king10
ข่าว
100 year

ทวยราษฎร์ร่มเย็นสงบสุข : ด้วยพระบารมีแผ่ไพศาลในรัชกาลปัจจุบัน

หลังผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ ตามโบราณราชประเพณี ท่ามกลางความปลื้มปีติยินดีของเหล่าพสกนิกรไทยทั่วทั้งประเทศ

ความสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมแบบแผนของพิธีการ

สมัยก่อนเราเรียกว่า “พิธีราชาภิเษก” มาระยะหลังก็เติมว่า “บรม” เข้าไปให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น

บางครั้งอาจมีเหตุจำเป็นไม่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็ได้ เช่น รัชกาลที่ 8 ทรงรับราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่ระหว่างนั้นอยู่ในช่วงสงคราม และยังทรงพระเยาว์หรือยังศึกษาต่ออยู่ในต่างประเทศ จึงไม่มีโอกาสจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ส่วนรัชกาลที่ 1 มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถึง 2 คราว ทรงจัดครั้งแรกเมื่อทรงรับราชสมบัติได้ไม่กี่วัน ทำอย่างย่อ เพราะข้าวของเครื่องใช้ยังไม่พร้อมเรียบร้อย 3 ปีต่อมาเมื่อธรรมเนียมแบบแผนชัดเจนขึ้น ข้าวของเครื่องใช้ครบถ้วนก็โปรดฯให้มีพระบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกราชสมบัติเพียงครั้งเดียว

จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงรับราชสมบัติ มีพระชนมพรรษา 15 พรรษา ยังทรงพระเยาว์ อาจยังไม่พร้อมกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่โปรดฯให้จัดเพียงสังเขปหรืออย่างย่อไปก่อน เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะได้ทรงเสด็จออกผนวช และตอนนั้นก็มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใหญ่อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 2

รัชกาลที่ 6 เมื่อทรงรับราชสมบัติ ก็ได้โปรดฯจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก แต่ไม่นานก็โปรดฯให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีก ครั้งหลังนี้ได้เชิญผู้นำรัฐบาลจากต่างประเทศ กษัตริย์ หรือพระราชวงศ์ต่างประเทศที่ทรงรู้จักคุ้นเคยให้มาร่วมงานด้วย

รัชกาลที่ 7 ทรงจัดครั้งเดียวหลังจากทรงรับราชสมบัติได้ไม่นาน รัชกาลที่ 9 ทรงจัดให้มีครั้งเดียวหลังทรงรับราชสมบัติประมาณ 4 ปี เพราะเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์และยังรอถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8 จนกระทั่งทุกอย่างพร้อม จึงโปรดฯให้จัดพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

บัดนี้ถึงการจัดพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ห่างจากทรงรับราชสมบัติ 3-4 ปี คือรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตวันที่ 13 ต.ค.59 ต่อมาได้ทรงตอบรับคำอัญเชิญขึ้นครองราชย์วันที่ 1 ธ.ค.59

ต่อจากนั้นก็เสด็จสถิตอยู่ในที่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แม้ยังไม่ประกอบพิธีตามโบราณราชประเพณีก็ตาม

บัดนี้พระฤกษ์เหมาะแก่พระองค์ และเหมาะแก่พสกนิกร เป็นเรื่องสวัสดิมงคลของพระมหาราชอาณาจักร พร้อมทั้งเวลา ข้าวของเครื่องใช้ สถานที่ที่เตรียม ก็โปรดฯให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค.62

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนพระราชพิธี ช่วงพระราชพิธีและช่วงหลังพระราชพิธี

ช่วงก่อนพระราชพิธีก็เตรียมการต่างๆที่นำมาใช้ในพระราชพิธี เริ่มตั้งแต่การเตรียมน้ำ เพราะน้ำเป็นพระเอกของงาน นำมาใช้ในการอาบหรือเรียกว่าพระราชพิธีสรงพระมุรธาภิเษก และใช้ในการรดน้ำหรือเรียกว่าถวายน้ำอภิเษกหรือทรงรับน้ำอภิเษก ซึ่งต้องเตรียมนำน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักร

การเตรียมการจารึกพระสุพรรณบัฏคือแผ่นทองคำ ดวงพระบรมราชสมภพและแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล เกิดขึ้นในวันที่ 22-23 เม.ย. เพื่อนำไปใช้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในระหว่างพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ แกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล จารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมวงศ์ การจารึกเข้าทำพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือโบสถ์วัดพระแก้ว

เมื่อเข้าสู่ช่วงพระราชพิธีที่เป็นหัวใจของงานในวันที่ 4-5-6 พ.ค. ก็มีนำมาอีก 2 วัน คือ วันที่ 2 พ.ค. รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ที่ปฐมบรมราชานุสรณ์เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ที่ลานพระราชวังดุสิต

วันที่ 3 พ.ค.เรียกว่า เป็นวันสุกดิบ ตอนเช้ามีพิธีอัญเชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ พระราชลัญจกรประจำรัชกาล จากวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

