king10
Thairath Logo
กีฬา

สืบสาน รักษา ต่อยอด ครองแผ่นดินโดยธรรม

พระปฐมบรมราชโองการร.10 สถาปนา ‘สมเด็จพระนางเจ้าฯ’

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ บรมราชาภิเษกโดยสมบูรณ์ครบถ้วนตามโบราณราชประเพณีทุกประการ โดยทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมพระราชดำรัสในการออกมหาสมาคม โปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำแต่ละสถาบันถวายพระพรชัยมงคล โดยทรงขอให้ทุกคนร่วมกันปฏิบัติงานตามฐานะและหน้าที่ของตน โดยยึดเอาประโยชน์คือความเจริญ มั่นคงของประเทศชาติและความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด ในโอกาสนี้ ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสี ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วย

วันสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติ ที่สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย โดยสมบูรณ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4 พฤษภาคม 2562

ร.10 เสด็จฯ พิธีสรงพระมุรธาภิเษก

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.20 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จฯเข้าพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ไปยังพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 1-9 จากนั้นเสด็จฯขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ เสร็จแล้วประทับพระราชอาสน์ ทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวาย

ทรงภูษาเศวตพัสตร์สะพักขาวขลิบทอง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเข้าหอพระสุราลัยพิมาน ทรงพระภูษาเศวตพัสตร์ ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง สำหรับเตรียมการถวายน้ำสรงโดยสหัสธารา พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ จากหอพระสุราลัยพิมาน ไปยังมณฑปพระกระยาสนาน ที่มีการเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ บุษบกทิศตะวันออก พระพิฆเนศ ประดิษฐาน ณ บุษบกทิศตะวันตก

เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน

จากนั้นเสด็จฯไปยังโต๊ะเครื่องสังเวยกลางหาว ทรงจุดธูปเงิน เทียนทอง สังเวยเทวดากลางหาวแล้วเสด็จฯขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน ที่ตั้งไว้ตรงชาลารอยต่อพระที่นั่งไพศาลทักษิณ กับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีลักษณะเป็นมณฑปหุ้มผ้าขาวแต่งด้วยเครื่องทองคำ เพดานดาดผ้าขาว แล้วประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา ทรงเหยียบใบอ้อที่รองอยู่ใต้พื้นมณฑปพระกระยาสนาน ซึ่งตามตำรากล่าวว่า อักษร “อ” เป็นกาลกิณี คือสิ่งชั่วร้ายสำหรับผู้เกิดวันจันทร์

ฤกษ์ชัยมงคลหลั่งน้ำศักดิ์สิทธิ์

ครั้นเมื่อถึงเวลาพระฤกษ์ 10.26 น. พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวังถวายบังคม 3 ครั้ง ขึ้นมณฑปพระกระยาสนานเปิดพระครอบพระมุรธาภิเษก รัชกาลที่ 1 ถวาย ทรงวักน้ำสรงพระ นลาฏ จากนั้น พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์กราบบังคมทูลขอ พระราชทานพระราชานุญาตไขสหัสธารา อันเจือด้วยน้ำเบญจสุทธคงคา และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระ 4 สระ โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืน มหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค กระบอกละ 10 นัด รวม 40 นัด ที่สนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยสมาคม ใช้เวลา 6 นาที 30 วินาที ส่วนที่สนามหลวงด้านทิศเหนือ ร้อย ป. ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ 101 นัด ใช้เวลา 16 นาที 40 วินาที

ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์

สำหรับการสรงพระมุรธาภิเษก เป็นไปตามคติความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ ก่อนเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก เป็น “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว” ต้องมีการสรงพระมุรธาภิเษก ผ่านการไขสหัสธารา หรือการอาบน้ำพันสายที่ไหลออกมาจากทุ้ง หรือฝักบัว ทำจากทองแดง เจาะรูหนึ่งพันรู ติดตั้งไว้ภายในมณฑปพระกระยาสนาน เหนือพระเศียร เป็นการเปลี่ยนพระราชสถานะสู่ความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลผ่านพระเศียร พระวรกาย พระราชหฤทัย และพระบาท เชื่อว่าเผื่อแผ่ไปถึงประชาชนและแผ่นดิน แสดงถึงพระราชภาระที่จะดูแลประชาชนให้เป็นสุขตลอดไป

