king10
Thairath Logo
กีฬา

3 เครื่องหมายแทนองค์มหากษัตริย์

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของมหากษัตริย์ไทยนั้น จะมีเครื่องประกอบพระราชพิธีที่สำคัญอยู่หลายประการ นอก เหนือไปจาก “นํ้าศักดิ์สิทธิ์” หรือนํ้าอภิเษก ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เครื่องประกอบพิธีที่แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการ ขึ้นเสวยราชสมบัติ ที่สำคัญยิ่งอีก 3 ประการ ได้แก่ 1. “เครื่องราชกกุธภัณฑ์” 2.“พระมหาเศวตฉัตร” และ 3. พระที่นั่งทรงประทับ ที่ เราจะได้เห็นในพระบรมฉายาลักษณ์ต่างๆ ที่ได้รับการบันทึกไว้ นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา

ทั้ง 3 ประการมีที่มาที่ไป และมีคำ อธิบายโดยสังเขปดังนี้

เครื่องราชกกุธภัณฑ์

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เป็นเครื่องหมายของพระราชาธิบดีและเป็นสิ่งสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี

มี 5 อย่างคือ 1.พระมหาพิชัยมงกุฎ 2.พระแสงขรรค์ชัยศรี 3.ธารพระกร 4.วาลวิชนี และพระแส้จามรี และ 5.ฉลองพระบาทเชิงงอน รวมเรียกว่า “เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์”

แต่ในจดหมายเหตุบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 2 เครื่องราชกกุธภัณฑ์มีถึง 7 อย่างคือ 1.ฉัตร 2.ธารพระกร 3.พระแสงขรรค์ 4.พระแสงดาบ 5.วาลวิชนี 6.พระมหาพิชัยมงกุฎ และ 7.ฉลองพระบาท เพิ่มเข้ามา 2 อย่างคือ 1.ฉัตร และ 2.พระแสงดาบ

ต้นธารเครื่องราชกกุธภัณฑ์มาจากอินเดีย ดังปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ตอนที่พระรามเสด็จไปอยู่ป่า พระพรตเสด็จตามไปอ้อนวอนให้กลับมาครองบ้านเมือง แต่พระรามไม่ยอมกลับ ดังนั้น พระพรตจึงขอฉลองพระบาทที่ทำด้วยฟางหญ้ากลับมากรุงอโยธยา แล้วนำไปประดิษฐานไว้บนราชบัลลังก์แทนพระราม เค้าเรื่องนี้เป็นร่องรอยความเป็นมาของฉลองพระบาทเชิงงอนใน ทางพระพุทธศาสนา อยู่ในความเชื่อฝ่ายเถรวาทสายลังกา ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหาวงศ์ ระบุไว้ว่ามี 1.วาลวิชนี 2.พระมหาพิชัยมงกุฎ 3.พระแสงขรรค์ 4.เศวตฉัตร และ 5. ฉลองพระบาท รวม 5 อย่างน่าสังเกตว่าไม่มีธารพระกร

เครื่องราชกกุธภัณฑ์เข้ามาในสยามอย่างไร?

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า สยามรับผ่านขอมโบราณ ดังพระนิพนธ์ใน พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงกล่าวไว้ในเรื่องพระบรมราชาภิเษกว่า พระราชประเพณีและพิธีเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์แพร่เข้าสู่ดินแดนสยามผ่านทางเมืองมอญและเขมรโบราณ

คำว่า “มอญ” หมายถึงอาณาจักรอัน ยิ่งใหญ่ของมอญ ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า ส่วนเขมรโบราณหรือ “ขอม” มีอาณาจักรยุคแรกเริ่มเรียกว่า “ฟูนัน” อยู่ บริเวณตอนใต้ของเวียดนามในปัจจุบัน และต่อมามีศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรที่พระนคร ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

ร่องรอยที่ปรากฏในประเทศไทย อาทิ ในศิลาจารึกวัดศรีชุม หลักที่ 2 จารขึ้นในสมัยสุโขทัย มีข้อความระบุว่า พ่อขุนผาเมืองได้รับการอภิเษกจากกษัตริย์ขอม ทรงรับลูกกษัตริย์ขอมเป็นพระชายา และรับ เครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นพระแสงขรรค์ชัยศรี

ร่องรอยข้างต้น แสดงให้เห็นว่า เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เข้ามา ในสยามตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ก่อนพัฒนามาเป็น 5 อย่างในปัจจุบัน แต่ละอย่างมีความสำคัญ และมี “นัย” แตกต่างกันไป

1.วาลวิชนีและพระแส้จามรี พัดวาลวิชนีทำด้วยใบตาล ปิดทองทั้ง 2 ด้าน ด้าม และเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามแก้ว ทั้ง 2 สิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น

วาลวิชนีและพระแส้จามรี เป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็นเป็นสุข ขจัดปัดเป่าผองภัยให้สิ้นไป

