พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468...พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2453 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 2 ธันวาคม พุทธศักราช 2454
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งแรก วันที่ 12 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2411...ครั้งหลัง วันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2416...พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2394
“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร วันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เวลา 10.09-12.00 น. สรงพระมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์และพระแสง ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เลี้ยงพระ พระสงฆ์ดับเทียนชัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
รัฐบาลขอเชิญชวนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลี พระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จ พระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562
ในโอกาสเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี...ร่วมกันสวมเสื้อสีเหลือง ถวายพระพรชัยมงคลด้วยความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน
“ประเทศไทย”...มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาจวบจนทุกวันนี้ เกิดจากความเข้มแข็งของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นชาติไทย...
ประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติมาตลอด พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชาติไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆอย่างมั่นคง ทั้งด้านการป้องกันและรักษาเอกราชของชาติ ด้านการสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย ด้านวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต และด้านศิลปกรรม
ทรงเป็นผู้นำที่ปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างความอยู่ดี กินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ปวงอาณาประชาราษฎร์
สร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้เกิดแก่ชาติบ้านเมือง และทรงนำพาให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการรุกรานของชนชาติอื่น ทำให้สามารถรักษาเอกราชอธิปไตยไว้ได้ตราบจนทุกวันนี้...ประชาชนคนไทย
โชคดีที่ได้เกิดมาใต้ร่มพระบารมีที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นหลักชัย และตามโบราณราชประเพณีกำหนดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในการสืบราชสันตติวงศ์ เพื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์
ข้างต้นคือคำปรารภ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หนังสือ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” พุทธศักราช 2560 จดจารึกมรดกทางวัฒนธรรมตามโบราณราชประเพณีอันเนื่องด้วยพระมหากษัตริย์
แม้ว่าพระราชอำนาจบางอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม แต่วัฒนธรรมประเพณี พระราชพิธีสำคัญยังคงสืบสาน เป็นเครื่องบ่งบอกเอกลักษณ์ของชาติได้เป็นอย่างดี คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นโบราณราชประเพณีที่ต้องทำเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ ดังความใน “จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ว่า...
“...ตามราชประเพณีในสยามประเทศนี้ ถือเปนตำรามาแต่โบราณว่าพระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพ ต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาทเมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียง ณ ที่พักแห่งหนึ่ง พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่เพิ่มคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมุรธาภิเษก
ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระบรมราชนามาภิธัยกับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์จากพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศแห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป...”
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นราชประเพณีคู่สังคมไทยมายาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากคติอินเดีย แต่ลักษณะการพระราชพิธีแต่เดิมมีแบบแผนรายละเอียดเป็นอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แม้แต่การเรียกชื่อพิธีก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละสมัย เช่น ในสมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียกว่า
“พระราชพิธีราชาภิเษก” หรือ “พิธีราชาภิเษก” ส่วนในปัจจุบันเรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”
สมัยสุโขทัยปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 2 หรือจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงการขึ้นเป็นผู้นำของพ่อขุนบางกลางหาวไว้ว่า “...พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่อศรีอินทรบดินทราทิตย์...” ส่วนในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาไทยและภาษาเขมรกล่าวถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธีบรมราชาภิเษกพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ว่ามี มกุฎ พระขรรค์ชัยศรี และเศวตฉัตร
สมัยอยุธยาปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในคำให้การของชาวกรุงเก่าข้อความตอนหนึ่ง กล่าวถึงขั้นตอนของพระราชพิธีนี้ว่า “...พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้เอาไม้มะเดื่อนั้น มาทำตั่งสำหรับประทับสรงพระกระยาสนานในการมงคล เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก เป็นต้น พระองค์ย่อมประทับเหนือพระที่นั่งตั่งไม้มะเดื่อ สรงพระกระยาสนานก่อนแล้ว (จึงเสด็จไปประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ) มุขอำมาตย์ถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ คือ มหามงกุฎ 1 พระแสงขรรค์ 1 พัดวาลวิชนี 1 ธารพระกร 1 ฉลองพระบาทคู่ 1...”
ตัดตอนกล่าวถึง “พระราชพิธีเบื้องปลาย” ประกอบด้วยการเสด็จออกมหาสมาคม สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ถวายบังคมพระบรมศพ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อนๆ เสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร และเสด็จเลียบพระนคร
ช่วงเวลาแห่งความปลื้มปีตินี้ พสกนิกรชาวไทยรอเฝ้ารับฟัง... “พระปฐมบรมราชโองการ” พระวาจาแรกหลังจากรัชกาลที่ 10 ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน.

