“เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” จูบปากมัดรวม 212 เสียง โชว์สารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน” ยิ้มร่า 3 เงื่อนไขผ่านฉลุย ไม่ขัดข้องกอดคอ พท.แม้ไม่มีสองลุง “ชลน่าน” บอกรับได้ทุกเงื่อนไข การันตีมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่ยังอ้าแขนรับทุกเสียงโหวต สส.ทุกค่าย และ สว.ทุกกลุ่ม ร่วมผ่าทางตันการเมือง เร่งตั้งรัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจ กอบกู้ประชาธิปไตย รื้อ รธน.เจ้าปัญหา โอดข้อจำกัด รธน.ทำให้ไปต่อกับ ก.ก.ไม่ได้ “ภูมิธรรม” โอ้อวดโฉมพรรคร่วมฯตลอดสัปดาห์ “วิโรจน์” ยังมอง พท.เป็นเพื่อน เตือนสติอย่าให้ขั้วอำมหิตหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชวนกลับมาผนึกกำลังฝ่ายประชาธิปไตย ปชช.จะยินดี “ชัยธวัช” แบะท่าทุกอย่างยังเป็นไปได้ “กิตติศักดิ์” ฟันธง “เศรษฐา” ไม่ผ่านด่าน ชี้เป้านายกฯไม่ใช่คนพรรค พท. “เรืองไกร” ชง กมธ.วุฒิสภาสอบ “เสี่ยนิด” เลี่ยงภาษี ทนาย “เศรษฐา” ฟ้องหมิ่นฯ “ชูวิทย์” เรียก 500 ล้านทำเสื่อมเสียหลังจากพรรคเพื่อไทย (พท.) แยกทางเดินกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมฉีกเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลชุดเดิมไปแล้ว ล่าสุดพรรค พท.ได้ประกาศจับมือร่วมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินหน้าตั้งต้นรวบรวมเสียงสนับสนุนจากทั้ง สส.และ สว. เพื่อเลือกนายกฯคนใหม่และจัดตั้งรัฐบาล พท.-ภท.ผสมพันธุ์จับมือตั้งรัฐบาลเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรค ภท. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท.และนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรค ภท. ลูกชายนายเนวิน ชิดชอบ เดินทางมาพบ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค พท. และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. เพื่อหารือถึงแนวทางการจับมือตั้งรัฐบาล ใช้เวลาหารือร่วมกัน 30 นาที โดยพรรค พท.วางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด นำรั้วเหล็กมากั้นประตูทางเข้าพรรค พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อย ป้องกันมวลชนไม่ให้มาปั่นป่วน2 พรรคโชว์สารตั้งต้น 212 เสียงจากนั้นเวลา 16.30 น. แกนนำทั้งสองพรรคร่วมกันแถลงจัดตั้งรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงว่า ตนและผู้บริพรรคมาที่พรรค พท.อีกครั้ง เพื่อหารือจัดตั้งรัฐบาลหลังจากหารือกันเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว พรรค ภท.ไม่ขัดข้องตั้งรัฐบาลกับพรรค พท. ในเงื่อนไข 3 ข้อคือ 1.พรรคเพื่อไทยไม่แตะต้องมาตรา 112 2.ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 3.การตั้งรัฐบาลต้องไม่มีพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นพ้องในแนวทางเดียวกัน และเพื่อการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปทางเดียวกัน พรรค ภท.ให้คำยืนยันว่าถ้ายังไม่เชิญพรรคอื่นมาหารือ ให้ถือว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี 212 เสียงคือพรรคเพื่อไทย 141 เสียง และพรรคภูมิใจไทย 71 เสียง และได้รับการยืนยันจากพรรคเพื่อไทยว่าการตั้งรัฐบาลมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วแน่นอน จะร่วมมือกันหาเสียงสนับสนุนจาก สส.และ สว.เพิ่ม ให้ทุกอย่างเป็นกระบวนการได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในรัฐสภา ส่วนการเสนอชื่อนายกฯจะยึดตามแนวทางพรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ พรรค ภท.ไม่มี นโยบายร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะไม่มีความมั่นคง ไม่มีประโยชน์ คำว่า 188 เสียงจึงไม่มี ในสมการจัดตั้งรัฐบาลหนูลั่นกอดคอ พท.แม้ไม่มี 2 ลุงเมื่อถามว่า พร้อมจับมือกับพรรค พท. แม้ว่าจะไม่มีพรรค 2 ลุงใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เรามีเพียง 3 เงื่อนไข ส่วนอื่นๆเป็นดุลพินิจของพรรค พท. ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อะไรที่นอกเหนือจาก 3 ประการ เราไม่มีปัญหา เมื่อถามว่า การร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะจับมือกันจนกว่าจะได้นายกฯ ไม่มีการเปลี่ยนขั้วแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เราทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง ประเทศชาติ การพูดอะไรผูกมัดเกินไปอาจทำให้เกิดทางตัน วันนี้เอาบ้านเมืองเป็นหลัก เชื่อว่าจะเดินไปได้ เมื่อถามว่า ได้มีการถอนฟ้องกรณีพรรค ภท.