“เพื่อไทย” โหมโรงก่อนขึ้นสังเวียนเชือด ผุดแคมแปญ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” ให้ประชาชนร่วมลงชื่อแสดงพลังไม่ไว้วางใจรัฐบาล “สมพงษ์” จี้นายกฯกับพรรคร่วมรัฐบาลต้องสำเหนียกเสียงข้างมากและ ส.ว.ไม่อาจค้ำจุนให้อยู่รอด ลั่นมือในสภาฯหรือจะสู้ศรัทธาของประชาชน “สุทิน” โอ่นี่คือประชาธิปไตยคู่ขนาน ชาวบ้านน็อกเอาต์รัฐบาลไปแล้ว “ประเสริฐ” หอบชื่อชาวบ้านวัดใจส.ส. คนไทยไม่เอา ส.ส.จะกล้าโหวตอุ้มต่อหรือ ฝ่ายต้านเบรกไม่อยู่ กมธ.ดันแก้ รธน.วาระ 2 ก้าวไกล-พรรคเล็กรุมค้านลด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ “วิรัตน์” สวดเขตเล็กลงยิ่งซื้อเสียงหนักข้อ นายกฯถกสภากลาโหม สั่งเหล่าทัพสกัดเข้มข่าวบิดเบือนหลังจากฝ่ายรัฐบาลตอบยืนยันความพร้อมให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.เป็นต้นไป โดยให้วิปสามฝ่ายไปกำหนดวันอภิปรายที่ชัดเจน ขณะที่พรรคเพื่อไทยโหมโรงอุ่นเครื่องเปิดแคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อโหวต “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” คู่ขนานกับการอภิปรายในสภา พท.ผุดแคมเปญลงชื่อไล่นายกฯเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่รัฐสภา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน นำทีม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งส่วนใหญ่แต่งกายเป็นเชิงสัญลักษณ์ผูกเนกไทสีดำ แถลงข่าวเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลผ่าน www.change.org/prayutgetout หัวข้อ “ลงมติประชาชน รวมพลไล่ประยุทธ์” เพื่อร่วมแสดงพลังไม่ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้นำไร้ความสามารถ บริหารประเทศล้มเหลวซ้ำซาก เป็นการแสดงพลังประชาชนลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน นายกฯและพรรคร่วมรัฐบาลจะได้ตระหนักว่าเสียงข้างมากของ ส.ส.รัฐบาลและ ส.ว.ไม่อาจค้ำจุนการอยู่รอดของรัฐบาลและการดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกฯได้ หากประชาชนทั้งประเทศขาดความไว้วางใจให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไปประเทศจะจมดิ่ง กอบกู้แก้ไขลำบากลั่นมือในสภาหรือจะสู้ศรัทธา ปชช.“หากผู้ร่วมลงชื่อมากเพียงใด ยิ่งสื่อถึงความ ปรารถนาของประชาชน มือในสภาหรือจะสู้ศรัทธาประชาชน พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำหน้าที่เปิดโปงความล้มเหลวทุกด้านที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำไว้กับประชาชน ขอให้รอดูการเช็กบิลของเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายสมพงษ์กล่าวโอ่ชาวบ้านอภิปรายน็อก รบ.ไปแล้วนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แคมเปญเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่การปลุกระดม เป็นการทำงานแบบประชาธิปไตยคู่ขนานคือ ประชาธิปไตยทางตรงและประชาธิปไตยแบบตัวแทน วันนี้จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องขับเคลื่อนร่วมกัน ฝ่ายค้านพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ กำลังปรับเนื้อหาอภิปรายให้คมเข้าเป้า การอภิปรายครั้งนี้มีทั้งหลักฐานที่มีใบเสร็จบางส่วนที่มีความไม่ชอบมาพากล แม้ไม่มีใบเสร็จ แต่จะชี้ให้เห็นว่าเมื่อฟังแล้วเชื่อได้ว่ามีการทุจริต เมื่อถามว่ามั่นใจจะน็อกรัฐบาลได้หรือไม่ นายสุทินตอบว่า จะน็อกได้หรือไม่อยู่ที่ระดับสำนึกรัฐบาลว่ามีสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชนหรือไม่ วันนี้ประชาชนน็อกรัฐบาลไปแล้ว สังคมอภิปรายไปก่อนแล้ว ไม่ต้องถึงมือฝ่ายค้าน เชื่อว่าหากถึงมือเราถ้าอยู่ก็คงลำบากคนเขาไม่เอา ส.