พระสังฆราชถวายน้ำพระพุทธมนต์

จากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน ทางทิศตะวันตก ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบพระกริ่ง รัชกาลที่ 4 ที่พระปฤษฎางค์ เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน แล้วจึงเสด็จขึ้นอีกครั้งทางทิศตะวันออก ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบยันต์เดิม รัชกาลที่ 4 ที่พระหัตถ์ แล้วเสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน

ราชครูพราหมณ์ถวายน้ำเทพมนตร์

จากนั้น พล.ร.อ.ม.จ.ปุสาณ สวัสดิวัตน์ ทูลเกล้าฯ ถวายน้ำอภิเษกที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 5 พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระเต้านวเคราะห์ รัชกาลที่ 4 ต่อด้วย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ทูลเกล้าฯถวายน้ำเทพมนตร์ ที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 1 ทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรใหญ่ พระมหาสังข์เพชรน้อย ถวายน้ำเทพมนตร์ ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ ที่พระหัตถ์ ทรงรับใบมะตูมทรงทัด แล้วถวายน้ำเทพมนตร์ด้ายพระมหาสังข์ทอง พระมหาสังข์นาก พระมหาสังข์เงิน พระมหาสังข์งา พระมหาสังข์สัมฤทธิ์ พระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) ถวายแหวนใบกระถินทรงสวมที่พระอนามิกา (นิ้วนาง) ขวา ม.จ.ฑิฆัมพร ยุคล ถวายพระเต้าน้ำอภิเษกต่างๆ รวม 22 พระเต้า ทรงรับพระเต้ารดพระองค์ที่พระอังสาซ้าย-ขวา พระชงฆ์และพระบาท

ประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพร

พล.อ.อ.สถิตพงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า และเมื่อสรงพระมุรธาภิเษกเสร็จแล้ว เจ้าพนักงานถวายฉลองพระองค์คลุม เสด็จฯลงจากมณฑปพระกระยาสนาน เสด็จขึ้นหอพระสุราลัยพิมาน ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงฉลองพระองค์ครุย สายสะพายนพรัตน์ราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมาน เข้าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร แปรพระพัตร์ทิศบูรพา (ตะวันออก) เป็นปฐม ทรงรับน้ำอภิเษก ที่นำมาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 117 แหล่งทั่วประเทศ 76 จังหวัด แสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ และผ่านพิธีปลุกเสกมาแล้ว ขณะนั้นผู้ที่จะทูลเกล้าฯ ถวายน้ำอภิเษก ยืนประจำที่รอบพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์

ทรงรับน้ำอภิเษกทั้ง 8 ทิศ

สมุหพระราชพิธีทูลเกล้าฯถวายพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 1 ทรงถือด้วยพระหัตถ์ซ้ายเพื่อรับน้ำอภิเษก โดยการรับน้ำอภิเษกทั้ง 8 ทิศนั้น สื่อความหมายถึงการที่ราษฎรในทิศทั้ง 8 ถวายแผ่นดินให้ทรงครอบครองทีละทิศ เริ่มจากทิศบูรพา (ตะวันออก) พล.ร.อ.ม.จ.ปุสาณ สวัสดิวัตน์ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และทูลเกล้าฯถวายน้ำอภิเษกด้วยถ้วยศิลาจารึกพุทธคาถาเป็นทิศแรกแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ทูลเกล้าฯถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระครอบเฟือง (สัมฤทธิ์) เสร็จแล้ว ทูลเกล้าฯถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ประจำทิศที่พระหัตถ์ทุกทิศ ตามลำดับ หลังผู้ถวายน้ำอภิเษก ได้แก่ ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ม.จ.มงคลเฉลิม ยุคล ทิศทักษิณ (ใต้) พล.ท.ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทิศประจิม (ตะวันตก) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทิศอุดร (เหนือ) นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา และทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) นายจรัส สุวรรณเวลา ราชบัณฑิต

ราชครูถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแปรที่ประทับทิศบูรพา (ตะวันออก) อีกครั้ง เพื่อทรงรับน้ำอภิเษกและน้ำเทพมนตร์แทนทิศกลาง มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ทูลเกล้าฯถวายน้ำอภิเษกด้วยถ้วยศิลาจารึกอักษรพุทธคาถา ต่อมา พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ เข้าเฝ้าฯกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล แล้วน้อมเกล้าฯถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นเสด็จฯไปประทับยังพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา

ถวายสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย

ลำดับต่อมา พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กล่าวเวทสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกรลาส จบแล้ว กราบ บังคมทูลเกล้าฯถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ และเครื่องขัตติยราชูปโภค ตาม ลำดับ จากนั้นทูลเกล้าฯถวายพระสุพรรณบัฏพระ ปรมาภิไธย ขณะนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาว พนักงานประโคมฆ้องชัย แตร มโหระทึกและดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค กระบอกละ 10 นัด ที่สนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยสมาคม ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 101 นัด พระสงฆ์ในพระอารามทั่วราชอาณาจักร ย่ำระฆัง ถวายชัยมงคล 7 ลา

ร.10 ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ

ต่อด้วย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ทูลเกล้าฯถวายพระสังวาลพราหมณ์ธุรำ พระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ พระสังวาลพระนพ เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงรับแล้ว ทรงสวมพราหมณ์ เป่าสังข์ ภูษามาลา แกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย แตร มโหระทึก และดุริยางค์ จากนั้น ทูลเกล้าฯพระแสงขรรค์ชัยศรี พระแส้จามรี พระแส้ขนหางช้างเผือก ธารพระกรชัยพฤกษ์ พัดวาลวิชนี พระธำมรงค์รัตนวราวุธ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา ฉลองพระบาทเชิงงอน พระสุพรรณศรีบัวแฉก พระมณฑปทองคำลงยา พร้อมพานรองมีพระจอก พระ แสงดาบฝักทองเกลี้ยง ธารพระกรเทวรูป พระแสงจักร พระแสงตรีศูล พระแสงหอกเพชรรัตน พระแสงดาบเชลย พระแสงธนู พระแสงดาบเขน พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง พระแสงของ้าวแสนพลพ่าย จากนั้นประธานพระครูพราหมณ์ทูลเกล้าฯถวายอนุษฏุภศิวมนตร์ พราหมณ์เป่าสังข์ ถวายพระพร ชัยมงคล ตามลำดับ

พระราชทานปฐมบรมราชโองการ

เวลา 12.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ใจความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” จากนั้นพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ รับพระปฐมบรมราชโองการว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการสุรสิงหนาท ประถมธรรมิกราชวาจาด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ แล้วกราบถวายบังคม 3 ครั้ง พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจริยา

ทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศ พระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระราชินี ดังใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณมหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามราชประเพณีสืบมาแต่โบราณ เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสี ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีและในครั้งนี้ก็มีพระราชหฤทัยประสงค์ที่จะให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณีนั้น จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสุทิดา ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ให้มีพระเกียรติยศสมบูรณ์ตามราชประเพณีดังกล่าวนั้น จงทุกประการแล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จสู่หน้าพระที่นั่งภัทรบิฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ พระราชทานใบมะตูม ทรงเจิม และพระราชทานพระสุพรรณบัฏ เครื่องราช อิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตน์ราชวราภรณ์ และเครื่องราชอิสริยยศราชูปโภค แก่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสร็จแล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จฯไปประทับพระราชอาสน์เบื้องซ้าย พระที่นั่งภัทรบิฐ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครบสมบูรณ์