ฟ้องนายเศรษฐา ทวีสิน กรณีปราศรัยโจมตีนโยบายกัญชาว่ามอมเมาประชาชนหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า “ถอนไปแล้วครับ”“ชลน่าน” รับได้ทุกเงื่อนไขผ่าทางตันขณะที่ นพ.ชลน่านแถลงว่า ขอบคุณหัวหน้าพรรค ภท.ที่รับคำเชิญมาจัดตั้งรัฐบาล เงื่อนไขของพรรค ภท.เรารับได้ทั้งหมด ขอขอบคุณคำว่า 212 เสียงของนายอนุทิน จะเป็นเสียงตั้งต้นในการจัดตั้งรัฐบาล โดยการสนับสนุนจากพรรคต่างๆ ขณะนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังคงต้องการเสียงสนับสนุนจากสส.และ สว. เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศและเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ได้โดยเร็ว รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของประเทศชาติ และประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่ เราประสงค์จะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้ง และวิกฤติรัฐธรรมนูญก่อตัวเป็นปัญหาของประเทศอ้าแขนรับเสียงโหวตทุกพรรค“เราจึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรค การเมืองให้มาสนับสนุนนายกฯจากพรรค พท. โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก พรรค พท.กับพรรค ภท. จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้ 1.ยึดวาระของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและประชาธิปไตย 2.จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวาระแรก 3.ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ 4.จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 5.การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้ สส.และ สว.มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกฯ เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ” นพ.ชลน่านกล่าวไม่ปฏิเสธหากคนของลุงเข้าร่วม“หลังจากนี้เราจะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้ง สส. สว. เพื่อแสวงหาความร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทุกคนมาร่วมกันกอบกู้วิกฤติของประเทศในครั้งนี้” นพ.ชลน่าน กล่าว เมื่อถามว่าจะมีพรรคไหนร่วมรัฐบาลอีกบ้าง และมีเงื่อนไขอะไรอีกหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่าสัปดาห์นี้จะพบปะกันทั้งหมด จะมีการทาบทามพรรคอื่นๆมาร่วมรัฐบาล เมื่อถามว่าจะมีการจับมือกับพรรคสองลุง และให้พรรค ก.ก. ไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในแถลงการณ์บอกชัดเจนว่าไม่มีสองลุง แต่ไม่ปฏิเสธเงื่อนไข ถ้า สส. สว. เป็นบุคคล หรือกลุ่มบุคคลมาสนับสนุนนายกฯของพรรค พท. ถือเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล อู้อี้ “ไล่หนู ตีงูเห่า” แค่วลีหาเสียงเมื่อถามว่า จะตอบสังคมอย่างไรกรณีที่ก่อนหน้านี้หาเสียงโจมตีกันด้วยวลี “ไล่หนู ตีงูเห่า” นพ.ชลน่านตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆว่า อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เช่น กรณีไล่หนูตีงูเห่า ถือเป็นวิถีการหาเสียง แต่พรรค พท. ไม่เคยประกาศเป็นศัตรูกับใคร เป็นเทคนิคการหาเสียงที่ทุกพรรคเป็นคู่แข่ง ทางการเมือง หลังจากประชาชนมอบอำนาจให้เรียบร้อยแล้ว เราต้องมาทำตามมติของประชาชน ถ้าสามารถร่วมทำงานกันได้ ก็มาเป็นรัฐบาลร่วมกันได้อ้างข้อจำกัด รธน.ไปต่อกับ ก.ก.ไม่ได้เมื่อถามว่า ส่วนแคนดิเดตนายกฯยังเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน อยู่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า สื่อรับรู้ทั่วไปว่าเป็นเช่นนั้นและยืนยันว่ายังเป็นนายเศรษฐาอยู่ เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าพรรค พท.กับพรรค ภท.จับมือด้วยกันไปได้ตลอด ถ้าเทียบการจับมือของพรรค พท.และพรรค ก.ก.ที่ผ่านมา นพ.ชลน่านกล่าวว่า การตั้งรัฐบาลมีข้อกำจัดตามรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ยึดเอาเสียงของประชาชนเป็นหลัก เพราะการเลือกนายกฯต้องอาศัยเสียง สว. ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลจากพรรค ก.ก.ได้ เพราะเราไม่ได้เสียงสนับสนุนจาก สว. และพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชน ส่วนการจับมือกับพรรค ภท.นั้น พรรค ภท. ได้เสียงจากประชาชนมาเป็นอันดับสาม พรรค ภท. และพรรค พท.มีเสียงสนับสนุนจากประชาชน ถือเป็นความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง เราเชื่อมั่นการจับมือกับพรรค ภท.