king10
Thairath Logo
กีฬา

ย้อนรำลึก 8 พระปฐมบรมราชโองการ ในหลวง 8 รัชกาลไทย

ใน “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” หลังจากพิธีถวายสิริราชสมบัติและเครื่องราชกกุธภัณฑ์แล้ว พระครูพราหมณ์ฝ่ายต่างๆ ถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นพระมหากษัตริย์ พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เพิ่ม “ภาษามคธ” อีกภาษา ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สอง พ.ศ. 2416 เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังมี "พระปฐมบรมราชโองการ" พระมหากษัตริย์จะทรงหลั่งทักษิโณทกตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยทศพิธราชธรรมจริยา พระปฐมบรมราชโองการทั้ง 8 รัชกาล นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ. 2325 จนถึงรัชกาลที่ 9 ใน พ.ศ. 2493 มีเนื้อความแสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในฐานะทรงเป็น “พระมหากษัตริย์” ผู้รับพระราชภาระแห่งบ้านเมือง ดังนี้

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกโดยสังเขป เป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ใน พ.ศ. 2325 และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ใน พ.ศ. 2328

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกโดยสังเขป เป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ใน พ.ศ. 2325 และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ใน พ.ศ. 2328 พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

“...พรรณพฤกษ ชลธี แลสิ่งของในแผ่นดิน ทั่วเขตพระนคร ซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณชีพราหมณาจารย์ราษฎรปรารถนาเถิด...”

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 17 กันยายน 2352

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 17 กันยายน 2352 พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

“แต่บรรดาพฤกษาและแม่น้ำใหญ่ น้อย และสิ่งของทั้งปวง ซึ่งมีในแผ่นดิน ทั่วขอบเขตแดนพระนคร ซึ่งหาเจ้าของหวงแหนมิได้ ให้พระราชทานแก่ สมณะ พราหมณ อณาประชาราษฎร์ทั้งปวง ตามแต่ปรารถนาเถิด

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 1 ส.ค. 2367

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 1 ส.ค. 2367 พระราชทาน “พระราชโองการปฏิสันถาร” ไว้ว่า “เจ้าพระยา และพระยา ของซึ่งถวายทั้งนี้ จงจัดแจงบำรุงไว้ให้ดี จะได้รักษาแผ่นดิน”

ทั้งนี้ ในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่พบหลักฐานพระปฐมบรมราชโองการหลังจากพิธีถวายสิริราชสมบัติ และเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่พระที่นั่งภัทรบิฐ พบแต่ “พระราชโองการปฏิสันถาร” ในการเสด็จมหาสมาคม ซึ่งโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้าเฝ้าเพื่อรับการถวายราชสมบัติ

จากนั้นจึงทรงมีพระราชโองการตรัสปฏิสันถารกับเจ้าพระยา และพระยาทั้งปวง ซึ่งมีข้อความเดียวกันทุกรัชกาล ต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ยกเลิกพิธีส่วนนี้ มีแต่เพียงการถวายพระพรชัยมงคลจากขุนนางฝ่ายหน้าและข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในเท่านั้น

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 15 พ.ค. 2394

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 15 พ.ค. 2394 พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

“พรรณพฤกษ ชลธี แลสิ่งของในแผ่นดิน ทั่วเขตพระนคร ซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณชีพราหมณาจารย์ราษฎรจะปรารถนาเถิด”

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก วันที่ 12 พ.ย. 2411 ขณะมีพระชนมพรรษา 15 พรรษา

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งแรก วันที่ 12 พ.ย. 2411 ขณะมีพระชนมพรรษา 15 พรรษา พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

“แต่บรรดาที่ไม่มีเจ้าของผลไม้ทั้งน้ำในห้วยละหารตรท่าก็ดี ตามแต่สมณพราหมณาจารยอาณาประชาราษฎรจะมาแต่จตุระทิศต่างๆ ตามแต่จะปรารถนา”

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งหลัง วันที่ 16 พ.ย. 2416 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา

และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งหลัง วันที่ 16 พ.ย. 2416 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