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปลื้องพระมหาพิชัยมงกุฎและพระธำมรงค์ พระราชทานผู้เชิญรับเชิญไว้ ทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงิน พระราชทานพราหมณ์แล้ว เสด็จลงจากพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงโปรยดอกพิกุลทอง พิกุลเงินพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์และผู้เข้าเฝ้าฯ จากนั้นในเวลา 12.52 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จ พระราชดำเนิน ออกจากพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับพระราชอาสน์ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ประกอบพิธีดับเทียนชัย พระสงฆ์สวดคาถาดับเทียนชัย ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแต่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะ 80 รูป ที่มาเจริญชัยมงคลคาถา คณะสงฆ์ถวาย ทรงหลั่งทักษิโณทก เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ แล้วเสด็จฯไปประทับพักพระราชอิริยาบถที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เทียบท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 11.02 น.กองทัพเรือทำพิธีเคลื่อนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ จากอู่เรือหมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี ไปยังฉนวนเรือท่าราชวรดิฐ เป็นการถวายเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยกำลังพลประจำเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ทั้งหมด 64 นาย แต่งชุดไทยโบราณ ส่วนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ตกแต่งประดับประดาจนงดงาม หัวเรือทรงพู่ห้อยทำจากผลึกแก้วคริสตัล ตัวพู่ทำจากขนจามรี คอเรือคล้องพวงมาลัยและอุบะที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างวิจิตร ขณะที่ลำเรือมีการติดฉัตร สำหรับประกอบพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ 7 องค์ กลางลำเรือติดตั้งบุษบก ท้ายเรือติดตั้งธงสามชายหนึ่งผืน ขณะที่ตัวลำเรือลงรักปิดทองเป็นสีทองฉาบสะท้อนแสงอาทิตย์แวววับ มี น.อ.เกษม เอี่ยมสุพรรณ เป็นนายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เคลื่อนออกสู่กลางลำน้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าท่าราชวรดิษฐ ใช้เวลากว่า 20 นาที ท่ามกลางประชาชนเฝ้าชื่นชมความสง่างามเหนือลำน้ำ สะกดทุกสายตาตลอดสองฝากฝั่งเจ้าพระยา

“ธงมหาราช” เหนือพระบรมมหาราชวัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. เหตุการณ์สำคัญที่จะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อสำนักพระราชวังได้ทำการเชิญ “ธงมหาราช” พระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์ ขึ้นบนยอดเสาเหนือพระบรมมหาราชวัง ในการเฉลิมพระราชมณเฑียร ตามโบราณราชประเพณี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งพระมหากษัตริย์จะต้องประทับแรม ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน สำหรับผืนธงรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส พื้นสีเหลือง มีรูปครุฑพ่าห์สีแดงอยู่ตรงกลาง เป็นธงที่พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บัญญัติแบบอย่างขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร์ศก 129 เมื่อปี 2453 และใช้มาจนถึงพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 เรียกกันว่า ธงมหาราชใหญ่ ใช้แสดงพระอิสริยยศของพระมหากษัตริย์

เสด็จฯออกมหาสมาคมแรก

ต่อมาเวลาประมาณ 14.57 น.พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทางพระทวารเทวราชมเหศวร ลงทางอัฒจันทร์ ด้านพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงยืนเฝ้าฯ ด้านตะวันตก หน้าแถว พระบรมวงศานุวงศ์ ใกล้มุมเสาด้านซ้ายพระแท่นพระนพปฏลมหาเศวตฉัตร พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎบนพระที่นั่ง พร้อมแล้วเจ้าพนักงานรัวกรับและเปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่ง แตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะนั้น ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด

สมเด็จพระเทพฯ นำถวายพระพร

จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี เสด็จออกยังหน้าพระวิสูตร กราบ บังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพร ชัยมงคล แทนคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และราษฎรทุกหมู่เหล่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล แทนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวาย พระพรชัยมงคล แทนข้าราชการตุลาการ ตามลำดับ

