king10
Thairath Logo
กีฬา

ย้อนยลบรมราชาภิเษกจักรีวงศ์

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีนั้น ได้ยึดประเพณีปฏิบัติตามสมัยกรุงศรีอยุธยาทุกประการ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หลังทรงกระทำพิธีปราบดาภิเษก เมื่อ พ.ศ.2325 ซึ่งเป็นพิธีโดยสังเขปแล้ว ก็มีพระราชดำริให้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอีกครั้ง

ทรงโปรดเกล้าฯให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตและสังฆราชา นำโดย เจ้าพระยาเพชรพิชัย ข้าราชการเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นประธานศึกษาข้อมูลจากเอกสารโบราณสมัยกรุงเก่า จนได้แบบแผนที่สอดคล้องกันโดยสมบูรณ์ จึงได้ประกอบพระราชพิธีขึ้นในปี พ.ศ.2328 และได้กลายเป็นต้นแบบแห่งราชประเพณีที่นำมาปฏิบัติต่อกันในทุกๆรัชกาล แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระราชพิธีอันเป็นต้นแบบเมื่อ พ.ศ.2328 แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ หนึ่ง-การเตรียมพิธี สอง-พิธีเบื้องต้น สาม-พิธีเบื้องกลาง หรือ พิธีบรมราชาภิเษก สี่-พิธีเบื้องปลาย และห้า-การเสด็จเลียบพระนคร ดังรายละเอียดต่อไปนี้

หนึ่ง-การเตรียมพิธี คือการเตรียมสิ่งสำคัญไว้ก่อนประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้แก่ การเตรียมน้ำอภิเษก หรือน้ำสรงมุรธาภิเษก เตรียมจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล

สอง-พิธีเบื้องต้น คือเจริญพระพุทธมนต์ ตั้งน้ำวงด้ายสายสิญจน์รอบพระแท่นมณฑลพิธีที่ตั้งสิ่งของต่างๆที่จะใช้ในพระราชพิธี พิธีจุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก่อนเจริญพระพุทธมนต์ในวันแรกนั้น มีประกาศเทวดา หรือประกาศพระราชพิธีเป็นการเริ่มงาน

สาม-พิธีบรมราชาภิเษก เวลาเช้า สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวสรงพระมุรธาภิเษกสนาน ทรงเครื่องต้นเสด็จออกสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระราชอาสน์แปดเหลี่ยม ภายใต้พระมหา เศวตฉัตรเจ็ดชั้น ราชบัณฑิตและพราหมณ์นั่งประจำทิศทั้งแปด กล่าวคำอัญเชิญให้ทรงปกปักรักษาทิศ ถวายน้ำอภิเษกถวายพระพรชัย เมื่อเวียนไปจนครบแปดทิศแล้ว กลับมาประทับทิศตะวันออก หัวหน้าราชบัณฑิตซึ่งนั่งประจำทิศตะวันออก กราบบังคมทูลรวบยอดอีกครั้ง

สี่-พิธีเบื้องปลาย ตอนกลางวันทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ เสด็จพระราชดำเนินออกท้อง พระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน ทรงรับคำถวายชัยมงคลจากมหาสมาคมแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ราชบริพาร มีพระราช ดำรัสขอบใจ และพระราชทานพระราชานุญาตให้ผู้ทำราชการคงดำรงตำแหน่งสืบไป เสด็จขึ้นพระ ที่นั่งไพศาลทักษิณ ฝ่ายในเฝ้าฯถวายพระพร เวลาเย็นเสด็จฯไปทรงแสดงพระองค์เป็นพระอัคร ศาสนูปถัมภกต่อหน้าคณะสงฆ์ ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยกระบวนราชอิสริยยศ แล้วเสด็จขึ้นทรงสักการะสมเด็จพระบรมราชบูรพการีทุกพระองค์ และค่ำวันเดียวกัน จะเสด็จขึ้น เถลิงพระราชมณเฑียรในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

ห้า-เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคและชลมารค อันเป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่อินเดียโบราณ เพื่อแสดงพระองค์แก่ทวยราษฎร์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงแปรรูปงานนี้ เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะในพระอารามที่สำคัญ โดยทางบกวันหนึ่ง ทางเรือวันหนึ่ง ทั้ง 5 ขั้นตอนคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณี รายละเอียดในพระราชพิธีแต่ละรัชกาลนั้น อาจมีการปรับเปลี่ยน และแตกต่างกันไปบ้าง ตามเหตุและปัจจัย

โดยเฉพาะในรัชกาลหลังๆ เพื่อให้กระชับขึ้น แม้พิธีต่างๆ จะเหมือนเดิมแทบทั้งสิ้น แต่ก็มักจะจับรวมกลุ่มกันเป็น พิธีเบื้องต้น พิธีเบื้องกลาง และ พิธีเบื้องปลาย รวมเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังรายละเอียดที่มีการบันทึกไว้โดยสังเขปดังนี้

รัชกาลที่ 1 หลังจากทรงโปรดเกล้าฯให้ประมวลแบบแผนพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีแห่งกรุงศรีอยุธยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ทรงประกอบพิธีโดยสมบูรณ์ขึ้น เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2328

