ผลโพลสำรวจความเห็นประชาชนถึง โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เสียงแตก มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยไม่เห็นด้วย มีทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ถ้าตัดประเด็นการเมือง การดิสเครดิต การสร้างคะแนนนิยมออกไป ว่ากันด้วยเนื้อหาของนโยบายล้วนๆ ส่วนใหญ่ ชาวบ้านไม่ถึงกับเห็นด้วยและไม่ถึงกับคัดค้าน เช่น ห่วงวิธีขั้นตอนการใช้เงินดิจิทัล แต่ไม่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ ไม่พอใจเงื่อนไขการแจกเงินที่ไม่เสมอภาค ไม่ชอบใจการจำกัดการใช้จ่าย แต่ก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยเลยก็คือที่มาของเงิน ถ้าขึ้นชื่อว่าจะต้องออก พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อนำเงิน 5 แสนล้านมาแจกชาวบ้าน ไม่มีใครเห็นด้วย ยกเว้นแบงก์พาณิชย์ แบงก์รัฐ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการแจกเงินดิจิทัลทั้งหลายถ้าถามต่อไปว่า ถ้าไม่กู้มาแจกแล้วจะทำอย่างไร จะเอาเงินมาจากไหน และจะกระทบกับนโยบายทางการเงินการคลังหรือไม่ จะต้องแยกเป็นสองส่วนคือ ภาระที่เกิดจากการกู้เงิน ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง นั่นหมายถึง ภาระของหนี้สาธารณะของประเทศ จะต้องเพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินที่กู้บวกดอกเบี้ย อีกส่วนหนึ่งก็คือโครงการนี้จะบรรลุเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ จีดีพี โตขึ้น หลุดจากกับดักเศรษฐกิจแช่แข็ง ได้อย่างไรความคลุมเครืออยู่ตรงเป้าหมาย จะช่วยชาวบ้านแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการดำรงชีพ หรือจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง ในทางทฤษฎีแล้วการเอาเงินใส่มือชาวบ้าน จะเป็นเงินสดหรือเงินดิจิทัล ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้เงินหมุนเวียนเข้าระบบได้ง่ายและรวดเร็วต่อเนื่อง เป็นที่มาของคำถามว่าทำไมไม่แจกเป็นเงินสดจะได้ใช้ง่ายสะดวกกว่าเงินดิจิทัล ในท้ายที่สุดแล้วไม่รู้ว่าเม็ดเงินจำนวน 5 แสนล้านใน 6 เดือนจะใช้ได้เต็มที่หรือไม่ เรื่องนี้เป็นดาบสองคม ถ้าเป็นเงินสดควบคุมการใช้ตามวัตถุประสงค์ได้ยากกว่าเงินดิจิทัลสุดท้ายคือ วิธีการกับเป้าหมายสอดคล้องกันหรือไม่ ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง ทำไมรัฐไม่จัดทำในรูปแบบที่ชัดเจนและเห็นผลแน่นอน เช่น การสร้างงาน การจ้างงาน การส่งเสริมการผลิตรัฐยังต้องรับภาระกับนโยบายที่เกี่ยวกับการเงินการคลังอีกบานตะไท อาทิ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เริ่มต้นที่ 25,000 บาท ทุกตำแหน่งจะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 ซึ่งไม่เฉพาะเงินเดือนเท่านั้น แต่ระบบสวัสดิการต่างๆที่ผูกกับฐานเงินเดือนข้าราชการจะขยับตามไปด้วยปัจจุบัน รายจ่ายประจำที่เป็นเงินเดือนข้าราชการ อยู่ที่ประมาณ 6 แสนล้าน ค่ารักษาพยาบาล อยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นกว่าล้าน ค่าบำเหน็จบำนาญข้าราชการ อีกประมาณ 3 แสนกว่าล้าน เป็นรายจ่ายที่จะเพิ่มขึ้นตามรายได้ของเงินเดือนด้วย อย่างน้อยก็อีกเกือบเท่าตัวหรือกว่า 6 แสนล้านปัญหาจะไปกระจุกอยู่กับรากหญ้า ผู้ใช้แรงงานที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 400 บาท ในขณะที่ต้องซื้อข้าวสาร กะปิ น้ำปลาในราคาเดียวกับข้าราชการ ระหว่างนโยบายการเงินการคลัง นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้านต้องเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกัน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ "คาบลูกคาบดอก" เพิ่มเติม