ทรงขอทุกคนทำงานตามฐานะและหน้าที่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราช ดำรัสตอบใจความว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พรั่งพร้อมด้วยทุกท่านจากทุกสถาบันสำคัญของชาติและได้รับคำอวยพรอันเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ขอขอบพระทัยและขอบใจในคำอำนวยพรและน้ำใจไมตรีของทุกท่านเป็นอย่างมาก ในโอกาสนี้ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกท่านทุกฝ่ายในมหาสมาคมนี้ และประชาชนชาวไทยทุกคนได้ตั้งความปรารถนาร่วมกันกับข้าพเจ้าในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติงานตามฐานะและหน้าที่ของตนโดยยึดเอาประโยชน์คือความเจริญ มั่นคงของประเทศชาติและความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด ขอคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาทุกท่านให้ประสบความสุขความเจริญ พร้อมด้วยพรอันเป็นมงคลทุกประการ

ถวายเครื่องราชสักการะเป็นพุทธบูชา

กระทั่งเวลาประมาณ 16.40 น.พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงฉลองพระองค์ครุย สายสะพายนพรัตน์ราชวรภรณ์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า ทรงพระมาลาเส้าสูง เสด็จออกเกยหน้าพระทวารเทเวศรรักษา ประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จฯ โดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ไปเทียบเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีพสกนิกรรอเฝ้ารับเสด็จด้วยความจงรักภักดีและแซ่ซ้องถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” ดังต่อเนื่องไปตลอดเส้นทางเสด็จ และเมื่อเสด็จฯขึ้นชานพระอุโบสถ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการกองพระราชพิธี กราบบังคมทูล รายงานเครื่องราชสักการะที่ทรงพระราชอุทิศ พระราชทานให้ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาปูชนียสถานสำคัญตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ 10 แห่ง ประกอบด้วย 1.พระพุทธบาท วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี 2.พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก 3.พระมหาธาตุ วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย 4.พระธาตุหริภุญชัย วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน 5.พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม 6.พระบรมธาตุ วัดพระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช 7.พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม 8.พระธาตุ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ 9.พระธาตุเชิงชุม วัดพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร 10.พระบรมธาตุ วัดพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

ทรงประกาศเป็นพุทธศาสนูปถัมภก

เสร็จแล้วเสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะและถวายต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน บูชา พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกย์ พระพุทธเลิศหล้านภาไลย แล้วทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีล พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศีลแล้วมีพระราชดำรัสประกาศพระองค์ เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ในที่ชุมนุมสงฆ์และพระบรมวงศานุวงศ์กับข้าราชการ ขณะนั้นพระสงฆ์ 80 รูป มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธาน พร้อมกันเปล่งสังฆวาจา “สาธุ” 3 ครั้ง แล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายอดิเรก

สักการะพระบรมอัฐิราชบุพการี

ลำดับต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพระอุโบสถไปยังปราสาทพระเทพบิดร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะและทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช แล้วเสด็จฯ ออกจากปราสาทพระเทพบิดร เสด็จฯไปยังประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จฯโดยขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ไปยังเกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท เสด็จฯ เข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบรมอัฐิ พระอัฐิ และเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ รวม 22 พระโกศ ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์สวดมาติกา จบแล้วเสด็จฯไปทรงทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ 11 รูป ซึ่งการทอดผ้าไตร จะทรงทำเป็น 2 เที่ยว แล้วประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระราชดำเนินยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