มีการประกาศการพระราชพิธี คือป่าวร้องชุมนุมเทวดาเทพยดาอารักษ์สิ่งศักดิ์ทั้งหลาย ที่สถิตอยู่ในพระบรมมหาราชวังและที่ปกปักรักษาพระราชอาณาจักรให้รับทราบทั่วกันว่า ภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมงจะมีการสถาปนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่

แล้วก็ขอเชิญเทพยดา อารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตเป็นพยาน เราเรียกว่าพระราชพิธีประกาศพระบรมราชาภิเษก จากนั้นเป็นส่วนถวายราชสักการะพระบรมอัฐิ พระอัฐิ สมเด็จพระบรมราชบุพการี

รุ่งขึ้นก็เข้าสู่พระราชพิธีโดยแท้ ลำดับพิธีพระราชพิธีในวันที่ 4 พ.ค. ปีนี้เรายังเรียกว่าวันพระบรมราชาภิเษก แต่วันที่ 4 พ.ค.63 และปีต่อๆไปจะเรียกว่า “วันฉัตรมงคล” เพื่อย้อนรำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันนี้สำคัญที่สุด เพราะเป็นวันพระบรมราชาภิเษก หัวใจของวันนี้ตามธรรมเนียมพราหมณ์ ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ให้น้ำหนักในเรื่อง 1.อาบน้ำ 2.รดน้ำ 3.สวมมงกุฎ

พระเอกอยู่ที่การอาบน้ำ รดน้ำ การสวมมงกุฎเป็นส่วนหนึ่ง คำว่าอาบน้ำเป็นคำธรรมดาสามัญ เมื่อใช้กับพระมหากษัตริย์ในพิธียิ่งใหญ่แบบนี้เรียกว่า “สรงมุรธาภิเษก” หรือ “ทรงพระมุรธาภิเษก” ณ มณฑปพระกระยาสนาน บริเวณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

มุรธาแปลว่าศีรษะ มุรธาภิเษกแปลว่าอาบน้ำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เหมือนเราตักน้ำอาบ แต่พระเจ้าแผ่นดินใครจะไปตักน้ำรดพระองค์ไม่ได้ จะต้องทำเป็นพิธีการในการอาบน้ำ ตั้งแต่พระเศียรมาถึงพระวรกายถึงพระบาท

ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ จากนั้นทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ คือเครื่องใช้สำคัญของพระมหาษัตริย์ ทรงใช้มาตลอดทุกรัชกาล และพระแสงอัษฎาธร

หลังจากนั้นจะกราบบังคมทูลเป็นประถมว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” หมายความว่าจากนาทีนั้นทรงเปลี่ยนจาก “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยบริบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี

วันที่ 5 พ.ค.ก็มีพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยคือชื่อพระเจ้าแผ่นดิน และมีการสมโภชพระนามาภิไธยคือพระนามของเจ้านายองค์อื่นๆที่ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหรือเลื่อนพระอิสริยยศในครั้งนี้ และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตรา ทางสถลมารค

และวันที่ 6 พ.ค.เวลา 16.30 น. เป็นพิธีที่เรานัดหมายกับหมู่คนไทยทั่วโลก พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคมพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ตรงนั้นเรียกว่าเสด็จออกสีหบัญชร

โดยนายกรัฐมนตรีจะกราบถวายพระพร ชัยมงคลในนามประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธี มีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แต่งเครื่องแบบเต็มยศข้าราชการ ประชาชนรอเฝ้า เมื่อถวายรายงานถวายพระพรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีพระราชดำรัสจากสีหบัญชร ประชาชนก็ได้ชื่นชมพระบารมี

ขณะเดียวกันที่ชั้นล่างพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท จะส่งรับผู้นำศาสนาก่อน ซึ่งเป็นพิธีการภายใน เมื่อส่งผู้นำศาสนาที่ถวายพระพรแล้วจึงเสด็จขึ้นสู่สีหบัญชร และเสด็จลงจากสีหบัญชรไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เวลาประมาณ 17.30 น. เพื่อทรงรับทูตานุทูต กงสุล ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ ที่รอเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล

และหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ช่วงเดือน ต.ค.62 พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ใช้เรือถึง 52 ลำ ไปยังวัดอรุณราชวราราม เพื่อถวายผ้าพระกฐิน

เมื่อถามว่ารัฐบาลรู้สึกอย่างไรที่ได้มีส่วนร่วมในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่นี้ นายวิษณุ บอกว่า ในชีวิตของพสกนิกรได้รับชมพระราชพิธีต่างๆ ก็มีโอกาสอยู่บ้าง

แต่พระราชพิธีสำคัญของแผ่นดิน โดยเฉพาะพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคราวนี้ ความสวยสดงดงามวิจิตรพิสดารทั้งหลายประมวลอยู่ในงานทั้งหมดคือ พิธีบรมราชาภิเษก สถลมารค และพยุหยาตราทางชลมารค

ฉะนั้นนับว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

ถือเป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทย.

ทีมการเมือง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10รายละเอียดพระราชพิธีร.10เกร็ดความรู้พระราชพิธีร.10วิเคราะห์การเมืองทีมการเมืองบรมราชาภิเษก