king10
Thairath Logo
กีฬา

ธ องอาจสมชายชาติทหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

นับแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ โปรดความมีระเบียบวินัย ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในกิจการด้านการทหาร เสด็จเยี่ยมทหารหน่วยต่างๆอยู่เป็นนิจ

ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริว่า การศึกษาวิชาทหารในประเทศออสเตรเลีย มีหลักสูตรกว้างขวาง มีการฝึกอบรมที่เข้มงวด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย หลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอเมอร์เซต สหราชอาณาจักร

ทรงเข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร ณ “คิงส์สกูล” หรือโรงเรียนคิงส์ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2513 กระทั่งทรงสำเร็จการศึกษา

วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน

ต่อมา ด้วยพระราชหฤทัยที่แน่วแน่ ทรงสอบเข้าศึกษาต่อวิชาการทหารชั้นสูง ณ วิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน ในกรุงแคนเบอร์รา ด้วยพระองค์เอง แม้ว่ารัฐบาลออสเตรเลียได้ทูลเกล้าฯถวายโดยไม่ต้องสอบคัดเลือก แต่ไม่ต้องพระราชประสงค์จะได้รับสิทธิพิเศษใด

ตลอดช่วงเวลาที่ศึกษา ทรงแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถอันเปี่ยมล้น มีทั้งพระวรกายและพระราชหฤทัยที่เข้มแข็งอดทน แม้จะต้องเผชิญกับการฝึกอย่างหนักก็ตาม

เมื่อทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัยฯ ใน 5 สัปดาห์แรกที่เรียกว่าเป็น “สัปดาห์นรก” นั้น ทรงฝึกอย่างหนัก ทรงตื่นบรรทม ตั้งแต่ 05.00 น. โดยตลอดเวลา 5 สัปดาห์แรกนั้น นักศึกษาทุกคนจะออกนอกวิทยาลัยฯไม่ได้ และหลังจากการฝึก 5 สัปดาห์แล้วจะมีการสอบคัดเลือก ซึ่งผู้ที่สอบตกจะถูกคัดออกในตอนนี้ทันที แต่ถ้าสอบได้ ก็จะได้รับสายนกหวีดแสดงว่าได้ผ่านแล้ว และจะได้เข้าเป็นนักศึกษาโดยสมบูรณ์

ระหว่างที่ทรงศึกษาได้ใช้พระนามในภาษาอังกฤษว่า “STAFF CADET V MAHIDOL” และมีพระนามติดไว้เหนือกระเป๋าฉลองพระองค์เบื้องขวาว่า “MAHIDOL”

ทรงยึดมั่นปฏิบัติพระองค์ตามกฎระเบียบเฉกเช่นเดียวกับพระสหาย อาทิ ทรงทำความสะอาดห้องบรรทม รองพระบาท รวมถึงทรงซักรีดฉลองพระองค์เอง

นอกเหนือจากวิชาการทหารแล้ว ตามหลักสูตรของวิทยาลัยฯ ต้องศึกษาวิชาการสามัญในระดับปริญญาตรีควบคู่กัน โดยมีมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ รับผิดชอบหลักสูตร ทรงเลือกศึกษาสาขาอักษรศาสตร์ โดยทั้งสองศาสตร์ทรงทำคะแนนได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะวิชาการทหาร เคยทรงสอบได้เป็นลำดับที่ 7 จากนักเรียน 125 คน

เมื่อสำเร็จการศึกษา ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายสัญญาบัตรจากวิทยาลัยวิชาการทหารดันทรูน และปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ เมื่อปี 2519

ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ ได้เสด็จฯไปทรงร่วมในพิธีรับการถวายสัญญาบัตร และทรงประดับอินทรธนูยศ “ร้อยเอก” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

โดยดำรงพระอิสริยยศขณะนั้นว่า “ร้อยเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”

เสด็จนิวัตฯรับราชการทหาร

เมื่อนิวัตประเทศไทย ทรงเริ่มเข้ารับราชการเป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบก และวันที่ 25 ม.ค.2519 ทรงร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ณ พระลานพระราชวัง ดุสิต นับเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพไทย

จากนั้น ทรงเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง เดือน ม.ค.-ต.ค.2519 เสด็จฯไปศึกษางานด้านการทหารที่ประเทศออสเตรเลียอีกครั้ง ในหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรกระโดดร่ม หลักสูตรทบทวนวิชาอาวุธและยุทธวิธีระดับผู้บังคับกองร้อย หลักสูตรการรบพิเศษ ตลอดจนทอดพระเนตรงานในกองทัพเรือและกองทัพอากาศออสเตรเลียด้วย

ทรงร่วมปฏิบัติการรบสมรภูมิเลือด

ในช่วงปี 2519-2520 หลายพื้นที่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ร้อนระอุจากการรุกรานของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นับเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างมากในขณะนั้น

มกุฎราชกุมารผู้หาญกล้าของคนไทย นอกจากจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเสด็จเยี่ยมและพระราชทานกำลังใจแก่บรรดาทหาร ตำรวจ และราษฎรในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ว ยังทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในหลายครา

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2519 เสด็จเยี่ยมตำรวจ ทหาร และราษฎร ที่ฐานปฏิบัติการ “บ้านหมากแข้ง” อ.ด่านซ้าย จ.เลย หลังจากที่ฐานปฏิบัติการของตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้าย จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส

หลังทรงรับฟังบรรยายสรุป จึงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พล.ท.สมศักดิ์ ปัญจมานนท์ แม่ทัพภาคที่ 3 (ในขณะนั้น) ด้วยพระสุรเสียงอันหนักแน่นว่า “จะต้องไปแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้”

แม้ พล.ท.สมศักดิ์ จะกราบบังคมทูลทัดทาน เนื่องจากสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าวางใจ แต่ทรงสำทับอีกครั้ง “ชักช้าไม่ได้ ต้องรีบไปแก้ไขให้ได้ ในวันนี้และเดี๋ยวนี้” ก่อนจะทรงพระดำเนินไปประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง และมีพระราชกระแสรับสั่งให้นักบินมุ่งหน้าไปยังบ้านหมากแข้งทันที!

จุดหมายที่เต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน ผู้ก่อการร้ายจากเนินเขาด้านทิศตะวันตก ใช้อาวุธปืนเล็กระดมยิงเข้าไปในฐานปฏิบัติการ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งกำลังจะร่อนลง พระองค์ทรงกระโดดลงและวิ่งเข้าหาที่กำบัง ทรงบัญชาการโดยให้แม่ทัพภาคที่ 3 และนายทหารติดตามทุกนายกระจายกำลังยิงตอบโต้

จากนั้น ทรงสั่งการให้ปฏิบัติการดำเนินกลยุทธ์จัดชุดปฏิบัติการลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ และทรงเป็นหัวหน้าชุดด้วยพระองค์เอง แม้ว่าแม่ทัพภาคที่ 3 จะกราบบังคมทูลทัดทานแล้วก็ตาม

“ฉันต้องไป เพราะว่าเป็นหน้าที่ของทหาร”

พระสุรเสียงที่หนักแน่นมิหวาดหวั่น สายพระเนตรอันมุ่งมั่น และน้ำพระราชหฤทัยกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เสด็จออกลาดตระเวนนำหน้าเหล่าทหารชุดปฏิบัติการลาดตระเวน บุกตะลุยท่ามกลางความเสี่ยงต่อภยันตรายจากการซุ่มยิงและกับระเบิด แต่ทรงมีสติที่มั่นคง ทรงบัญชาการให้ทหารยิงตอบโต้ตามกลยุทธ์ จนกลุ่มผู้ก่อการร้ายต้องล่าถอยไป

เสวยอาหารกระป๋องประทับแรมบังเกอร์

ไม่กี่เดือนถัดมา วันที่ 12 ก.พ.2520 สมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งทรงอยู่ระหว่างแปรพระราชฐานไปประทับตำหนักภูพิงค ราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ เยี่ยมราษฎร

ครั้นทรงรับทราบถึงสถานการณ์ในพื้นที่ “บ้านนาจาน” อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก จึงเสด็จฯ ไปยังฐานปฏิบัติการ บ้านนาจาน โดยเครื่องบินพระที่นั่ง และเสด็จต่อโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งในทันที

เมื่อเสด็จถึงค่าย มีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าหน้าที่แทบทุกนาย ทรงแนะนำให้ปรับปรุงบังเกอร์ให้ปลอดภัย

จากนั้น เสด็จฯไปทรงเยี่ยมฐานปฏิบัติการ “บ้านกุ่ม” อ.นครไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กองทัพภาคที่ 3 เห็นว่ามีความเสี่ยงภัยน้อยกว่าบ้านนาจาน จึงได้จัดที่ประทับแรมและพระกระยาหารไว้ที่ฐานบ้านกุ่ม แต่พระองค์เสด็จฯกลับมาประทับแรมที่บ้านนาจาน ทั้งยังปฏิบัติพระองค์เช่นเดียวกับทหาร ตำรวจและอาสาสมัครในพื้นที่

เสวยอาหารกระป๋อง ทรงประทับแรมใน บังเกอร์ และมีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าหน้าที่ตลอดทั้งคืน ยังความปลาบปลื้มแก่บรรดาผู้กล้าแห่งบ้านนาจาน

ช่วงสายของวันรุ่งขึ้น ได้เสด็จต่อไปยังฐาน ปฏิบัติการ “ทุ่งสมอ” อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นฐานปืนใหญ่และกองบัญชาการฝ่ายใต้ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายสมัยนั้น

เมื่อทรงรับฟังบรรยายสรุปจากฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 3 จึงเสด็จด้วยรถสายพานลำเลียงพลพระที่นั่ง ไปยังฐานปฏิบัติการ “สมเด็จ” ซึ่งห่างกันราว 8 กิโลเมตร โดยมีเฮลิคอปเตอร์ “กันชิป” 2 ลำ บินถวายการอารักขา เพราะเป็นเส้นทางเขตอิทธิพลของกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ราวบ่ายโมง เฮลิคอปเตอร์กันชิปทั้ง 2 ลำที่บินถวายอารักขา ถูกผู้ก่อการร้ายระดมยิงอย่างไม่หยุดยั้ง พระองค์ทรงบัญชาการรบตอบโต้ โดยรับสั่งให้สละรถสายพาน และทรงร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ทหาร ยิงปะทะกับผู้ก่อการร้ายอย่างดุเดือด กระทั่งเสด็จถึงฐานสมเด็จ ทรงบัญชาการให้ยิงขับไล่จนผู้ก่อการร้ายแตกกระเจิงไป