ว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ เชื่อมั่นว่าจับมือกับพรรค ภท.มีโอกาสสูงที่จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จโวโชว์พรรคร่วมตลอดทั้งสัปดาห์ด้านนายภูมิธรรมกล่าวว่า ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ จะเห็นภาพการจับมือตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น และไม่ได้ปิดโอกาสเสียงจากรายบุคคลที่จะสนับสนุนนายกฯพรรค พท. ขอให้มั่นใจว่าจะมีเสียง สส.สนับสนุนเกินครึ่ง ส่วนการขอเสียง สว.อยู่ระหว่างการดำเนินการ และมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีทุกส่วน“อิ๊ง” อวด “ฟรอสต์มิ้นต์” รับเพื่อนใหม่ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค. ขณะที่มีการประชุมแกนนำและผู้บริหารพรรคเพื่อไทย โดยช่วงเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์สตอรีผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเป็นรูปภายในห้องทำงาน ถือแก้วเครื่องดื่มตัวใหม่ “ฟรอสต์มิ้นต์” ของ ร้าน ThinkLab พร้อมเช็กอินสถานที่พรรคเพื่อไทย โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า น.ส.แพทองธารสื่อถึงการที่พรรค พท.ที่เคยเจรจาร่วมงานกับ 8 พรรคร่วมฯชุดเดิม มีการใช้เครื่องดื่ม “ช็อกมิ้นต์” เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตสื่อแสดงถึงภาพความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่เมื่อพรรค พท.แยกทางเดินกับพรรค ก.ก. พร้อมยกเลิกเอ็มโอยูเก่าไปแล้ว เพื่อเริ่มต้นกระบวนการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่ โดยประเดิมเปิดตัวผนึกกำลังกับพรรค ภท.เป็นพรรคแรก จึงมีการเปลี่ยนมาสื่อนัยผ่านเครื่องดิื่มชนิดใหม่ “ฟรอสต์มิ้นต์”“ทะลุวัง” ป่วน 2 พรรคโชว์มัดข้าวต้มผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรค พท.ว่าระหว่างที่แกนนำพรรค พท.และพรรค ภท. ร่วมแถลงข่าวจับมือจัดตั้งรัฐบาล ปรากฏว่ากลุ่มทะลุวัง นำโดย น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือหยก แต่งชุดพีพีอีที่ใช้ต่อสู้กับโควิด พกถังแอลกอฮอล์ เดินทางมาที่พรรค พท. เพื่อแสดงออกคัดค้านการจับมือตั้งรัฐบาลของ 2 พรรค โดยพรรค พท.ได้รับมือนำแผงกั้นมาขวางไม่ให้กลุ่มทะลุวังขึ้นมายังทางเข้าพรรค โดยกลุ่มดังกล่าวพยายามบุกจะเข้ามาให้ได้ แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางไว้ จึงโปรยใบปลิวไว้หน้าที่ทำการพรรค โจมตีนพ.ชลน่านเรื่องที่เคยประกาศจะลาออกหากจับมือกับสองลุง และโจมตีนายอนุทินเรื่องการแก้ปัญหาโควิด พร้อมระดมฉีดแอลกอฮอล์ใส่เจ้าหน้าที่ รปภ. ทำให้แกนนำทั้ง 2 พรรคต้องรีบออกจากห้องแถลงข่าว และเมื่อการแถลงข่าวเสร็จสิ้น แกนนำพรรค ภท.ออกจากพรรคเพื่อไทยได้เพียงคนเดียวคือนายอนุทิน ขณะที่นายพิพัฒน์ และนายศักดิ์สยาม ไม่สามารถเดินทางออกไปได้ ถูกกลุ่มทะลุวังขวางเส้นทาง “พิพัฒน์” ลงรถตู้ปะทะคารม “บุ้ง”จากนั้นเวลา 17.30 น. รถของนายพิพัฒน์ พยายามขับออกจากพรรค พท.แต่เจอกลุ่มทะลุวังยืนดักอยู่หน้ารถ จนรถนายพิพัฒน์เคลื่อนตัวออกไปไม่ได้ น.ส.เนติพรพูดผ่านโทรโข่งว่ารบกวนให้ลดกระจกลงหน่อย อยากรู้ว่ามีฆาตกรอยู่ในรถหรือไม่ ทำให้นายพิพัฒน์เดินลงจากรถแล้วพูดกับ น.ส.เนติพรว่า “หลบ รถจะออก” น.ส.เนติพรจึงถามว่า “มาจากพรรคอะไร ใช่พรรค ภท.หรือไม่” นายพิพัฒน์จึงตอบว่า “พรรคภูมิใจไทย” ทำให้ น.ส.เนติพรตะโกนผ่านโทรโข่งว่า “ภูมิใจไทยอยู่ตรงนี้” จากนั้นนายพิพัฒน์บอกกับ น.ส.เนติพรว่า “อย่าขัดขวางการเดินทาง” โดย น.ส.เนติพรกล่าวว่า “วันนี้ มีปัญหา เพราะไอ้หนูคือฆาตกรที่กำลังจะมาจับมือกับพรรค พท. ไม่ทราบเลยหรือว่าประชาชนตายจากโควิดไปกี่คน” นายพิพัฒน์จึงตอบโต้ว่า “ให้ใช้ภาษาให้ดีๆ” ก่อนจะเกิดโต้เถียงกันด้วยถ้อยคำรุนแรง จากนั้นมีการจุดพลุแฟลร์โยนไปที่ท้ายรถของนายพิพัฒน์ ทำให้นายพิพัฒน์เดินกลับขึ้นรถไป แล้วให้ขบวนรถถอยกลับมาตั้งหลักใต้อาคารพรรค พท. จากนั้นเมื่อแกนนำพรรค ภท.ทยอยกลับออกจากพรรค พท.จนหมด กระทั่งเวลา 18.30 น. กลุ่มทะลุวังจึงเดินทางกลับออกไปจากพื้นที่พรรค พท.“วิโรจน์” ติงอย่าให้ขั้วอำมหิตหลอกที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อยากให้ พท.กลับมาจับมือกับ ก.ก.ว่า ไม่ใช่กลับมาจับมือกับพรรค ก.