ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วันที่ 12 เม.ย. 2562 มีพิธีตักน้ำ จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเชิญไปยังกระทรวงมหาดไทย และเตรียมทำพิธีเสกน้ำรวม 77 จังหวัดในวันที่ 18 เม.ย.นี้ ที่วัดสุทัศนเทพวราราม
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในส่วนพิธีที่สำคัญเรื่องการเตรียมน้ำอภิเษกนั้น ทั้ง 76 จังหวัดได้ทำพิธีพลีกรรมตักน้ำ จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วเรียบร้อย สำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดกรุงเทพมหานครนั้น ทางกรุงเทพมหานคร ได้กราบบังคมทูล ขอพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์จากหอศาสตราคม เพื่อนำไปรวมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดต่าง ๆ 76 จังหวัดทั่วราชอาณาจักร สำหรับถวายในพระราชพิธีครั้งนี้
มีกำหนดในวันที่ 12 เม.ย. มีพิธีตักน้ำ จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ จากจังหวัดกรุงเทพมหานคร คือที่ หอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเชิญไปรวมไว้ที่ห้องดอกแก้ว กระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมทำพิธีเสกน้ำรวม 77 จังหวัดในวันที่ 18 เม.ย.นี้ ที่วัดสุทัศนเทพวราราม
กำหนดการพิธีนั้น เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร จะอธิษฐานจิตพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ จากบาตรน้ำมนต์ภายในหอศาสตราคม บรรจุในคนโท จากนั้นจะเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ มายังกระทรวงมหาดไทย โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานในการซักซ้อมเสมือนจริง ริ้วขบวนนำน้ำศักดิ์สิทธิ์หลังพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไปยังกระทรวงมหาดไทย
สำหรับที่มาของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ หอศาสตราคมนั้น ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการ ด้านสารัตถะ และสร้างสรรค์ผลิตสื่อ กล่าวบรรยาย ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.๒๕๖๒” เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2562 ว่า แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หอศาสตราคมนี้ มีความเป็นมา ตั้งแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระที่นั่งโถง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอศาสตราคมแทน สำหรับให้พระสงฆ์เสกทำน้ำพระพุทธมนต์ทุกวัน ปัจจุบันเดือนละ 2 ครั้ง
นอกจากนี้ หนังสือประมวลองค์ความรู้ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระบุข้อมูลไว้ว่า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระที่นั่งแล้วสร้างหอศาสตราคมขึ้น สำหรับให้พระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกาย มาสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อถวายพระมหากษัตริย์สรงพระพักตร์ และสรงเป็นประจำวัน ตลอดจนประพรมรอบพระมหามณเฑียร คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ในรัชกาลที่ 4-5-6 และรัชกาลที่ 7 มีการสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ และ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียรทุกวัน เวลา 14.00 น. ต่อมาในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน ได้นิมนต์พระสงฆ์ฝ่ายรามัญ 5 รูป มาสวดพระปริตรทำน้ำพระพุทธมนต์ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียรทุกวันธรรมสวนะ เวลา 13.30 น.
เสร็จแล้วนิมนต์ พระสงฆ์ 1 รูป ประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียรครั้งหนึ่ง และนิมนต์พระพิธีธรรมจาก 10 วัด คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดจักรวรรดิราชาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร วัดระฆังโฆสิตาราม วัดประยุรวงศาวาส วัดอนงคาราม และวัดราชสิทธาราม วัดละ 5 รูป ผลัดเปลี่ยนกันมาสวดทำน้ำพระพุทธมนต์อีกครั้งในเวลา 18.00 น. น้ำพระพุทธมนต์ทั้งสองเวลานี้รวมเก็บไว้ในหม้อน้ำมนต์เพื่อจัดไปถวายสรงทุกวัน ตามราชประเพณีที่ได้เคยปฏิบัติสืบมา
น้ำพระพุทธมนต์จากหอศาสตราคมนี้ กรุงเทพมหานครกราบบังคมทูลขอพระราชทาน นำไปเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อรวมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดต่าง ๆ 46 จังหวัด ทั่วราชอาณาจักร สำหรับถวายสรงในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 9 วาระครบรอบ นักษัตร คือ 6 รอบ 7 รอบ

