king10

ความสำคัญและความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

THAIRATH MEMBERSHIP

ข่าว

โปรโมชั่น

โปรโมชั่น

ความสำคัญและความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ความสำคัญและความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

-ก+

แชร์ข่าว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นโบราณราชประเพณีที่ต้องทำเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ โดยมีความเป็นมาที่ได้รับอิทธิพลจากคติอินเดีย พบหลักฐานตั้งแต่ยุคสมัยสุโขทัย จนถึงรัตนโกสินทร์

ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น เป็นราชประเพณีคู่สังคมไทยมายาวนาน ได้รับอิทธิพลจากคติอินเดีย ที่แผ่ขยายมายังอาณาจักรต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแต่ละสมัย เรียกชื่อพิธีแตกต่างกัน เช่น สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียกว่า “พระราชพิธีราชาภิเษก” หรือ “พิธีราชาภิเษก” ส่วนในปัจจุบันเรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดยปรากฏหลักฐานส่วนหนึ่งที่มีการจารึกทั้งในแผ่นศิลาจารึก และจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ

ตั้งแต่ สมัยสุโขทัย ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 2 หรือจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึงการขึ้นเป็นผู้นำของพ่อขุนบางกลางหาว ที่มีการจารึกคำ และเหตุการณ์การถวายน้ำสรง ไว้ว่า

“...พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่อศรีอินทรบดินทราทิตย์...” 

นอกจากนี้ ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาไทย และภาษาเขมรกล่าวถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธีบรมราชาภิเษกพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) ว่ามี "มกุฎ พระขรรค์ชัยศรี และเศวตฉัตร" 

ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาไทย จารึกถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธีบรมราชาภิเษก พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย)

ต่อมาใน สมัยอยุธยา ซึ่งเริ่มมีการใช้คำราชาศัพท์ ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในคำให้การของชาวกรุงเก่า ข้อความตอนหนึ่งว่า

“...พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้เอาไม้มะเดื่อนั้น มาทำตั่งสำหรับประทับสรงพระกระยาสนานในการมงคล เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้นพระองค์ย่อมประทับเหนือพระที่นั่งตั่งไม้มะเดื่อ สรงพระกระยาสนานก่อนแล้ว (จึงเสด็จไปประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ) มุขอำมาตย์ถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ คือ มหามงกุฎ ๑ พระแสงขรรค์ ๑ พัดวาลวิชนี ๑ ธารพระกร ๑ ฉลองพระบาทคู่ ๑...” 

ต่อมาใน สมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สันนิษฐานว่าทำตามแบบอย่างเมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ทำอย่างสังเขป เพราะบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ยังอยู่ในภาวะสงคราม

ครั้นถึง สมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป ยังไม่พร้อมมูลเต็มตำ

จิตรกรรมฝาผนัง พระที่นั่งทรงผนวช วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ต่อมา พ.ศ.2326 โปรดให้ข้าราชการผู้รู้ครั้งกรุงเก่า มีเจ้าพระยาเพชรพิชัยเป็นประธาน ประชุมปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะผู้ใหญ่ทำการสอบสวนร่วมกันตรวจสอบตำราว่าด้วยการราชาภิเษกในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงวัดประดู่ แล้วแต่งเรียบเรียงขึ้นไว้เป็นตำรา เรียกว่า “ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาสำหรับหอหลวง” เป็นตำราที่เกี่ยวกับการราชาภิเษกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบหลักฐานในประเทศไทย

จิตรกรรมฝาผนัง พระอุโบสถวัดอัมพวันเจติยาราม จังหวัดสมุทรสงคราม พราหมณ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

เมื่อได้แบบแผนการราชาภิเษกที่สมบูรณ์แล้ว อีกทั้งพระราชมณเฑียรสถานที่สร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จใน พ.ศ.2328 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้สมบูรณ์ตามแบบแผนอันได้เคยมีมาแต่เก่าก่อนอีกครั้งหนึ่ง และแบบแผนการราชาภิเษกดังกล่าวได้รับการยึดถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างสืบมาเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์

พระราชครูวามเทพมุนี (สวาสดิ์ รังสิพราหมณกุล) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงที่ 9 มีพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มา : หนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม และการบรรยาย โดย ศ. ดร. ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการ ด้านสารัตถะ และสร้างสรรค์ผลิตสื่อ ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562” วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2562