ก. แต่กลับมาอยู่กับฝ่ายประชาชนมากกว่า เป็นความเห็นส่วนบุคคล ยังไม่มี การพูดกันในพรรค ประวัติศาสตร์การเมือง ทุกคนทราบดีว่าฝ่ายอำนาจนิยมหรืออนุรักษนิยม เจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม จุดแข็งเขารวมตัวกันเหนียวแน่น ใช้ยุทธวิธีเดิมๆแบ่งแยกและปกครอง ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่คิดเล็กคิดน้อย แตกเมื่อไหร่จบเลย แต่เป็นสิทธิ พท.จะเดินหน้าถอยหลัง มองจากภายนอกและประวัติศาสตร์การเมืองว่าฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำ ถูกหลอกจากฝ่ายอำนาจเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า น่าเห็นใจนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พท.ถูกตั้งข้อกังขาแบบเดียวกับพรรค ก.ก.โดน ให้กำลังใจ เราเคยคาดการณ์มาก่อนเหมือนพรรค ก.ก.โดนเรื่อง มาตรา 112 เมื่อเห็นแล้วว่าฝ่ายนั้นอำมหิตขนาดไหน จึงบอกว่าอย่าไปยอมให้มันหลอกเลย เชื่อเถอะต่อให้พรรรค พท. เปลี่ยนจากนายเศรษฐาเป็นใคร อีกฝ่ายหาเรื่องอยู่ดี เหมือนของที่ไม่ซื้ออยู่แล้วจะเปลี่ยนเป็นชิ้นไหนก็ติอีก ใจไม่เอาอยู่แล้ว เขาเตรียมของเขาไว้ในกระเป๋าอยู่แล้ว อย่าให้เขาหลอกดีที่สุดพท.ยังเป็นเพื่อนกลับมา ปชช.จะยินดีเมื่อถามว่าจะมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ หาก พท.กลับมา นายวิโรจน์กล่าวว่า คงต้องมาคุยกันว่าเราจะกลับมาร่วมมือสู้ต่ออย่างไร ทำไมฝั่ง 312 เสียงถึงดูยากเย็น ไม่ได้สู้แค่กับฝั่ง 188 เสียง แต่สู้กับ 424 เสียง คือ สว.รวมกับขั้วอำนาจเดิม เชื่อจริงๆหรือว่า สว.แต่ละคนเป็นอิสระ ต้องมีคนกดปุ่ม ต้องไปคุยกับเจ้าของปุ่ม แล้วคุณเชื่อว่าเจ้าของปุ่มจะยอมกดปุ่มให้ฟรีๆ โดยเขาไม่ได้ร่วมรัฐบาลหรือ โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ตอนนั้นเรามี 312 เสียง งัดกับ 424 เสียงยังเหนื่อย ตอนนี้เหลือแค่ 141 เสียงเจอแค่ 188 เสียงยังหนาวแล้ว ตอนนั้นฝั่ง 188 เสียงไม่กล้าส่งเสียง เพราะเรามี 312 เสียง เขาจึงเรียกแบ็กหลังม่านขึ้นมาเติม เรายังทำงานกันได้ ความไม่สบายใจลดไปตามกาลเวลา ถ้าอุดมการณ์ยังใกล้เคียงกันทำงานได้กับพรรค พท.เรายังมองว่าเป็นเพื่อนเรา หากจะกลับมาผนึกกำลังกันสู้ประชาชนก็ยินดี แต่อาจต้องชี้แจงต่อสาธารณะให้ชัดเจน หากรักๆ เลิกๆ ประชาชนอาจรำคาญ แต่ถ้ากลับมารวมกันประชาชนพร้อมให้พวกเราเดินหน้า“ชัยธวัช” บอกทุกอย่างเป็นไปได้นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค ก.ก.ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสต้องการให้พรรค พท.กลับมาจับมือกับพรรค ก.ก.มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีโอกาสมากน้อยเพียงใดว่า อยู่ที่การตัดสินใจของพรรค พท. แต่พรรค ก.ก.ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ เราเตรียมพร้อมทำงาน ไม่ว่าในบทบาทใด ตอนนี้เป็นห่วงว่าสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลเพื่อเลือกนายกฯไม่ได้ราบรื่น เสียงสนับสนุนจาก สว.ที่เคยคิดว่าอาจได้อาจมีปัญหา เท่าที่ที่ติดตามกระแสข่าว ส่วนความกังวลการจัดตั้งรัฐบาลอาจพลิกขั้วแม้ว่าพรรค ก.ก.ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้วไม่ใช่เฉพาะพรรค ก.ก.ที่กังวล แต่ประชาชนไม่อยากเห็นการพลิกขั้วรัฐบาลที่นายกฯมาจากขั้วอำนาจเก่า การโหวตนายกฯครั้งถัดไป ยังพอมีเวลาตัดสินใจ เราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปถึงจุดไหน ใกล้วันโหวตนายกฯจะพูดคุยกันอีกครั้ง ระหว่างนี้ต้องจัดเตรียมเลือกตั้งซ่อม จ.ระยอง จะส่งหรือไม่ยังอยู่ในกระบวนการ ท่าที สส.พรรค ก.ก. เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร บอกว่ามีโอกาสจะถอยหลังกลับมาจับมือกับพรรค ก.ก. ส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ยังไม่มีการประสานงานกับพรรค พท.พูดคุยเรื่องนี้ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปได้สว.กระซิบนายกฯไม่ใช่คน พท.นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. กล่าวถึงการพิจารณาโหวตเลือกนายกฯที่ยังไม่สามารถเลือกได้ว่า หนักใจแทนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท. ที่จะถูกเสนอชื่อต่อรัฐสภาโหวตเป็นนายกฯ หลังถูกตรวจสอบการซื้อขายที่ดินจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรค พปชร.ที่ยื่นให้ กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ตรวจสอบว่ามีประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมหรือไม่ ส่วนตัวเอาใจช่วยนายเศรษฐา ขอให้ชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจน หากชี้แจงไม่ชัดเจน นายเศรษฐาอาจไม่ได้รับเลือก มั่นใจว่าจะได้นายกฯคนที่ 30 แน่ แต่เดาว่าคนที่เป็นนายกฯจะไม่ได้มาจากพรรค พท. ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าจะโหวตเห็นชอบนายเศรษฐาไปก่อนแล้วสอยทีหลัง เรื่องบ้านเมืองไม่ใช่การทดลองประเทศ ไม่ใช่การเล่นขายของ คนจะเป็นนายกฯต้องถูกตรวจสอบ อย่างดีที่สุด แม้จะมีคนดีไม่ 100% หรือคนชั่วไม่ 100% แต่คนเป็นนายกฯต้องใสสะอาด มีจริยธรรม หากโหวตนายกฯรอบ 3 ชื่อนายเศรษฐาถูกเสนอต่อรัฐสภา รู้สึกหนักใจแทนไม่ก้าวก่ายการตั้งรัฐบาลสมานฉันท์เมื่อถามว่า หากพรรค พท.ไม่ได้นายกฯ ควรเปิดโอกาสพรรคลำดับถัดไปจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายกิตติศักดิ์ตอบว่า ต้องให้พรรคอันดับรองลงไป ส่วนแคนดิเดตนายกฯตอนนี้มี 2 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. ส่วนนายกฯคนนอกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสองมองว่าไปไม่ถึง เมื่อถามว่าประเมินว่าสูตรจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ มีพรรค พท.เป็นแกนนำ และพรรคอีกขั้วที่มี 188 เสียง โดยไม่มีพรรค ก.ก.จะเป็นไปได้หรือไม่ นายกิตติศักดิ์ตอบว่า หากรวมเสียงได้ขนาดนั้น ถือว่าเสียงเกิน 300 เสียง แต่อาจอยู่ไม่ถึง 4 ปี เพราะมีประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ การจัดตั้งรัฐบาลผสมสูตรใดก็ตามที่เป็นข่าว สว.ไม่ขอก้าวก่าย ส่วนทิศทางการโหวตนายกฯรอบต่อไป เชื่อว่า สว.ส่วนใหญ่จะออกเสียง ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบมากกว่าการงดออกเสียง “เรืองไกร” ยื่น กมธ.สอบ “เศรษฐา”เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นเรื่องต่อนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สว.ในฐานะรองประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้ตรวจสอบการกล่าวหานายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท. กรณีการลงนามซื้อที่ดินจากเอกชนย่านถนนสารสิน ปี 2562 ระหว่างดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท แสนสิริ จำกัด โดยมีพฤติกรรมเลี่ยงการเสียภาษี เข้าข่ายมีพฤติกรรมขัดคุณสมบัตินายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ว่าด้วยมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า ขอให้ กมธ.ตรวจสอบนายเศรษฐาก่อนจะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ขอให้เรียกข้อมูลจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ บริษัทแสนสิริ ในส่วนของแคชเชียร์เช็กซื้อขายที่ดิน สัญญาซื้อขาย รวมถึงรายละเอียดการชำระภาษี เพื่อพิสูจน์ว่าหนีภาษีหรือไม่ รวมถึงกรมสรรพากรและผู้ขายทุกรายมาให้ข้อมูลชี้เป้าเรียกสอบสรรพากร-คนขายที่ดินนายเรืองไกรกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ขายที่ดินทั้ง 12 รายระบุว่าไม่ทราบเขตที่ดินที่ชัดเจน แม้ผู้ขาย 12 รายจะเสียภาษีตามใบเสร็จ แต่ไม่ใช่ภาษีอากรหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะมีกฎหมายว่าด้วยการเสียภาษีเฉพาะ เพราะบุคคล 12 รายได้รับโอนที่ดินปี 2561 ก่อนจะขายปี 2562 ตามกฎหมายแล้ว ต้องเสียภาษีเฉพาะธุรกิจกรณีถือครองที่ดินไม่เกิน 5 ปีด้วย ขณะที่บริษัทแสนสิริถือเป็นบริษัทเอกชนที่ร่วมลงนามในข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส กรณีที่เกิดขึ้นพบว่าที่ดินที่บริษัทซื้อขายนั้น อยู่ระหว่างการพัฒนา มูลค่า 1,600 ล้านบาท แต่ปี 2561 พบมูลค่าที่สูงถึง 1.3 หมื่นล้านบาทและปี 2562 พบว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น การซื้อขายที่ดินของบริษัทแสนสิริ ต้องตรวจสอบราคาที่ดิน มีการเสียภาษีร่วมด้วยหรือไม่ เชื่อว่า กมธ.จะมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเรื่องที่ถูกกล่าวอ้าง แต่ไม่ขอชี้นำ สว.ว่าข้อกล่าวอ้างที่เกิดกับนายเศรษฐา จะทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกฯหรือไม่กมธ.เด้งรับลูกพร้อมตรวจสอบนายดิเรกฤทธิ์ เจนคลองธรรม สว. ในฐานะรองประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง กล่าวว่า กมธ.มีอำนาจรับเรื่องไว้ตรวจสอบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ที่มีหน้าที่เห็นชอบบุคคลที่เสนอให้เป็นนายกฯ บุคคลนั้นต้องถูกตรวจสอบจริยธรรม พฤติกรรม การปฏิบัติ และคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญด้วย การตรวจสอบของ สว.จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เวลาที่เหลือก่อนโหวตนายกฯ อีก 10 วันนั้นจะเร่งรัดให้ กมธ.