2.พระมหาพิชัยมงกุฎ สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้เพชรเม็ดใหญ่จากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดียมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ โปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า “พระมหาวิเชียรมณี” พระมหาพิชัยมงกุฎ น้ำหนักรวม 7.3 กิโลกรัม

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นยอด หมายถึงประมุขของแผ่นดิน

3.พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นพระแสงราชศัสตราประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ ตัวพระขรรค์เป็นของเก่า เล่ากันสืบมาว่าจมอยู่ในทะเลสาบเขมร ชาวประมงทอดแหได้ ต่อมาเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ให้ ข้าราชการนำมาทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจ หรืออาญาสิทธิ์อันล้นพ้นในการปกครองแผ่นดิน

4.ฉลองพระบาทเชิงงอน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ

ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นสัญลักษณ์แห่งการทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพในทุกหนทุกแห่งที่ประทับพระบาทย่างไป

5.ธารพระกร ของเดิมทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ปิดทอง หัวและส้นเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ที่สุดส้นเป็นส้อม ธารพระกรของเดิมนั้นเรียกว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่าธารพระกรเทวรูป แต่มีลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร ถึงกระนั้นก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กลับเอาธารพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้อีก ยกเลิกธารพระกรเทวรูป

ธารพระกร เป็นสัญลักษณ์แห่งการทรงมีพระชนมายุยั่งยืน และทรงไว้ซึ่งพระปัญญาอันยิ่ง

พระมหาเศวตฉัตร

สำหรับ พระมหาเศวตฉัตร หรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เป็นฉัตร 9 ชั้น หุ้มผ้าขาวมีระบาย 3 ชั้น ขลิบทองแผ่ลวด มียอด พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาวแทนตาด ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ และในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เพื่อทรงรับเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ จึง ไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นอีก

แต่เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตร หรือเศวตฉัตรเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วย เพราะฉัตรเป็นของใหญ่โต มีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ

ฉัตรเป็นสัญลักษณ์ว่า พระมหากษัตริย์ทรงให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่แผ่นดินและอาณาประชาราษฎร์

การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากลัทธิพราหมณ์ ตามคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ นั่นเอง

พระที่นั่งพุดตานฯ

พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ แม้จะมิใช่สิ่งหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ แต่ทุกครั้งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะเป็นที่สนใจใคร่รู้ของพสกนิกรอยู่เสมอ เพราะเปรียบประดุจพระราชอาสน์ หรือพระราชบัลลังก์ ที่องค์มหากษัตริย์เสด็จขึ้นประทับ

พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ พระที่นั่งราชยานพุดตานทอง เป็นพระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์ประทับห้อยพระบาท ทำด้วยไม้สักแกะสลักลายหุ้มทองทั้งองค์ เหนือพระแท่นเป็นที่ประทับ มีพนักสามด้าน และมีกระดานพิงอยู่เบื้องหลัง ด้านนอกพนักมีใบปรือประกอบอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา และประดับกระจังใบเทศเล็กๆ เรียงเฉพาะด้านนอกใบปรือ จากนั้นจึงเป็นบัวคุ่ม ชั้นต่ำลงเป็นท้องไม้เว้าเข้าด้านใน ประดับด้วยเทพนมและครุฑแบก 2 ชั้น แกะสลักปิดทองโดยรอบ ถัดลงมาเป็นชั้นหน้ากระดาน ชั้นแรกแกะเป็นลายลูกฟักก้ามปู บนหน้ากระดานเป็นลายกระจังเจิมเรียงไปตลอด ท้องไม้ชั้นสองมีลวดลายเหมือนท้องไม้ชั้นแรก ต่อด้วยชั้นหน้ากระดานชั้นสองที่มีลวดลายประดับเหมือนหน้ากระดานชั้นแรก จากนั้นเป็นชั้นสิงห์ ที่ประกอบด้วยลวดลายบัวหลังสิงห์และปากสิงห์ ต่อหน้าพระแท่นมีอัฒจันทร์

เมื่อเชิญเป็นที่ประทับในพระราชพิธี เจ้าพนักงานจะลาดผ้าทิพย์ประดับ ทอดพระยี่ภู่ และพระเขนยอิง เมื่อทอดพระที่นั่งองค์ดังกล่าวเหนือพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จึ่งเรียกรวมว่า พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ เป็นที่ประทับเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จออกในการพระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีฉัตรมงคล และพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และในรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีตั่งซ้ายขวาสำหรับวางเครื่องราชูปโภคประกอบด้วยเสมอ อนึ่ง บางคราวก็ทอดพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ไว้เหนือพระแท่นลา โดยมีตั่งซ้ายขวาได้ด้วยเช่นกัน

พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นพระราชยานได้ จึงมีห่วงและคานสำหรับหาม และเรียกชื่อพระราชยานตามลักษณะการใช้งานว่า “พระราชยานพุดตานทอง” เป็นพระราชยานสำหรับประทับเสด็จฯโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเกร็ดความรู้พระราชพิธีร.10พระมหาเศวตฉัตรเครื่องราชกกุธภัณฑ์พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บรมราชาภิเษก