king10
Thairath Logo
กีฬา

พระอารามหลวงในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ 10

5 วัดประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : พระอารามหลวงในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ 10

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10”

ปรากฏต่อสายตาชาวไทยและชาวโลก ด้วยความงดงาม ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค.2562

นับเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อพุทธศักราช 2493 รวมเป็นระยะเวลา 69 ปี

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ นอกจากพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังแล้ว ยังมีพระอารามหลวงสำคัญในกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ใช้ในการพระราชพิธีครั้งนี้ด้วยกัน 5 พระอารามหลวง ประกอบด้วย วัดสุทัศนเทพวราราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และ วัดอรุณราชวราราม

วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นสถานที่ประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ เพื่อทำน้ำอภิเษกและน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ไปยังพระอารามหลวงสำคัญ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.

ส่วน วัดอรุณราชวราราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะเสด็จ พระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินในช่วงเดือน ต.ค.นี้

“ทีมข่าวศาสนา” ขอฉายภาพของ 5 พระอารามหลวงสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการจารึกประวัติศาสตร์ชาติไทยในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ตรงพื้นที่ที่เป็น ศูนย์รวมชุมชนและศูนย์รวมศาสนสถาน ทั้งพุทธ และพราหมณ์ กลางพระนคร แผนผังเขตพุทธาวาสจำลองภูมิจักรวาลตามคติมณฑลแบบพุทธ พระวิหารหลวงประดิษฐาน “พระศรีศากยมุนี” หรือ “หลวงพ่อโต” ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย ชุกชี (ฐานพระพุทธรูป) ประดิษฐาน พระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 8 ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรม พุทธประวัติและเรื่องในวรรณคดี ด้านหน้าพระอุโบสถมีสัตตมหาสถาน หรือสัญลักษณ์แสดงสถานที่พระพุทธองค์ประทับภายหลังการตรัสรู้ 7 แห่ง ด้วยความสำคัญของสถานที่ตั้งและคติความเชื่อทางศาสนา วัดสุทัศนเทพวรารามจึงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาของบ้านเมืองมาโดยตลอด

วัดสุทัศนเทพวราราม

วัดบวรนิเวศวิหาร พื้นที่เดิมเป็นที่ตั้งของวัด 2 วัด ประกอบด้วย วัดรังษีสุทธาวาส และวัดที่ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงสถาปนาขึ้นใหม่อีกวัดหนึ่งคือ วัดใหม่ หรือ วัดวังหน้า ครั้นเมื่อพุทธศักราช 2397 ในรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้รวมวัดทั้ง 2 เข้าด้วยกันและพระราชทานนามวัดขึ้นใหม่เป็น วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขณะทรงพระผนวชเป็นเจ้าอาวาสวัด ได้ตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก วัดบวรนิเวศวิหารนี้รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 ประทับจำพรรษาขณะทรงพระผนวช ทั้ง รัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวชและประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประทับจำพรรษาขณะทรงพระผนวชเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตลอดจนวัดบวรนิเวศวิหารยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 4 พระองค์ด้วย

วัดบวรนิเวศวิหาร

ภายในวัดมีแผนผังศาสนสถานตามอย่างสมัยรัตนโกสินทร์ คือ มีพระเจดีย์เป็นประธาน มีพระวิหาร และพระอุโบสถเป็นอาคารประกอบหลัก มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทยผสมจีนตามแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายในพระอุโบสถเขียนภาพปริศนาธรรม ฝีมือบรมครูขรัวอินโข่ง และประดิษฐาน “พระพุทธชินสีห์” พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก ภายใต้พุทธบัลลังก์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 โดยมีพระมหาเจดีย์เป็นศูนย์กลางของวัด ส่วนพระอุโบสถ พระวิหารตั้งอยู่รอบข้าง เชื่อมถึงกันด้วยระเบียงคดรอบพระเจดีย์ ทุกอาคารประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ ภายในพระอุโบสถและพระวิหารประดับตกแต่งตามแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมตะวันตก มี “พระพุทธอังคีรส” เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ภายใต้พุทธบัลลังก์ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 7 พระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 และพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 9 ชานกำแพงด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้ง สุสานหลวงบรรจุพระสรีรางคารพระบรมวงศานุวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์มาแล้ว 2 พระองค์ และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน ก็ประทับอยู่ที่วัดแห่งนี้

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ปฐมบรมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นผู้สร้าง และเป็นวัดประจำรัชกาลในรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่า ที่เมืองบางกอก ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์ทรงถือว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญมาก และทรงถือเป็นพระราชประเพณี ที่จะทรงบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ทุกรัชกาล นอกจากนี้วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ยังเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพราะเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้ด้านต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการแพทย์ รวมทั้งถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และขยายอาณาเขตออกไปให้บรรดาเหล่านักปราชญ์รวบรวมสรรพวิชาต่างๆจารึกลงบนแผ่นศิลา จำนวน 1,440 แผ่น ประดับไว้ตามศาลาราย เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจศึกษาหาความรู้ จึงมีคำกล่าวว่า วัดโพธิ์เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของเมืองไทย และ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนสร้อยนามพระอารามใหม่เป็นวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร มาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2554 องค์การยูเนสโก ได้มีมติรับรองให้จารึกวัดโพธิ์ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกด้วย

วัดอรุณราชวราราม

วัดอรุณราชวราราม เดิมชื่อ วัดมะกอก สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปฏิสังขรณ์สมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เปลี่ยนชื่อเป็น วัดแจ้ง และเปลี่ยนเป็น วัดอรุณราชวราราม หลังการปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 วัดนี้มีศาสนสถานสำคัญ คือ พระปรางค์ที่สร้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และสร้างเพิ่มเติมแล้วเสร็จ ในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ได้มีการฉลองในรัชกาลที่ 4 โดยมีพระปรางค์ประธานขนาดใหญ่สูง 81 เมตร มีพระปรางค์องค์เล็กและมณฑปประจำทิศทั้ง 4 ทั้งหมดมีสีขาว ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องสีงดงามยิ่ง พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนามว่า “พระพุทธธรรมิศราชโลกธาตุดิลก” ที่หน้าพระประธานประดิษฐานพระอรุณหรือพระแจ้ง ศิลปะล้านช้าง อัญเชิญมาไว้แต่ครั้งรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

พระอารามหลวงทั้ง 5 แห่งนี้ นับเป็นพระอารามหลวงสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ดำรงอยู่คู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน

ทั้งยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญ และความมั่นคงในสถาบันพระพุทธศาสนาของไทย ที่จะคงอยู่เป็นศาสนาหลักของชาติไทยไปอีกตราบนานเท่านาน....

ทีมข่าวศาสนา