king10
Thairath Logo
กีฬา

เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 อันเป็นมหามงคลยิ่งของประเทศชาติ และประชาชนคนไทยนั้น

ทีมเศรษฐกิจ ขอลำดับพระราชประวัติโดยย่อ พร้อมพระราชกรณียกิจของพระองค์ตลอดช่วงเวลาแห่งการดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 เมื่อเวลา 17 นาฬิกา 45 นาที ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศที่เฝ้ารอคอยพระประสูติกาลต่างปลาบปลื้มปีติยินดี ชื่นชมโสมนัส และแซ่ซ้องในพระบุญญาธิการตลอดช่วงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แห่งการเสด็จพระราชสมภพ และเมื่อนายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจำพระแท่นประสูติ ณ เวลา 17.45 นาฬิกา ขานด้วยเสียงอันดังกังวานว่า “พระราชโอรส”

ฝนที่แล้งมาตลอดฤดูกาลก็เริ่มโปรยปรายลงมาตลอดเวลา เสมือนฟากฟ้ารู้เห็นเป็นใจ จากนั้นแตรสังข์ดุริยางค์ก็ประโคมขึ้น ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบก และเรือ ยิงปืนใหญ่สดุดีพระราชโอรสด้วยเสียงดังสนั่น และสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วท้องน้ำ พร้อมๆ กับเสียงไชโยโห่ร้องที่ดังสนั่น หวั่นไหว...สมใจประชาชนแล้วเพราะดวงใจทุกดวงต่างมีความสุข

ประชาชนไทยทั่วหล้าต่างก็เฝ้าติดตามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณด้วยความจงรักภักดี และชื่นชมโสมนัสยิ่งขึ้น เมื่อทรงเจริญวัย มีพระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยพระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา

เมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2515” มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศ อดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”

พระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถซึ่งเป็นที่ประจักษ์ตลอดมานั้น ได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบรมชนกนาถ และพระราชชนนี ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยตามเสด็จทั้งสองพระองค์ไปในการเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆของประเทศตลอดมา

ทำให้ทรงตระหนักถึงสุขภาพพลานามัยอันดีของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลอันมีคุณภาพไว้เป็นพลังในการพัฒนาประเทศ จึงทรงสนพระราชหฤทัยในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ และสาธารณสุขอย่างมาก กระทั่งมีพระราชดำริให้ก่อสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งยังทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยเพื่อสามารถให้บริการที่ดีแก่ประชาชน

ในพระจริยวัตรสำคัญๆยังทรงรับเป็นประธานอำนวยการจัดสร้างอาคารศูนย์โรคหัวใจ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขณะที่ด้านการศึกษา ทรงทราบดีว่าเยาวชนในถิ่นทุรกันดารยังด้อยโอกาสในการศึกษา จึงมีพระราชดำริให้ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดารไว้ในพระราชูปถัมภ์ อาทิ โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา นครพนม กำแพงเพชร สุราษฎร์ธานี โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี อุดรธานี สงขลา และฉะเชิงเทรา ทั้งยังทรงส่งเสริมโครงการอาชีพอิสระ เพื่อให้เยาวชนใช้ความรู้ประกอบอาชีพเลี้ยงตน และครอบครัวได้เมื่อจบการศึกษา ตลอดมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงสนพระทัยในวิทยาการด้านการทหารเป็นอย่างมากหลังทรงรับการศึกษาทางด้านการทหารจากประเทศ ออสเตรเลียแล้ว ยังทรงพระวิริยอุตสาหะเพิ่มพูนความรู้ และพระประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านวิทยาการการบิน โดยทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลียโดยทุนกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง และการลาดตระเวน-ต้นหนชั้นสูง

ก่อนจะทรงรับการศึกษาหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป-หลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์โจมตี แบบเอ เอช-1 เอส คอบราของบริษัทเบบล์แล้ว และหลักสูตรด้านการบินอื่นๆอีกมากมาย จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงมีพระประสบการณ์และทรงเชี่ยวชาญการบินในระดับสูงมาก ด้วยทรงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบิน ทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ทำให้ทรงมีชั่วโมงการบินสูงมากจนถือเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ โดยเฉพาะเมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาปฏิบัติหน้าที่เป็นครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ-5 อี/เอฟ และเมื่อพร้อม พระองค์ได้ทรงเข้ารับการศึกษาเพิ่มเติมการบินเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินไทย จนได้รับการสดุดีให้เป็น “เจ้าฟ้านักบิน” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์...พระผู้บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