ช่วงค่ำ มีพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเข้าริ้วขบวนเชิญเครื่องพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ซึ่งตั้งในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เวียนประทักษิณโดยรอบพระราชมณเฑียร เวลาประมาณ 20.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เฉลิมพระราชมณเฑียร ทรงพระสังวาลนพรัตน์ราชวราภรณ์ และพระสังวาลพระนพ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เข้าริ้วขบวนเชิญเครื่องพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ทรงโปรยเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน รัชกาลที่ 10 ชนิดราคา 2 บาท พระราชทานตลอดเส้นทาง จากนั้นเสด็จฯลงจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ไปยังชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เลี้ยวซ้ายออกทางพระทวารพระมหามณเฑียรกำแพงแก้วด้านตะวันออก เลี้ยวขวาไปตามถนนทรงบาตร เลี้ยวขวาผ่านถนนหลังพระมหามณเฑียร เลี้ยวขวาผ่านพระมหามณเฑียรหมู่กลาง เข้าทางพระทวารพระมหามณเฑียรตะวันตก

มหาดเล็กลาดพระแท่นที่บรรทม

ขบวนนำเสด็จฯไปตามถนนระหว่างพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และกำแพงแก้วพระมหามณเฑียรด้านใน ผ่านเก๋งนารายณ์ เข้าพระทวารท้องพระโรงหน้าด้านตะวันตก เสด็จเข้าท้องพระโรงหน้าขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เจ้าพนักงานเชิญพระแสง ดาบคาบค่าย ตามเสด็จฯข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเชิญเครื่องราชูปโภค และเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร ทอดบนโต๊ะข้างที่ประทับ และพระแท่นลด โปรยดอกพิกุลทอง เงิน มหาดเล็กห้องบรรทมลาดพระที่ ณ พระแท่นราชบรรจถรณ์ เสร็จแล้ว พ.ท.สมชาย กาญจนมณี กราบบังคมทูลเสด็จฯ ประทับบนพระแท่นลด

ประทับแรมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระแส้ขนหางช้างเผือก จั่นหมากทองคำ กุญแจทอง แล้วเสด็จขึ้นพระแท่นราชบรรจถรณ์ ทรงเอนพระองค์ลงบรรทมโดยเบื้องขวาลงสู่พระที่ ชาวพนักงานประโคม ฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว เสด็จลงประทับบนพระแท่นลด จึงเป็นการเสร็จสิ้นพิธี โดยในคืนนี้พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับแรม ในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

เสด็จฯเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราฯ

สำหรับในวันที่ 5 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป มีการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระ บรมวงศ์ จากนั้นในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 16.25 น. เป็นต้นไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคตามโบราณราชประเพณี ไปทรงประกอบพิธีทางศาสนา ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม ตามลำดับ

เสด็จออกสีหบัญชรให้คณะบุคคลเฝ้าฯ

ส่วนในวันจันทร์ที่ 6 พ.ค. พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่หลังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท จากนั้นเวลาประมาณ 16.30 น. พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นท้องพระโรงพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลเบิก นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลาม และผู้แทนคณะพาณิชย์ 4 คณะ เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง วัฒนธรรม กราบบังคมทูลเบิกผู้แทนคณะบุคคลทางศาสนา 4 คณะ เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จ ออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พนักงานประโคมมโหระทึก แตร ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ และทหาร อากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัด เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ แล้วกราบบังคมทูล พระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแทนราษฎรทุกหมู่เหล่าจบ ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

นายกฯ นำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบจบชาวพนักงานประโคมมโหระทึกแตร ทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ถวายความเคารพ วงดุริยางค์ บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกล่าวถวายพระพร “ทรง พระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ” พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินี เสด็จลงจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

คณะทูต–กงสุลถวายพระพรชัยมงคล

คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย เฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ จะได้เชิญคณะทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศ นำไปชุมนุมเฝ้าฯ ตามตำแหน่ง เวลาประมาณ 17.30 น. พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางฉั่ว ซิ่ว ซาน คณบดีคณะทูตกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในนามของผู้เฝ้าฯ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบแล้ว เสด็จขึ้น ภายหลังเสด็จฯกลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเลี้ยงรับรอง ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

รายละเอียดพระราชพิธีร.10รายละเอียดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกร.10รัชกาลที่ 10ลำดับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวายพระพรพระบรมวงศานุวงศ์ข่าวหน้า1บรมราชาภิเษก