คำภาษามคธ
“อิทานหํ สพฺเพสํ อนุมติยา ราชา มุทฺธาวสิตฺโต สฺยาเมสุ อิสฺสราธิปจฺจํ รชฺชํ กาเรมิธ ธฺมมิกราชปเวณิยา อนุชานามิ ยนฺติ สฺยามวิชิเต อปรปริคฺคหิตํ ติณกฏฺโจทกํ สมณพฺราหฺมณาทโย สพฺเพสฺยามรฏฺฐิกา ยถาสุขํ ปริภุญฺชนุตุฯ”

คำแปล
“ครั้งนี้ท่านทั้งปวงพร้อมใจกัน ยอมให้เราเปนเจ้าครองราชสมบัติได้รับมุรธาภิเษกเปนใหญ่ในสยามราษฎร์วราณาจักรนี้แล้ว เราขออนุญาตยอมให้ โดยธรรมิกราชประเพณี พรรณพฤกษชลธีในสยามราษฎร์วราณาจักรนี้ ซึ่งไม่มีเจ้าของหวงแหนนั้น ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ ประชาราษฎรทั้งปวงจะปรารถนาใช้สอยเทอญฯ ”

รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งแรกวันที่ 11 พ.ย. 2453 และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 2 ธ.ค. 2454

รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร” ซึ่งเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีอย่างย่อสั้น ครั้งแรกวันที่ 11 พ.ย. 2453 พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

คำภาษามคธ
“อิทานาหํ พฺราหฺมณา ราชภารํ วหนฺโต พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺเมน สเมน รชฺชํ กาเรมิ ตุมฺหากํ สปริคฺคหิตานํ อุปริ ราชกํ อาณํ ปสาเรตฺวา นาโถ หุตฺวา ธมฺมิกํ รกฺขาวรณคุตฺตี สํวิทหามิ วิสฺสฏฺฐา หุตฺวา ยถาสุขํ วิหรถ ฯ”

คำแปล
“ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เปนที่พึ่ง จัดการปกครองรักษาป้องกัน อันเปนธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบาย เทอญฯ

หลังจากงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงผ่านพ้นไป ราษฎรค่อยคลายความทุกข์ลงแล้ว จึงโปรดให้จัดครั้งที่สองขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2454 เรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช” เป็นการจัดเต็มตามโบราณราชประเพณี  

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 25 ก.พ. 2468

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 25 ก.พ. 2468 พระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

คำภาษามคธ
“อิทานาหํ พฺราหฺมณา ราชภารํ วหนฺโต พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย ธมฺเมน สเมน รชฺชํ กาเรมิ ตุมฺหากํ สปริคฺคหิตานํ อุปริ ราชกํ อาณํ ปสาเรตฺวา นาโถ หุตฺวา ธมฺมิกํ รกฺขาวรณคุตฺตี สํวิทหามิ วิสฺสฏฺฐา หุตฺวา ยถาสุขํ วิหรถ ฯ”

คำแปล
“ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เปนที่พึ่ง จัดการปกครองรักษาป้องกัน อันเปนธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบาย เทอญฯ”

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พ.ค. 2493

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พ.ค. 2493 ทรงพระราชทาน “พระปฐมบรมราชโองการ” ไว้ว่า

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตก่อนทรงรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในหลวงรัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตก่อนทรงรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

หลังประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ในวันที่เดียวกันของปีถัดไป จะกลายเป็น “วันฉัตรมงคล” และถือเป็นวันหยุดตามประเพณีวันหนึ่งของประเทศไทย

สำหรับ รัชกาลที่ 10 ตามหมายกำหนดการ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4 พ.ค. 2562 ฤกษ์เวลา ดังนี้ 

เวลา 10.09-12.00 น. สรงมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน และทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ และทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ

เวลา 14.00 น. เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

รัชกาลที่ 10 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4 พ.ค. 2562

เวลา 16.00 น. เสด็จฯ โดยขบวนราบใหญ่ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปราสาทพระเทพบิดร และพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เวลา 18.00 น. เจ้าพนักงานเวียนเทียนสมโภช ณ หมู่พระมหามณเฑียร

(เวลา 13.19-20.30 น. เฉลิมพระราชมณเฑียร เถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน)

ที่มา : ข้อมูลและภาพ จากหนังสือประมวลองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, หนังสือประมวลบทความเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม

เกร็ดความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกรายละเอียดพระราชพิธีร.10พระบรมราชโองการในหลวง ร.10บรมราชาภิเษก