ส.จะกล้าโหวตหรือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากประชาชนลงชื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงให้เห็นชัดว่าเขาไม่ต้องการให้อยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่มีเหตุผลที่จะดื้อดึงอยู่ต่อ โดยการดำเนินการดังกล่าวจะเดินคู่ขนานไปกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อนำชื่อประชาชนมาแสดงในสภาฯให้เห็นว่าประชาชนเขาไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นมือในสภายังจะกล้ายกให้ พล.ประยุทธ์อีกหรือกมธ.ปัดแก้ไขเกินวอนผ่านวาระ 3อีกเรื่อง ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 91 แถลงยืนยันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับรัฐสภาข้อ 114 และ 124 มีเพียง 4 มาตราคือมาตรา 83 ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ มี ส.ส.เขต 400 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน เพิ่มเติมคำว่า “การเลือกตั้งต้องเป็นแบบโดยตรงและเปิดเผย” มาตรา 86 กำหนดเขตเลือกตั้งให้มี ส.ส. 400 เขตให้ชัดเจนขึ้น มาตรา 91 ให้คำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อโดยคิดฐานรวมจากคะแนนทั้งหมด ใช้ฐาน 100 คำนวณ ไม่ใช่สัดส่วนผสมแบบเดิมตัดปัญหาคำนวณปัดเศษ ที่กล่าวหาว่ามีซื้อเสียงกันมาก หวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ ยืนยันไม่ได้ดำเนินการตามอำเภอใจหรือทำให้ไม่สามารถออกเสียงอย่างเปิดเผยได้ จึงอยากเห็นความเห็นพ้องต้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ชั้นรับหลักการจนถึงขณะนี้ หลังจากนี้ต้องทิ้งไว้ 15 วันก่อนโหวตลงมติในวาระ 3 แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 60 ที่ให้ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน 20% และเสียง ส.ว. 1 ใน 3 มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะเห็นชอบ “เสรีพิศุทธ์” ไม่โหวต ขู่จะมีคนติดคุกที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวถึงการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ว่า ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกกับการเสนอญัตติดังกล่าวเข้ามา เพราะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ไม่ใช่แก้ปัญหาเพื่อปากท้องประชาชน ยืนยันไม่มีทางโหวตให้ ทราบว่าฝ่ายที่รับผิดชอบจะถอนไปบางส่วน คณะ กมธ.แก้ไขเกินหลักการ มติให้แก้ไข 2 มาตราแต่กลับจะแก้ไขไปเกือบ 10 มาตรา ผิดจริยธรรม ส่อว่าอาจมีความผิดทำให้ติดคุกกันหมด ขอให้คอยติดตามการพิจารณาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป“สงคราม” ชี้คนค้านกลัวเสียเปรียบนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า การกลับไปหาระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 แบบดั้งเดิมย่อมทำให้พรรคการเมือง เช่น พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กหวั่นเกรงว่าจะเสียเปรียบและเปิดโอกาสให้พรรคที่ คสช.หนุนหลังมีอำนาจเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ต้องกังวลกับเสียงพรรคเล็กพรรคน้อยรุมท้วงบี้ถอนร่างแก้ รธน.ฉบับอัปเดตเมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 เรื่องระบบการเลือกตั้ง วาระ 2-3 ตามที่คณะ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว ก่อนเข้าสู่วาระประชุม พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. หารือกรณี กมธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอย่างฉุกละหุกเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ยังไม่เห็นร่างแก้ไขสมบูรณ์ เมื่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งอาจไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ อะไรอยากแก้ไขควรแก้ไขระหว่างพิจารณา ไม่ใช่นำร่างฉบับใหม่มาให้พิจารณา ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า อยากให้ถอนวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไปก่อน ร่างที่แก้ไขครั้งนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้ข้อบังคับประชุมรัฐสภาที่ 37 ให้ถอนญัตติกลับไปแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อน ไม่อยากให้ผิดพลาดแล้วนำไปสู่ปัญหาระยะยาวต้านไม่อยู่ กมธ.เดินหน้าต่อนายชวนชี้แจงว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามาใหม่จะทำได้ ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากที่ประชุมรัฐสภา ก่อนถามมติที่ประชุมจะอนุญาตให้ กมธ.เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ปรับปรุงใหม่เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่ ที่ประชุมเห็นชอบให้พิจารณาญัตติดังกล่าวด้วยคะแนน 357 ต่อ 42 งดออกเสียง 86 “ไพบูลย์” ย้ำสมาชิกแปรญัตติโดยชอบต่อมาเวลา 10.20 น. เข้าสู่วาระการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 91 วาระ 2 ฉบับใหม่ที่ กมธ.ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ.ชี้แจงว่า กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว มีสมาชิกเสนอคำแปรญัตติ 48 ฉบับ เป็น ส.ส. 50 คน ส.ว.4 คน สมาชิกส่วนใหญ่แปรญัตติให้เสนอมาตราเพิ่มขึ้นใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับที่รับหลักการไว้ ยืนยันเป็นการเสนอโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญกก.-พรรคเล็กต้านลดปาร์ตี้ลิสต์จากนั้นที่ประชุมเริ่มอภิปรายในวาระ 2 มาตรา 3 ที่ กมธ.แก้ไขยกเลิกมาตรา 83 จำนวน ส.ส.จากเดิม 500 คน เป็น ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน แก้ไขเป็น ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ปรากฏว่า ส.ส.ก้าวไกลและ ส.ส.พรรคเล็กพากันอภิปรายท้วงติง อาทิ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท สนับสนุนมี ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คนตามเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวแทนวิชาชีพต่างๆที่ไม่มีความถนัดลงพื้นที่หาเสียง มีโอกาสเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อได้มากขึ้น ให้ประเทศได้ประโยชน์จากความหลากหลายของผู้สนใจมาทำงานการเมืองให้ประเทศโอดเขตเล็กลงยิ่งซื้อเสียงหนักนายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า สนับสนุนมี ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ป้องกันไม่ให้ซื้อเสียงง่ายขึ้น เมื่อเขตเล็กลงจะซื้อเสียงมากขึ้น เกิดธรรมเนียมเงินไม่มา กาไม่เป็น ระบบ ส.ส.เขต 400 คน บัญชีรายชื่อ 100 คน สร้างปัญหาให้ประเทศมาตลอด เป็นระบบพรรคใหญ่กินรวบ เป็นเผด็จการสภา เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบเลือกตั้ง ไม่สะท้อนคะแนน เสียงประชาชนอย่างแท้จริง ผู้มีอำนาจไม่กลัวผีแล้ว เหรอ อดีตเคยกลัว แต่เพียงเพื่อให้ได้ประโยชน์ก็ลืม อุดมการณ์ เลิกกลัวแล้วส.ว.ชงปรับเลือกเขตเดียวหลายคนนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญต้องให้ความสำคัญที่ประชาชน แต่การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่พรรคการเมืองได้บัตร 2 ใบ ที่ผ่านมาการเลือกตั้งมีปัญหา สร้างความแตกแยกให้ประชาชน ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เขตเลือกตั้งใหญ่ มี ส.