พิจารณาศึกษา รวมถึงฟังผู้เกี่ยวข้องให้มากที่สุด ยอมรับว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของเอกชนนั้น ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้มาชี้แจง แต่ต้องขอความร่วมมือเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ถูกกล่าวอ้าง ขณะที่ก่อนหน้านี้บริษัทแสนสิริ เคยมีคำชี้แจงว่านายเศรษฐาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการจัดหาและซื้อที่ดิน เป็นประเด็นที่รับฟังได้ แต่ต้องรับฟังความรอบด้านให้ครบถ้วน“พร้อมพงศ์” นำทีมแฉกลับ “ชูวิทย์”เมื่อเวลา 14.00 น. ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรค พท. และผู้ร่วมเรือนจำเดียวกันกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง แถลงกรณีนายชูวิทย์ ออกมาโจมตีนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ตั้งประเด็น “แฉเพื่อชาติ หรือแฉเพื่อใคร?” ว่า วันนี้ทนายความได้ไปฟ้องนายชูวิทย์ข้อหาหมิ่นประมาท แล้วที่นายชูวิทย์อ้างว่าฟ้องปิดปาก ยืนยันไม่มีใครปิดปากนายชูวิทย์ ถ้าบริสุทธิ์ใจวันที่ 3 ส.ค. นายชูวิทย์แถลงข่าวว่ารัฐเสียหาย 500 ล้านบาท เพราะนายเศรษฐาทำนิติกรรมอำพราง บริษัทแสนสิริ เป็นนิติบุคคลที่มีผู้บริหารหลายคน ทำไมจ้องเล่นงานนายเศรษฐาคนเดียว ต่อมายังกล่าวหาว่าเป็นตัวการร่วมรู้เห็นเป็นใจ ยืนยันว่านายเศรษฐาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนราคาที่ดินที่ซื้อตั้งอยู่ถนนสารสิน ตรงข้ามสวนลุมพินี ทุกคนในวงการอสังหาริมทรัพย์รู้ดีว่าเหมือนทำเลทอง ราคาที่ดินเป็นราคาปกติตามท้องตลาด ส่วนราคาที่ดินซอยสุขุมวิท 24 ของนายชูวิทย์และครอบครัว ตกตารางวาละเกือบ 3 ล้านบาทไม่ต่างกัน อยู่ที่ทำเลจวกรับงานมาป่วนแค้นขายที่ไม่ได้นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า ตนมีหลักฐานภาพถ่ายนายชูวิทย์พบกับนายเศรษฐา ผู้บริหารบริษัทแสนสิริ ณ ขณะนั้น เมื่อวันที่ 8 ก.ย.65 เสนอขายที่ดินแปลงตัวเองให้บริษัทแสนสิริ แต่ถูกปฏิเสธต่อมานายชูวิทย์มาเสนอขายอีกครั้ง ถูกปฏิเสธจากผู้บริหารแสนสิริ เพราะมีปัญหาข้อกฎหมาย นี่อาจเป็นปัญหาที่ทำให้นายชูวิทย์โกรธเคืองหรือไม่ ภาพที่ปรากฏต้องบอกว่านายชูวิทย์ไม่ได้สนิทกับนายเศรษฐา ที่มาพบและนั่งกินกาแฟเพียงเฉยๆ นี่ตรงกันข้ามกับนายชูวิทย์ ที่บอกไม่มีวาระซ่อนร้อน ถามว่าที่นายชูวิทย์บอกแฉเพื่อชาติ แต่ต้องการแฉเพื่อใคร ที่ออกมาแฉเพื่อชาติและกล่าวหานายเศรษฐา แบบสาดโคลนก่อนวันโหวตนายกฯไม่กี่วัน มีเป้าหมายให้นายเศรษฐาขัดคุณสมบัติ 160 (4) หรือไม่ รับงานใครมาหรือไม่ หรือหวังผลทางการเมืองให้ใครมาเป็นนายกฯหรือไม่ ที่ระบุว่านายเศรษฐา มีนิติกรรมอำพราง คนที่มีนิติกรรมอำพรางคือ นายชูวิทย์มากกว่าในกรณีที่ดินสวนชูวิทย์ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังนายพร้อมพงศ์แถลงข่าวเสร็จได้ส่งป้ายไวนิลไปให้นายชูวิทย์ ที่รร.เดวิส สุขุมวิท 24 ให้ตรวจสอบภาพถ่ายนี้และเตือนความจำ“ชูวิทย์” ฟันธงโดนฟ้องปิดปากก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างไปขึ้นศาลคดีเป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นฯกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความชื่อดังถึงกรณีเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ให้ทนายยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทที่ออกมาแฉเลี่ยงภาษีซื้อขายที่ดินว่า ขนลุกตอนนี้มี 21 คดีแล้ว ที่ผ่านมาการเปิดโปงต่างๆเพื่อชาติบ้านเมือง นายเศรษฐาเป็นบุคคลสาธารณะ เสนอตัวเป็นนายกฯ เป็นนายทุนใช้รถไฟความเร็วสูงสายยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเข้าพรรค พท. ประชาชนอย่างตนวิพากษ์วิจารณ์ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 นายกฯต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ห้ามมีพฤติการณ์น่าสงสัย ถ้าฟ้องได้ปรึกษากับทนายความแล้วจะฟ้องกลับเลยดีหรือไม่ ถือว่ากลั่นแกล้งให้ปิดปาก ไม่ใช่เรื่องเดียวมีประเด็นอื่นต้องแถลงอีก นายเศรษฐาต้องชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ จะไปยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่าที่นายกฯต้องซื่อสัตย์ 100%นายชูวิทย์กล่าวว่า ส่วนกรณีทนายบางคนออกมาตอบโต้ไม่เป็นไร อย่าลืมคำว่าจริยธรรม คนที่เป็นนายกฯ ต้องดี 100% ไม่ใช่ดีเพียง 50% เพราะคำว่าจริยธรรมเป็นเพียงเส้นบางๆระหว่างเล่ห์เหลี่ยมของนายทุนกับความซื่อสัตย์ของนายกฯ สิ่งที่ทำนี้ถ้าคิดว่าถูกกฎหมายต้องไปประกาศว่าสิ่งที่ทำเป็นกฎของนายเศรษฐา การแบ่งแยกโอน 12 คน 12 วัน เปรียบเหมือนศรีธนญชัย ชัดเจนอยู่แล้วว่าวางแผนอะไรกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อไปยื่นเรื่องที่สรรพากรได้คำตอบแล้วหรือไม่ นายชูวิทย์ตอบว่า เป็นคนชอบขุด ชอบทำหลุมพราง คนอยากบอกว่า การนิติกรรมอำพรางลักษณะนี้ เคยมีการดำเนินคดีมาแล้ว ตัดสินคดีมาแล้ว มีบทเรียนมาแล้วมีโทษตามกรรม เมื่อผู้ซื้อและผู้ขายร่วมทำนิติกรรมอำพรางต้องรับโทษตามกฎหมาย คนใส่สูทเวลาจะปล้นไม่ได้ใช้ปืนแต่ใช้กฎหมายเว้นวรรค “เศรษฐา” ฟ้องเรียก 500 ล้านบาทต่อมาเวลา 11.00 น. