king10
Thairath Logo
กีฬา

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ปี 2559 และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานสภา ในนามของปวงชนชาวไทย ได้กราบบังคมทูลเชิญขึ้นทรงราชย์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2559 และในปี 2562นี้ ทรงมีพระราชดำริว่า เป็นโอกาสอันควรที่จะได้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีขึ้นในวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ โดยในวันที่ 4 พฤษภาคม จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จออกมหาสมาคม และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ส่วนวันที่ 5 พฤษภาคม มีพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ จากนั้นเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ทางบก) และในวันที่ 6 พฤษภาคม จะเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท เพื่อให้พสกนิกรเฝ้าถวาย พระพรชัยมงคล

สำหรับวันสำคัญในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 จะได้มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณี เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักร ซึ่งเป็นที่ปีติยินดีของพสกนิกรชาวไทยทั่วทุกคน โดยพระราชพิธีสำคัญคือ “พิธีสรงพระมุรธาภิเษก” และ “พิธีถวายน้ำอภิเษก” ทั้งนี้ “พิธีสรงพระมุรธาภิเษก” จะทรงสรง พระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน บริเวณชาลา พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และเมื่อทรงสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว จะเสด็จพระราชดำเนินมายังหอพระสุราลัยพิมาน ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ เพื่อเข้าสู่ “พิธีถวายน้ำอภิเษก” ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณโดยจะมีการถวายน้ำอภิเษกจากน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 77 จังหวัด เสร็จแล้วจะเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งภัทรบิฐ จะทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงศาสตราวุธ

สำหรับสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งที่ต้องทูลเกล้าฯถวายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ คือ “เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์” ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากลัทธิพราหมณ์ โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะเป็นผู้ถวาย ประกอบด้วย

พระมหาพิชัยมงกุฎ

เป็นพระมหาพิชัยมงกุฎทองคำลงยาราชาวดี ประดับเพชร สูง 66 เซนติเมตร น้ำหนัก 7,300 กรัม สร้างขึ้นเป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ในรัชกาลที่ 1 ในครั้งนั้นยอดพระมหาพิชัยมงกุฎยังเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับเพชรเม็ดเล็กๆ จนถึงรัชกาลที่ 4 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยไปเลือกสรรหาซื้อเพชรขนาดใหญ่มาจากประเทศอินเดีย นำมาประดับยอดมงกุฎแทนพุ่มข้าวบิณฑ์ พระราชทานเพชรเม็ดนี้ว่า “พระมหาวิเชียรมณี” เพชรเม็ดนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.6 เซนติเมตร สูงประมาณ 1.4 เซนติเมตร

พระแสงขรรค์ชัยศรี

เป็นพระแสงที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ให้ข้าราชการจากเมืองพระตะบอง นำมาทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ.2327 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณี ใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี 2328 โดยพระแสงขรรค์ชัยศรีนี้ เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว 64.5 ซม. ประกอบด้ามแล้วยาว 89.8 ซม. หนัก 1.3 กิโลกรัม สวมฝักแล้วยาว 101 ซม. หนัก 1.9 กิโลกรัม

ธารพระกร

เป็นไม้ชัยพฤกษ์ หุ้มทองคำตลอด ปลายสุดของธารพระกรทำเป็นซ่อมสามง่าม สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายไว้ว่า “ลักษณะก็เหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่สำหรับใช้ในการชักมหาบังสุกุล” ธารพระกรองค์นี้สร้างขึ้นเป็นเครื่องเบญจราช– กกุธภัณฑ์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1

พระวาลวิชนี (พัดและแส้)

ของเดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นพัดใบตาล แบบที่เรียกกันว่า พัชนีฝักมะขาม ที่ใบตาลปิดทอง ขอบขลิบทองคำ ด้ามทำด้วยทองคำ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรง พระราชดำริว่า ตามพระบาลีที่เรียกว่า “วาลวิชนี” นั้นไม่ควรจะเป็นพัดใบตาล ควรจะเป็นเครื่องโบกปัดที่ทำด้วยขนจามรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแส้จามรีขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ภายหลังใช้ขนหางช้างเผือกแทน เรียกว่าพระแส้ขนหางช้างเผือก แต่ก็ไม่อาจที่จะเลิกใช้พัดใบตาลของเดิมได้ จึงโปรดให้ใช้ควบคู่กัน โดยเรียกของสองสิ่งรวมกันว่า “วาลวิชนี”

ฉลองพระบาท

เป็นฉลองพระบาทเชิงงอน ทำด้วยทองคำ ลงยาราชาวดีฝังเพชร มีน้ำหนัก 650 กรัม สร้างเป็นเครื่อง เบญจราชกกุธภัณฑ์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหาราชครูวามเทพมุนีเป็นผู้สวมถวาย.