ส.หลายคน ไม่ใช่เขตเดียวคนเดียวที่เกิดการซื้อเสียงง่าย ไม่สะท้อนความต้องการประชาชน บางพื้นที่แพ้ชนะไม่กี่แต้ม ทำให้ฝ่ายที่แพ้ไม่มีตัวแทนในพื้นที่ เกิดปัญหาไปเรียกร้องนอกสภาฯ เขตเดียวคนเดียวจึงเกิดระบบภาคนิยมขึ้นมา ถ้าแต่ละเขตได้ตัวแทนประชาชนอย่างทั่วถึงจะเกิดประโยชน์ “พิธา” อัดอย่าให้รัฐสภาไม่ใช่พื้นที่ ปชช.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า พรรคก้าวไกลสนับสนุนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบมาตั้งแต่ต้น แต่ให้มี ส.ส. เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน และคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่ออย่างเป็นธรรม ไม่ควรออกแบบให้ประชาชนรู้สึกระบบรัฐสภาไม่ใช่พื้นที่ประชาชน หากระบบเลือกตั้งสะท้อนเสียงประชาชนแท้จริง จะไม่อนุญาตให้ระบบที่กดหัวประชาชนอยู่ได้ พรรคก้าวไกลพร้อมต่อสู้ผ่านระบบเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะออกแบบการเลือกตั้งให้ตัวเองได้ประโยชน์อย่างไร มั่นใจเสียงประชาชนจะมีความหมาย มีพลังกว่าเสียงที่กดหัวประชาชนผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สมาชิกอภิปรายครบถ้วนทุกคนแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 3 ตามที่ กมธ.เสนอมาด้วยคะแนน 476 ต่อ 70 งดออกเสียง 91กก.ตื๊อ 7 หมื่นแต้มคิดบัญชีรายชื่อจากนั้นเวลา 17.30 น. เข้าสู่การพิจารณามาตรา 4 การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีพรรคการเมืองแต่ละพรรค กมธ.ให้นำคะแนนบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้มารวมทั้งประเทศ มาคำนวณแบ่งจำนวนผู้จะได้รับเลือกของแต่ละพรรค หลักเกณฑ์คิดคะแนนให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. โดย ส.ส.พรรคก้าวไกลและ ส.ว.ท้วงติงว่าเขียนไม่ชัดเจน อาจสับสนเกิดการตีความ ควรกำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำใช้คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อาทิ นายรังสิมันต์ เสนอพรรคใดได้คะแนนบัญชีรายชื่อน้อยกว่า 0.2%ของคะแนนรวมทั้งประเทศถือว่าไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ห้ามนำคะแนนมาคำนวณหาสัดส่วนจำนวน ส.ส. เมื่อได้คะแนนดังกล่าวแล้วให้นำไปคำนวณหาคะแนนพึงมีแต่ละพรรค จึงนำไปลบจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคนั้นๆได้ จำนวนที่เหลือคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคควรได้ คะแนน 0.2% เทียบผลเลือกตั้งปี 2562 อยู่ที่ 7 หมื่นคะแนน ไม่มากเกินไป เปิดโอกาสให้พรรคเล็กมีส่วนร่วมได้ห่วงพรรคใหญ่กินรวบ มัดมือชกพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.กล่าวว่า การไม่กำหนดคะแนนขั้นต่ำทำให้มีพรรคเล็กมาก ทุกคนตั้งพรรคหวังได้ 2-3 หมื่นคะแนน จะได้ ส.ส. ทำให้อ่อนแอ จัดตั้งรัฐบาลมีปรากฏการณ์กล้วยเลี้ยงลิง ขอเสนอพรรคใดได้คะแนนบัญชีรายชื่อน้อยกว่าร้อยละ 1 ของคะแนนทั้งประเทศไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแก้ปัญหาพรรคปัดเศษนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวว่า ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จะทำให้พรรคใหญ่กินรวบ ได้คะแนนสุดโต่ง มีคะแนน ส.ส.