รัชกาลที่ 2 บรมราชาภิเษกวันที่ 17 กันยายน ปี พ.ศ.2352 ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “รัชกาลที่ 2 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะทำที่พระมหาปราสาทอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ด้วยพระบรมศพประดิษฐานอยู่ที่นั่น จึงย้ายที่มาทำการพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ แต่ส่วนพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรคงทำในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานอย่างเดิม”

รัชกาลที่ 3 บรมราชาภิเษกวันที่ 1 สิงหาคม ปี พ.ศ.2367 ในพระราชพงศาวดารกล่าวไว้สั้นๆ ว่า ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครบถ้วนตามโบราณราชประเพณี ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงกำหนดไว้

รัชกาลที่ 4 บรมราชาภิเษกวันที่ 15 พฤษภาคม ปี พ.ศ.2394 ทรงโปรดเกล้าฯให้ชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้เป็นครั้งแรก

รัชกาลที่ 5 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตรง กับวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2411 วันสุดท้ายของพระราชพิธี เวลาค่ำเสด็จออกทรงสดับพระธรรมเทศนาพิเศษเนื่องด้วยงานพระบรมราชาภิเษก 4 กัณฑ์ อาทิ วันแรม 13 ค่ำ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง ถวายเทศนา ว่าด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร เป็นต้น และเสด็จเลียบพระนครวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น 4 ค่ำ ปีมะโรงฯ เมื่อก่อนวันแห่เจ้าพนักงานแต่งทางถนน สองข้างทางปักฉัตรเบญจรงค์ 7 ชั้น กั้นราชวัติผูกต้นกล้วยอ้อยและธงกระดาษรายเป็นระยะ มีปี่พาทย์กลองแขกเครื่องประโคม และตั้งร้านน้ำสำหรับบริโภคไว้ด้วยทุกระยะ

รัชกาลที่ 6 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2453 เฉพาะพิธีการสำคัญตามโบราณราชประเพณี และงดการรื่นเริงต่างๆ เนื่องจากอยู่ระหว่างงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2454 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 อย่างครบถ้วนตามโบราณราชประเพณี เพิ่มเติมการรื่นเริงต่างๆ และมีการเชิญพระราชอาคันตุกะจากนานาประเทศเข้าร่วมพระราชพิธี และในหมาย กำหนดการเรียกพระราชพิธีครั้งนี้ว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช”

รัชกาลที่ 7 ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2468 โดยดำเนินการครบถ้วนตามโบราณราชประเพณี และมีการบันทึกภาพยนตร์ข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไว้เป็น หลักฐานครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งในห้วงเวลา ดังกล่าวยังเป็นที่รู้จักของนานาประเทศทั่วโลกว่าสยาม

รัชกาลที่ 8 ทรงครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2478 ด้วยพระชนม์เพียง 8 พรรษา และประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ ต่อมารัฐบาลไทยได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัตประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ.2477 เพื่อประกอบพิธีบรมราชาภิเษก แต่เนื่องจากพระพลานามัยของพระองค์ไม่สมบูรณ์แข็งแรง จึงเลื่อนออกไปก่อน และได้กราบบังคมทูลเชิญอีกครั้งใน พ.ศ.2478 ก็ทรงติดขัดเรื่องพระพลานามัยเช่นกัน ประกอบกับต่อมาโลกตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 และประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์โดยตลอด ครั้นเสด็จนิวัตเมื่อ พ.ศ.2488 ได้เพียง 7 เดือนก็เสด็จสวรรคต เมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 จึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในบรมราชจักรีวงศ์เพียงพระองค์เดียวที่มิได้มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รัชกาลที่ 9 บรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ช่วงพระราชพิธีนั้น กำหนด ขึ้น 2 วันคือ วันที่ 4 พฤษภาคม และ 5 พฤษภาคม โดยมีพระราชพิธี “ขั้นเตรียม” มาก่อนแล้วคือจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ พระราชลัญจกร ในเดือนเมษายน และพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส วันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493

ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 อันเป็นวัน “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวสรงพระมุรธาภิเษกสนาน ณ มณฑปพระกระยาสนาน แล้วทรงเครื่องต้นเสด็จออกประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศภายใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร


กาลนั้น สมาชิกสภาถวายน้ำอภิเษกและพราหมณ์พิธีถวายน้ำเทพมนตร์ เวียนไปครบ 8 ทิศ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ประธานวุฒิสภาถวายพระพรเป็นภาษามคธและประธานสภาผู้แทนราษฎรถวายพระพรเป็นภาษาไทย พระราชครูวามเทพมุนีถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วเสด็จพระราชดำเนินสู่พระที่นั่งภัทรบิฐ พราหมณ์ร่ายเวทสรรเสริญศิวาลัยไกลาส ทูลเกล้าฯถวายพระสุพรรณบัฏ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ ด้วยภาษามคธ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ และมีพระบรมราชโองการตอบพระราชอารักขาแด่ประชาชนชาวไทยด้วยภาษาไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

สำหรับวันที่ 6 พฤษภาคม ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรและประทับแรมในพระบรมมหาราชวังหนึ่งคืน

จากนั้นในวันที่ 7 พฤษภาคม เสด็จออกสีหบัญชร พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ประชาชนเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ประทับใจปวงชนชาวไทยมาจนถึงทุกวันนี้

เกร็ดความรู้พระราชพิธีร.10พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชประวัติร.10รัชกาลที่ 10ในหลวง ร.10พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562บรมราชาภิเษก