะทูตกราบ บังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบแล้วเสด็จขึ้น และพระราชทานเลี้ยงรับรอง ณ พระที่นั่งบรมสถิตยมโหฬาร

มหาเถรฯจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

นอกจากนี้ในวันที่ 7 พ.ค.คณะสงฆ์ โดยมหาเถรสมาคม จะจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัย มงคลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 17.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนกลางจัดพิธีที่วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ส่วนภูมิภาค จัดพิธีที่วัดที่จังหวัดกำหนด สำหรับกำหนดการพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติฯ วันที่ 7 พ.ค.ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ ดังนี้ เวลา 16.30 น. สมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะพระราชาคณะ พระสังฆาธิการทุกระดับ ทุกวัดในเขตกรุงเทพฯ พร้อมกัน ที่พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ

สมเด็จพระสังฆราชประธานนำสวด

เวลา 17.30 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานฝ่ายสงฆ์ ประทานสัมโมทนียกถา ทรงวางพานพุ่มเครื่องสักการะและทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ประธานฝ่ายฆราวาส เปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเป็นประธานนำพระสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาถวาย พระพรชัยมงคล

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562ข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในหลวงร.10รัชกาลที่ 10ข่าวหน้า1บรมราชาภิเษก