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายเศรษฐาให้ยื่นฟ้องนายชูวิทย์ ฐานหมิ่นประมาทกรณีแถลงข่าวกล่าวหานายเศรษฐาเลี่ยงภาษีซื้อที่ดินของบริษัทแสนสิริ เรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาท ศาลนัดไต่สวน 9 ต.ค. นายวิญญัติให้สัมภาษณ์หลังยื่นฟ้องว่าเมื่อวันที่ 3 ส.ค.66 จำเลยทราบอยู่แล้วว่าวันที่ 4 ส.ค.มีการประชุมร่วมรัฐสภา คาดหมายว่าจะเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯของพรรค พท. จำเลยจัดแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนและสาธารณชน ที่โรงแรมเดอะเดวิส สุขุมวิท 24 ใช้ชื่อว่า “แฉเพื่อชาติ EP 1” ทั้งที่ก่อนการแถลงข่าวบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่แถลงการณ์หัวข้อ “แสนสิริ ชี้แจงซื้อที่ดินถูกต้องตามหลักกฎหมายและธรรมา ภิบาล” ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลถูกต้องตามกฎหมายโปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่จำเลยกลับยืนยันข้อเท็จจริง เจตนาไม่ให้สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบให้โจทก์เป็นนายกฯ และมีเจตนาให้ประชาชนบุคคลทั่วไป หลงเชื่อเข้าใจทันทีว่า โจทก์เป็นบุคคลไม่ดี โกงภาษี ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ขอตั้งข้อสังเกตว่านายชูวิทย์เจตนาพูดไม่ครบถ้วนให้ข้อเท็จจริงลักษณะให้เกิดความเข้าใจผิดมีวาระซ่อนเร้น กลั่นแกล้งโจทก์ทางการเมืองหรือไม่“บิ๊กตู่” ขออย่าขัดแย้งจน ปท.ไปไม่ได้เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ตรวจความพร้อมเปิดใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม รักษาราชการแทน รมว.คมนาคม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯร่วมคณะ ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์แถลงขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยกันทำงานให้ประสบความสำเร็จ มีอีกหลายอย่างที่ได้ทำไว้แล้ว จะหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนในพื้นที่อีอีซี สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือ ถ้ามองอย่างเป็นธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่ร่วมมือกันมันทำไม่ได้ทั้งหมด นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าวันข้างหน้าเราต้องร่วมมือกันอย่างนี้ จะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นอีกมากมายหลายมิติ อย่าลืมว่าเราทำอะไรและจะได้อะไร อะไรที่ยังไม่เคยทำ แล้วทำหรือเปล่า ต้องคิดและช่วยกันทำความเข้าใจด้วย อย่าให้มันมีความขัดแย้งไปเรื่อยๆทุกเรื่อง จนกระทั่งประเทศชาติเดินหน้าไปไม่ได้โยนถาม “อนุทิน” ภท.ไปจับมือ พท.จากนั้นเวลา 15.00น. พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามประเด็นการเมือง ผู้สื่อข่าวถามว่าได้แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภท.แล้วหรือไม่ หลังได้แถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค พท. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ให้ไปถามนายอนุทินเอง เกี่ยวอะไรกับผม” ระหว่างนั้นนายอนุทินเดินมากับนายกฯกล่าวว่า ยินดี ทุกวันอยู่แล้ว จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ส่งไอเลิฟยูและเดินทางกลับในทันที ขณะที่นายอนุทินระบุว่าบอกให้นายกฯทราบแล้ว “อู๊ดด้า”บอกตั้ง รบ.พลิกอีกหลายตลบที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าว่าคิดว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ไม่มีความชัดเจน แม้ขณะนี้พรรค พท.เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แต่ทั้งหมดไม่ได้แปลว่า จะมีข้อยุติแล้วอาจยังพลิกได้อีกหลายตลบ เท่าที่ประเมินสถานการณ์จากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนทุกฝ่ายอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว เมื่อถามว่า การพลิกหลายตลบจะนำไปสู่พรรคที่ 3-4 หรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ไม่สามารถตอบได้ เป็นไปได้ว่าสถานการณ์อาจไม่เป็นอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรค พท.