มีเสียงเรียกร้องจากพรรคฝ่ายค้าน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุบสภา หลังจากที่มีประกาศใช้กฎหมายการเลือกตั้ง และกฎหมายพรรคการเมืองที่แก้ไขใหม่ แต่นายกรัฐมนตรีอ้างว่าต้องให้เวลา กกต. เพื่อเตรียมเลือกตั้งให้พร้อมเลขาธิการ กกต.ขอเวลา 25 วัน เพื่อแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และอีก 20 วัน ให้พรรคทำไพรมารีกกต.กำหนดเวลาไว้ว่า ถ้าอยู่ไปจนครบวาระสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 มีนาคม อาจเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม แต่ถ้าต้องการเลือกตั้งเร็วกว่านั้น รัฐบาลต้องยุบสภาก่อนหมดอายุ จัดเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45 ถึง 60 วัน อำนาจการยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาในจังหวะที่รัฐบาลได้เปรียบเช่นรัฐบาลมีคะแนนนิยมสูง ในหมู่ประชาชน แต่ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของสำนักโพลหลัก พรรคที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 1 และที่ 2 เป็นพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ส่วนพรรครัฐบาลที่สืบทอดอำนาจของคณะรัฐบาล มีคะแนนรั้งท้าย เช่นเดียวกับผู้นำพรรค ซึ่งจะเป็นคู่แข่งนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ได้แก่ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ตามด้วยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ แคนดิเดตพรรครวมไทยสร้างชาติ คะแนนนิยมรองลงมา อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยังไม่อยากยุบสภา พล.อ.ประยุทธ์ผู้มาทีหลัง ขอเวลาสร้างผลงานและคะแนนนิยมในเวลาที่เหลืออยู่แต่ถ้าติดตามความเห็นประชาชน ผ่านผลโพลที่ผ่านๆมา คนส่วนใหญ่เห็นว่าสถานการณ์สุกงอมพอที่จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชน ผลโพลส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการยุบสภา อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งก็พร้อม และการเมืองปั่นป่วน รัฐสภาเครื่องพัง ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ส่วนรัฐบาลอาจไม่ถึงกับพังแต่เครื่องรวนรัฐบาลที่มีพรรค พปชร.เป็นแกนนำ ขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เมื่อ “พี่น้อง 2 ป.” คือ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แยกทางกันเดิน แยกพรรคการเมืองสังกัด พี่น้องทั้งสองที่เคยกอดคอกันมาตั้งแต่เมื่อเป็นทหารชั้นผู้น้อย จนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ต้องกลายเป็นคู่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่ออำนาจเป็นการยืนยันคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ทั้งสองคนกอดคอกันมาในกองทัพนานถึง 40–50 ปี เดินเคียงบ่า เคียงไหล่มากว่า 8 ปีในทางการเมือง แต่ยังอยากไปต่อ ทั้งที่มีปัญหาทางกฎหมาย บางคนอาจเชื่อว่าตนเป็นผู้นำที่ประเทศไทยขาดไม่ได้ และมีผลงานมากกว่ารัฐบาลชุดใดๆ ไม่รู้ตัวว่าอำนาจทำให้เหลิง.