เป็นคำศัพท์ทางวิชาการรัฐศาสตร์ที่มีความหมายว่า ใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง มีคนนำมาเปรียบเทียบกับการซื้อตัวนักการเมืองในปัจจุบันที่วิ่งให้ดูดและถูกดูดอุตลุดไปหมด และมีการใช้เงินสดในการซื้อตัวกันด้วยจำนวนเลขหลายหลัก สำหรับคำจำกัดความในการซื้อตัว ส.ส.ในยุคนี้ จะใช้คำว่า กล้วย แทนคำว่า มันนี่ โพลิติก เป็นภาษาง่ายๆคนไทยเข้าใจได้ จะซื้อกันเป็นหวีหรือเป็นเครือก็อีกเรื่องอย่างไรก็ตาม ทุกยุคทุกสมัยที่มีการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่เคยมีการจับมือใครดมได้เลย องค์กรอิสระ ที่ถูกตั้งขึ้นมาทำหน้าที่นี้ ต้องพึ่งพาอาศัยความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองในการขึ้นสู่ตำแหน่ง ในที่สุดก็เลยกลายเป็นกลไกหนึ่งของ มันนี่ โพลิติก ไปเฉยเลยสิ่งหนึ่งที่เห็นอยู่ทั่วไปในสภาก็คือ งูเห่า พรรคต้นสังกัดทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากมาตรการแซงก์ชันในพรรคตัวเอง เพราะถ้าขับออกจากพรรคเมื่อไหร่เข้าทางทันที นำไปสู่ความอ่อนแอของพรรคการเมือง ตัวอยู่อีกพรรคไปรับกล้วยอีกพรรคทำงานให้อีกพรรค คนเป็นผู้บริหารพรรคจะเจ็บปวดแค่ไหน เหมือนเลี้ยงงูเห่าเอาไว้ในบ้านจะฉกกัดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ระบบมันนี่ โพลิติก จึงเป็นต้นตอสาเหตุของการทำลายระบบพรรคการเมืองโดยตรงการลาออกของ ส.ส.เพื่อไปอยู่พรรคใหม่ ตามรัฐธรรมนูญต้องสิ้นสุดสภาพ ส.ส.ไปด้วย กรณีเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ก็ตั้งคนใหม่เข้ามาแทนได้ แต่ ส.ส.เขตไม่มีการเลือกตั้งซ่อมเข้ามาแทนได้ในกรณีสภาเหลือวาระอีกไม่ถึง 6 เดือน จำนวน ส.ส.ในสภาก็จะลดลงเลยๆ ณ จุดนี้น่าจะเหลือไม่ถึง 436 คนแล้วถ้าจะลาออกไปสังกัดพรรคใหม่ ในกรณีที่รัฐบาลอยู่จนครบเทอม ก็ต้องลาออกภายในวันที่ 7 ก.พ. (วันเลือกตั้งคือ 7 พ.ค.) เนื่องจากจะต้องไปหาพรรคการเมืองสังกัดใหม่ภายใน 90 วัน จึงจะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยที่จะถึงนี้ แต่ถ้าหลังจากนั้น จะต้องเป็นกรณีการยุบสภาอย่างเดียว ส.ส. ถึงจะย้ายพรรคทัน (ภายใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง)กว่าจะถึงวันที่ 23 มีนาคม เป็นวันครบวาระ 4 ปีของสภา จะเหลือ ส.ส.ถึง 400 คนหรือไม่ สภาจะทำงานกันต่อไปอย่างไร สภาจะล่มอีกกี่รอบ ล้วนแต่เป็นการยืนยันถึงความล้มเหลวในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติความล้มเหลวของระบบพรรคการเมือง ระบอบรัฐสภาและระบอบประชาธิปไตย ก็เท่ากับเป็น ความล้มเหลวของระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ จะบอกว่าไม่ได้ดูด เขามาเองหรือไม่ก็ตาม แต่ผลของการกระทำชี้ชัดว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับเจตนารมณ์ของ ระบอบประชาธิปไตย โดยสิ้นเชิงการใช้เงินและใช้อำนาจในการเอาชนะทางการเมือง แม้จะไม่สามารถจับผิดตามกติกาในรัฐธรรมนูญได้ แต่แรงกระเพื่อมย่อมจะเกิดขึ้นกับองค์กร กลไกที่เกี่ยวข้อง วันหนึ่งก็เป็นดาบที่กลับมาเชือดคอตัวเองดูอย่างเรื่องที่ กกต.ให้ใบส้ม ผู้สมัครรายหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าต่อมาศาลตัดสินว่าไม่เป็นความผิด กกต.ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนนับสิบล้านบาท จนวันนี้ กกต.ยังนั่งมองตากันปริบๆไม่รู้จะไปเอาเงินตรงไหนมาชดใช้ให้ ประชาธิปไตยที่เหลืออยู่แค่ครึ่งใบ จะถูกฉีกวันไหนก็ไม่รู้ ว้าเหว่.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th