พึงมีเกินจริง พรรคใหญ่ไม่กี่พรรคจะมีเสียงมากในสภาฯแบบก้าวกระโดด ครั้งนี้แก้เพื่ออำนาจทางการเมืองจริงๆ ควรเอาข้อดีรัฐธรรมนูญปี 40 และ 60 มาผสมกัน เลือกคนที่รักและพรรคที่ชอบได้เสรี เป็นธรรม เลิกระบบมัดมือชก พรรคใหญ่กินรวบผ่านฉลุยรอ 15 วันชี้ขาดวาระ 3กระทั่งเวลา 20.10 น. หลังจากสมาชิกรัฐสภาได้ใช้เวลาอภิปรายมาตรา 4 จนครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ในที่สุดที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบมาตรา 4 ด้วยคะแนน 435 ต่อ 76 งดออกเสียง 85 จากนั้นให้รอไว้ 15 วัน เพื่อลงมติวาระสามต่อไป จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานที่ประชุมสั่งปิดประชุมเวลา 20.20 น. ทั้งนี้ วิปสามฝ่ายประสานภายในว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะนำมาพิจารณาลงมติในวาระที่ 3 ได้ในวันที่ 10 ก.ย. “บิ๊กตู่” ย้ำแต่งตั้งทหารยึดคนเก่งคนดีเมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 8/2564 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ต่อมา พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำขับเคลื่อนการปฏิรูปกองทัพ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ความมั่นคง การปรับย้ายกำลังพลกำชับทุกเหล่าทัพให้คัดเลือกผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนเก่ง คนดี และได้รับการยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนสั่งเหล่าทัพร่วมต้านข้อมูลบิดเบือนพล.ท.คงชีพกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้หน่วยขึ้นตรงกลาโหม เหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง และเปิดเผยสิ่งที่ต้องเปิดเผยให้กับสังคมประชาชน และการเมืองในกลไกรัฐสภา เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ไม่ให้เกิดช่องว่างนำข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์บุคคลองค์กร และขยายนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม ทั้งนี้ หากมีการกระทำที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความเสียหายต่อองค์กร ให้ดำเนินการติดตามเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโยก เสธ.ทบ.ไปนั่งเลขาฯ สมช.ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม จะเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วาระสำคัญมีการเสนอชื่อ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เสนาธิการทหารบก ที่เหลืออายุราชการอีก 2 ปีขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช.แทน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่จะเกษียณ เป็นอีกครั้งตั้งแต่ปี 2558 ทีี่โยกคนนอกมากินตำแหน่งตัดหน้าคนใน โดยนางศิริวรรณ สุคนธมาน รองเลขาธิการ สมช.อาวุโสสูงสุด อาจถูกส่งไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกฯเทียบเท่าซี 11 เช่นที่ผ่านมาชง ป.ป.ช.สอบ “ปู” ไฟเขียวไทยคมเมื่อเวลา 12.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายประเสริฐ อภิปุญญา อดีตกรรมการติดตามประเมินผลสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้ายื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการออกใบอนุญาตดาวเทียมให้กับบริษัท ไทยคม จำกัด มหาชน อาจส่อทุจริตทำให้ประเทศชาติเสียหาย ที่มีผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯและคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งสำนักงาน กสทช. ประกอบด้วยเลขาธิการฯ รองเลขาธิการ กสทช.ที่เกี่ยวข้องดูแลรับผิดชอบในช่วงเวลานั้น และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) มีนายมงคล วุฒินิมิต ผอ.สำนักงานบริหารงานกลาง ป.ป.ช.รับเรื่อง นายประเสริฐกล่าวว่า ยื่นร้องในฐานะส่วนตัวที่ทำหน้าที่ติดตามประเมินผล กสทช.ช่วงปี 2556-2559