ที่ต้องไปดำเนินการ“บุญเลิศ” ไม่ร่วมถกกติกาไม่เป็นธรรมวันเดียวกัน นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรค ปชป. โพสต์ข้อความในไลน์กลุ่ม สส.และอดีต สส. ปชป. ว่าระบุในฐานะอดีต สส.ปชป.ได้รับเชิญให้เข้าประชุมทั้ง 2 ครั้ง แต่ไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม ไม่ใช่เพราะถูกจ้างวานหรือชักชวนไม่ให้ไปประชุม เพียงเห็นว่าถ้าไปประชุมบนกติกาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เอกสิทธิ์ สส.มีเสียงโหวตเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคมากเกินความน่าจะเป็น คือมากกว่าสมาชิกธรรมดามากเสมือนว่า สส.เป็นเทวดา ส่วนสมาชิกอื่นเหมือนอะไรไม่รู้ และยังไม่ได้รับการแก้ไขโหวตไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะไม่เป็นธรรมตั้งแต่แรกแล้ว และได้เรียนสมาชิก ปชป.ไปแล้วว่าท่านอภิสิทธิ์เหมาะสมที่สุดในทศวรรษนี้ เพราะมีอุดมการณ์ ไม่เอาเผด็จการตลอดมา พรรค ปชป.มีชื่อเสียงในอดีต เพราะต่อสู้กับเผด็จการตลอดมา เหมือนกับก้าวไกลในขณะนี้ เราต้องรักษาอุดมการณ์นั้น ให้เหนียวแน่น อยากเรียกร้องให้สมาชิก ปชป. ได้ดึงวิญญาณต่อต้านเผด็จการและความรักประชาชนด้วยหัวใจกลับมา แล้วเราจะได้หัวใจจากประชาชนกลับมาเช่นกันสว.เห็นชอบ “พศวัจณ์” นั่ง ป.ป.ช.เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือนายพศวัจณ์ กนกนาก อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ทดแทน พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง ที่พ้นวาระเนื่องจากดำรงตำแหน่งครบ 9 ปีตามที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ที่มี พล.อ.อู้ด เบื้องบน สว. เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการประชุมและลงคะแนนลับมีผู้ออกเสียง 213 คน ผลปรากฏว่าที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบนายพศวัจณ์ 168 เสียง ไม่เห็นชอบ 25 เสียง ไม่ออกเสียง 20 เสียง ถือว่านายพศวัจณ์ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อนายพศวัจณ์ เพื่อทูลเกล้าฯต่อไป“ชาย นครชัย” หืดจับได้เป็น กกต.จากนั้นเวลา 13.00 น. ที่ประชุมวุฒิสภาเข้าสู่วาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายชาย นครชัย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กกต. ที่พ้นตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 70 ปี ตามที่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. ที่มี พล.อ.อู้ด เบื้องบน สว. เป็นประธาน พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการประชุมและลงคะแนนลับ ผลการลงคะแนนลับมีผู้ลงคะแนน 192 คน ให้ความเห็นชอบนายชาย 126 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 44 คะแนน ไม่ออกเสียง 22 คะแนน ถือว่านายชายได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กกต. ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือ 125 คะแนนขึ้นไป นายชายจึงเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต.รอลงอาญา “เหรียญทอง” หมิ่น “สิระ”ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีนายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กทม. พรรค พปชร. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหน้า ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 กรณีระหว่างวันที่ 22-26 ธ.ค.64 จำเลยใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เหรียญทอง แน่นหนา” โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทโจทก์รวมทั้งหมด 5 ครั้ง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยโพสต์เฟซบุ๊กเปิดเป็นสาธารณะมีประชาชนเข้าไปโพสต์แสดงความคิดเห็นต่อท้าย ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ เป็นความผิดหลายกรรม แต่การกระทำไม่ถึงกับเป็นภัยร้ายแรง พิพากษาจำคุกรวม 5 กระทง กระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 2 หมื่นบาท รวมจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท จำเลยประกอบคุณงามความดี และเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ให้ลบข้อความที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กทั้งหมด และให้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วย