“นายกฯ อนุทิน” ย้ำนโยบายห้ามพกปืน สส. เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องทำเป็นตัวอย่าง หวั่นผิดจริยธรรมหากมีตำแหน่งการเมือง ตอบดราม่า “ห้ามยิงโจรในบ้าน” รับสื่อสารสั้นไป แค่อยากชี้อันตรายของปืน
เมื่อเวลา 07.35 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวง กรณีสั่งการในที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคภูมิใจไทย ห้ามพกปืน ว่า ไม่ใช่แค่สั่งการ สส. ตอนนี้ใครก็พกปืนไม่ได้ เพราะไม่มีใบอนุญาตทุกคนอีกแล้วในประเทศไทย ใบพกทุกใบในประเทศไทย ณ ขณะนี้หมดอายุหมดแล้ว ฉะนั้นไม่สามารถพกปืนอีกได้
ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีลูกพรรคหลายคนมีการสะสมอาวุธปืน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันเป็นเรื่องของเขา เพราะเขาก็ชี้แจงไปในบัญชีทรัพย์สิน จึงเน้นย้ำไปว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะ สส. ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่จะมาลงเลือกตั้งเราเป็นบุคคลสาธารณะ ก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง เพราะในเมื่อกฎหมายห้ามพกปืน บุคคลที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย หรือเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นบุคคลที่ประชาชนเลือกมา ก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง มันก็ไม่มีอะไรเพราะทำตามกฎหมาย
ส่วนคำถามว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ยกเลิกการออกใบ ป.3 แสดงว่าใครก็ตามจะซื้อปืนไม่ได้อีกแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องจัดระเบียบ ปืนในเมืองไทยตอนนี้มีเป็นสิบล้านกระบอก มันไม่ไหวเพราะประชากรมีเจ็ดสิบล้านคน” (อ่านเพิ่มเติม : นายกฯ สั่งใน ครม. คุมอาวุธปืนทั้งระบบ สั่งพักใบ ป.3-ปืนสวัสดิการ เร่งแก้ กม.ใน 60 วัน)
ในประเด็นคำถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ห้ามยิงโจรในบ้าน” ตอนนี้กลายเป็นกระแสดราม่าจนเกิดความเข้าใจผิดนั้น นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ไม่มีการเข้าใจผิดหรอก หลักสำคัญคือผมพยายามที่จะทำให้ทุกคนได้เห็นว่า อาวุธปืนไม่มีประโยชน์กับใคร ถ้าถูกใช้เมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัยหรือควรแก่เหตุอะไรก็แล้วแต่ ต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่ได้พิสูจน์โดยตำรวจ เพราะหากมีเหตุเช่นนี้ขึ้น มีการยิง ไม่ว่าจะเป็นการยิงคนที่มาประสงค์ร้าย อะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องถูกตั้งข้อกล่าวหาก่อน แล้วก็ไปหลุดในศาล
ผมอาจจะสื่อสารสั้นไปนิดนึง แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์ไม่อยากให้พวกเราอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับทั้งคนที่ถูกอาวุธปืนและคนที่ใช้อาวุธปืน เพราะคนที่ถูกอาวุธปืนก็อาจจะบาดเจ็บและเสียชีวิต คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล แล้วกว่าจะมีคำพิพากษา เข้าใจว่าสิ่งที่คุณทำเป็นการป้องกันตนเอง มันควรแก่เหตุแล้ว คุณต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ไปประกันตัว ทำอะไรต่างๆ นานา ผมต้องการจะพูดแค่เตือนสติกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมันมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหน กฎหมายไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง อย่าใกล้ปืนดีที่สุด”