สมพระนามจอมทัพไทย

สองสัปดาห์ถัดมา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 ก.พ.2520 เสนอพาดหัวข่าวใหญ่อีกครั้ง “ฟ้าชายเสด็จใต้ฝ่าดงเข้าเขตอันตราย เวียงสระ”

โดยครั้งนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯไปโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ทรงเยี่ยม ตชด. และทหารที่บาดเจ็บจากการปราบปรามผู้ก่อการร้าย และพระราชทานเงินส่วนพระองค์ให้ทหารและ ตชด.ที่บาดเจ็บ

ระหว่างทางก่อนถึง “ช่องช้าง” ต.พรุพี อ.เวียงสระ ได้ถูกผู้ก่อการร้ายซุ่มยิงมาจากป่าทึบ พระองค์ทรงร่วมกับทหารและ ตชด.ยิงตอบโต้อย่างยาวนานร่วม 1 ชั่วโมง จนกลุ่มผู้ก่อการร้าย ล่าถอยไป พร้อมกับมีพระราชกระแสรับสั่งกับ พล.ท.ปิ่น ธรรมศรี แม่ทัพภาคที่ 4 (ในขณะนั้น) ว่า “สถานการณ์ภาคใต้หนัก เราจะอยู่ที่นี่ต่อไป ยังไม่กลับ”

แม้ข้างต้นจะเป็นเพียงเหตุการณ์บางช่วงบางตอน แต่สะท้อนให้ประจักษ์ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเป็น “จอมทัพไทย” อย่างแท้จริง.

******************

กษัตริย์เจ้าเวหา

นอกเหนือจากพระอัจฉริยภาพด้านการทหารบก และทรงมีนํ้าพระทัยห้าวหาญ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ในหลายสมรภูมิ ดังได้กล่าวไว้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ยังทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการบินเป็นอย่างยิ่ง และได้รับการถวายคำยกย่องจากพสกนิกรว่า ทรงเป็น “กษัตริย์นักบิน” หรือ “กษัตริย์เจ้าเวหา” พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีอีกด้วย

พระองค์ทรงทำการบินกับเครื่องบินของกองทัพอากาศแทบทุกรูปแบบ ทรงผ่านการฝึกบินด้านการทหารจากต่างประเทศในหลายหลักสูตร ทั้งหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ หลักสูตรการบินรบชั้นสูง โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง
ทรงเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนวิทยาการการบินอยู่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

โดยเมื่อเดือน ม.ค.-ต.ค.2519 ทรงเข้ารับการฝึกการทหารที่ออสเตรเลีย โดยทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ ที่นครเพิร์ธ

ปี 2522-2523 ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบยูเอช-1 เอช และยูเอช-1 เอ็น

จากนั้นปลายปี 2523 ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ แบบยูเอช-1 เอช ของกองทัพบกไทย

ปี 2523-2524 ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเครื่องบินปีกติดลำตัวแบบ Siai-Marchetti SF 260 MT

ถัดมาปี 2525–2526 ทรงเข้าศึกษาหลักสูตร การบินขับไล่แบบ เอฟ 5 (พิเศษ) รุ่นที่ 83 (พ.ศ.2526) เอ ที ดับบลิว และหลักสูตรเครื่องบินขับไล่ชั้นสูง รุ่นที่ 83 (พ.ศ.2526) เอ วี ดับบลิว ที่ฐานทัพอากาศวิลเลียมส์ รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชั่วโมงบินมากกว่า 2,000 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2530 ยังเคยทรงร่วมการแข่งขันและชนะเลิศในการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกอาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี

ทรงรอบรู้เทคนิคสมัยใหม่ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ทรงมีความวิริยอุตสาหะ อดทน ทุ่มเท และทรงให้ความสำคัญในการฝึกฝนพระองค์เองอย่างเคร่งครัด มีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก

เป็นสิ่งที่ยากยิ่งสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้

กระทั่งวันที่ 4 พ.ค.2537 ทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบิน “เครื่องบินขับไล่ แบบเอฟ 5 อี/เอฟ” โดยทรงนำความรู้และประสบการณ์ของพระองค์ จัดหลักสูตรภาควิชาการ และถ่ายทอดประสบการณ์การฝึกบิน พระราชทานแก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศด้วยพระองค์เอง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ อันเป็นความภาคภูมิใจของกองทัพไทยและปวงชนชาวไทย

พระปรีชาสามารถด้านการบินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ยังความปลาบปลื้มปีติให้แก่ปวงประชามาโดยตลอด ตราบเท่าทุกวันนี้.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชประวัติร.10รัชกาลที่ 10ในหลวง ร.10พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562พระราชประวัติรัชกาลที่ 10บรมราชาภิเษก