ในพิธีบรมราชาภิเษกระหว่างช่วงวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ.2562

ทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งพระราชพิธีเป็น 3 ช่วงคือ 1.พระราชพิธีเบื้องต้น การเตรียมน้ำอภิเษก การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกร 2.พระราชพิธีเบื้องกลาง ได้แก่ พิธีบรมราชาภิเษก และ 3.พระราชพิธีเบื้องปลาย คือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไปยังวัดอรุณราชวรารามในเดือน ต.ค.62

พิธีทำน้ำอภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องเตรียมทำ “น้ำอภิเษก” โดยทำพิธี “พลีกรรม” ตักน้ำจาก “แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์” ทั่วราชอาณาจักร 107 แห่งตามโบราณราชประเพณี และทำพิธีพร้อมกันในวันที่ 6 เม.ย.62 ตั้งพิธีทำ “น้ำอภิเษก” ณ พระอารามสำคัญประจำ 76 จังหวัด และเวียนเทียนสมโภช “น้ำอภิเษก” ก่อนเชิญ “น้ำศักดิ์สิทธิ์” จากจังหวัดมาตั้งไว้ในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามเพื่อเสก “น้ำอภิเษก” ประกาศชุมนุมเทวดาทำ “น้ำเทพมนตร์” เจริญพระพุทธมนต์รวมกับ “น้ำอภิเษก” ของ กทม. จากหอศาสตราคมในพระบรมมหาราชวัง

และแห่เชิญ “น้ำอภิเษก” ของทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้ง “น้ำเบญจสุทธคงคา” (แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี) จาก 4 สระ (สระแก้ว สระเกษ สระคา สระยมนา ในจังหวัดสุพรรณบุรี) จากวัดสุทัศนเทพวรารามไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อพราหมณ์ประกอบพิธี

การจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร

พิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ เฉลิมพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ตลอดจนจารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จะกระทำในวันที่ 23 เม.ย.62

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 5 ณ พระลานพระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเสด็จไปยังพระบรมมหาราชวังเพื่อทรงบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในวันที่ 2 พ.ค.62

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 3 พ.ค.62 พิธีแห่เชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำรัชกาลจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เพื่อทูลเกล้าฯถวายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงนมัสการพระรัตนตรัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ถวายบังคมพระบรมอัฐิ และพระอัฐิ ณ หอพระธาตุมณเฑียร เมื่อได้เวลามหามงคลฤกษ์ จุดเทียนชัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

บรมราชาภิเษก และ เฉลิมพระราชมณเฑียร

วันที่ 4 พ.ค.62 ทรงสรง “พระมุรธาภิเษก” ณ มณฑปพระกระยา-สนาน บริเวณชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานโดยน้ำสรง “พระมุรธาภิเษก” เป็นน้ำจากเบญจสุทธคงคา น้ำจากสระ 4 สระที่จังหวัดสุพรรณบุรี และทรงรับน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนตร์ตามลำดับ ทรงรับ “น้ำอภิเษก” ซึ่งเป็น น้ำจากทุกจังหวัดที่ประกอบพิธีแล้ว ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ จากนั้นทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงราชศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ

เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เสด็จฯไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก จากนั้นเสด็จฯไปถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ณ ปราสาทพระเทพบิดร และเสด็จฯไปถวายบังคมพระบรมอัฐิ พระอัฐิ สมเด็จพระบรมราชบุพการี ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระราชพิธี เฉลิมพระราชมณเฑียร

สำหรับวันที่ 5 พ.ค.62 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯไป ยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระ นามาภิไธย สถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ก่อนเสด็จออก ณ ท้องพระโรง พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้นำศาสนา และผู้แทนคณะพาณิช เฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล

เสด็จออก ณ สีหบัญชร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประชาชนถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นจึงเสด็จออกให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันที่ 6 พ.ค.62.

ขอจงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

ทีมเศรษฐกิจ

รายละเอียดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกร.10รัชกาลที่ 10ลำดับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทีมเศรษฐกิจพระราชประวัติร.10บรมราชาภิเษก