"พระราชพิธีบรมราชาภิเษก" ส่วนพระราชพิธีเบื้องกลางนั้น มี 2 ฉลองพระองค์ตามที่ปรากฏในโบราณราชประเพณีโดยตลอด คือ "ทรงเศวตพัสตร์ขลิบทอง" และ "ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์"

ข้อมูลจากเอกสารองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม ระบุถึงขั้นตอนพิธีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ไว้ว่า มี ลำดับหรือพิธีตามพระราชประเพณี 3 ช่วง คือ 1. พระราชพิธีเบื้องต้น 2. พระราชพิธีเบื้องกลาง 3. พระราชพิธีเบื้องปลาย 

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระราชพิธีเบื้องต้น อยู่ระหว่างวันที่ 6-23 เม.ย. 2562 ประกอบด้วย การเตรียมน้ำอภิเษก ซึ่งประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ 76 จังหว้ดพร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อ 6 เม.ย. 2562 ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศ 

ทั้งนี้การเตรียม "น้ำอภิเษก" ทั้งหมด 86 คนโท จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั่วราชอาณาจักรไทย 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 108 แห่ง รวมทั้งใน กทม. จากหอศาสตราคม พระบรมมหาราชวัง รวมทั้งน้ำเบญจสุทธคงคา ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี และน้ำจากสระ 4 สระ คือ สระแก้ว สระเกษ สระคา สระยมนา ในจังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับพระราชพิธีในช่วง 2 หรือ พระราชพิธีเบื้องกลาง โดยตามโบราณพระราชประเพณีที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์ "ทรงพระภูษาเศวตพัสตร์ขลิบทอง" ใน "พิธีสรงพระมุรธาภิเษก" คือการถวายน้ำสรงโดยสหัสธารา (ฝักบัว) จากพระเศียร จนถึงพระบาท ตามพิธีพราหมณ์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระภูษาเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง เสด็จประทับมณฑปพระกระยาสนาน สรงพระมุรธาภิเษกสนาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชวันที่ 2 ธ.ค. 2454
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระภูษาเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง หลังทรงสหัสธาราแล้ว สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ สุจิตโต) ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยครอบพระกิ่ง เมื่อ 5 พ.ค. 2493

เมื่อทรงสรงพระมุรธาภิเษกแล้ว ทรงฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ อาทิ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อทรงรับการถวายน้ำอภิเษกจากบุคคลต่างๆ จากทิศทั้ง 8

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงรับน้ำอภิเษกของราชบัณฑิต พราหมณ์ผู้ถือพรต พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระราชาธิบดี ประธานาธิบดีนานาประเทศและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่วันที่ 25 ก.พ. 2468

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จพระราชดำเนินออกจากหอพระสุลาลัยพิมานไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 5 พ.ค. 2493

จากนั้นทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงราชศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ

ทั้งนี้ ฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ถือเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์ ทรงสวมใส่ในงานพระราชพิธีราชาภิเษกเพื่อแสดงบรรดาศักดิ์ และเป็นเครื่องแบบเต็มยศที่ใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พ.ค. 2493

"ฉลองพระองค์เครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์" ในสมัยรัชกาลที่ 9 ทำจากไหมทองสลับไหมสีฟ้า กลัดกระดุมนพรัตน์ 7 กระดุม และจีบหลัง 2 กระดุม ทรงฉลองพระองค์ครุยริ้วทองพื้นสีเหลืองอ่อนชั้นนอก ทรงสวมสายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ ประดับจักรีดารา ทรงภูษาเขียนทองพื้นสีน้ำเงิน พระสนับเพลาเชิงงอนสีเขียว รัดพระองค์สายทองฝังเพชร ถุงพระบาทสีฟ้า ฉลองพระบาท (เข็ม) ไหมทองสลับสีฟ้า

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ตามหมายกำหนดการนั้น พระราชพิธีเบื้องกลางคือวันที่ 2-6 พ.ค.2562 โดยในวันที่ 4 พ.ค. 2562 พระราชพิธีสรงพระมุรธาภิเษก และทรงรับน้ำอภิเษก ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง เลี้ยงพระ และพระสงฆ์ดับเทียนชัยใน อยู่ในเวลาฤกษ์ 10.09-12.00 น.

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุยเต็มยศ นพรัตน์ สายสร้อยจุลจอมเกล้า เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคลจากพระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

จากนั้น เสด็จฯ โดยขบวนราบใหญ่ ไปยังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก เสด็จฯ ไปถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ณ ปราสาทพระเทพบิดร และเสด็จฯ ไปถวายบังคมพระบรมอัฐิ พระอัฐิ สดัปกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ในพระราชพิธีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุยเต็มยศ จักรี สายสร้อยจุลจอมเกล้า

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก  นับเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย เป็นโอกาสสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ และทั่วโลกได้ถวายความจงรักและภักดี

ที่มา : ข้อมูล ภาพ จากประมวลองค์ความรู้พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม ,ส่วนหนึ่งจากเอกสาร คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และการบรรยาย โดย ศ. ดร. ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการ ด้านสารัตถะ และสร้างสรรค์ผลิตสื่อ ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.๒๕๖๒” วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๒