ต้านกฎหมายติดหนวด 70 อาจารย์นิติศาสตร์ อาชีวะแรลลี่ฯ บีบแตรไล่ “บิ๊กตู่”

ข่าว

    ต้านกฎหมายติดหนวด 70 อาจารย์นิติศาสตร์ อาชีวะแรลลี่ฯ บีบแตรไล่ “บิ๊กตู่”

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    1 ส.ค. 2564 05:20 น.

    “เพื่อไทย-70 คณาจารย์นิติศาสตร์”ประณามข้อกำหนดติดหนวด ขัด รธน.-ละเมิดเสรีภาพสื่อและปวงชนชาวไทย “ชลน่าน” ซัดรัฐบาลเผด็จการกลัวความจริง ใช้ ก.ม.เกินขอบเขต ขัดเจตนารมณ์ รธน.ปิดหูปิดตาประชาชน แถลงการณ์ พท.จี้ยกเลิก หวดซุกเหตุผลการเมืองแอบแฝง กลบแผลรัฐบาล-ศบค.แก้โควิดเหลว 70 อาจารย์ด้านกฎหมายจวกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชี้ช่องร้องศาล รธน. นายกฯ สั่ง กสทช.ระงับไอพี แอดเดรส โดยไม่มีอำนาจรองรับ ดีอีเอสขู่ฟ่อฟันปล่อยข่าวเท็จ ผบ.ทบ.ส่งคนแจ้งจับมือปั่นข่าวรัฐประหาร ก๊วนอาชีวะฯอุ่นเครื่องแรลลี่ไล่ “ประยุทธ์” แนวร่วม

    คาร์ม็อบพรึบ กทม.-20 ตจว.พร้อมใจขับรถบีบแตรตะเพิดนายกฯ “ณัฐวุฒิ” ลั่นไม่เปลี่ยนผู้นำไม่มีทางสู้โควิดได้ฝ่ายการเมือง นักกฎหมายและหลายภาคส่วน พร้อมใจกันประณามเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ห้ามเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือน หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารฯ ของรัฐบาล เพราะเป็นคำสั่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปิดปากประชาชนและสื่อมวลชน

    พท.ซัด รบ.เผด็จการโยนบึมใส่สังคม

    เมื่อวันที่ 31 ก.ค.นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 29 ห้ามเสนอข่าวที่อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือน หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังวางระเบิดลูกใหญ่ในสังคมไทย ทำให้คนรับไม่ได้ อาจเกิดระเบิดขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง การเลือกปิดปากประชาชนไม่เกิดประโยชน์กับประเทศในยามวิกฤติขนาดนี้ ใช้กฎหมายเกินขอบเขต ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหมวดที่ 3 ระบุถึงสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย รัฐบาลไม่เคารพรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศ ใช้กฎหมายพร่ำเพรื่อ สร้างแรงกดดันในหมู่ประชาชน การแก้เฟกนิวส์ที่ดีที่สุดคือพูดความจริง หรือรัฐบาลนี้กลัวความจริง ใช้กฎหมายปิดหูปิดตา ปิดปากใกล้เคียงกับรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกควบคุมสื่อไม่ให้เสนอข่าว นอกเหนือจากสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอ มีประชาชนติดเชื้อโควิดหาเตียงไม่ได้ ไม่ได้รับการรักษากระทั่งนอนเสียชีวิตข้างถนน รัฐบาลปัดความรับผิดชอบ กล่าวหาจัดฉากแกล้งตาย ไม่ตรวจสอบแต่มากล่าวหาใส่ร้ายประชาชนเลวร้ายมากเจตนาปัดสวะไม่รับผิดชอบชีวิตประชาชน โดยปฏิเสธข้อเท็จจริง

    แถลงการณ์เฉ่งละเมิด–ขัด รธน.

    วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้ยกเลิกข้อกำหนด ฉบับที่ 29 เนื้อหาสรุปว่า ข้อกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและละเมิดต่อเสรีภาพสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูล ข่าวสาร และเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นอย่างร้ายแรง การออกข้อกำหนดต้องเป็นกรณีจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่การจำกัดการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจะทำให้การแพร่ระบาดของโรค ข้อความห้ามเสนอข่าวที่มีข้อความอันทำให้ประชาชนเกิดความกลัวนั้นไม่ชัดเจนไม่มีมาตรวัดใดใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ปล่อยให้เกิดการใช้ดุลพินิจและการเลือกปฏิบัติได้ จึงขัดต่อหลักการตรากฎหมาย และจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพประชาชนเกินสมควรแก่เหตุอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ข้อกำหนดที่ให้อำนาจผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบและวินิจฉัยว่าการเสนอข้อมูลข่าวสารของบุคคลใดเป็นการต้องห้ามตามข้อกำหนด และให้อำนาจระงับการให้บริการเป็นการมอบอำนาจให้องค์กรเอกชน ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้วินิจฉัยว่าบุคคลใดฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือไม่ ผิดหลักกฎหมายมหาชน อำนาจการวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำผิดและต้องระงับใช้อินเตอร์เน็ตควรเป็นอำนาจศาลหรือ กสทช.ตามกรอบกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น

    ซุกการเมืองแอบแฝงจี้ยกเลิก

    แถลงการณ์ระบุอีกว่า เหตุผลการออกข้อกำหนดระบุไว้ชัดเจนว่า “โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนเกิดความกลัวหรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน” การจำกัดการเสนอข่าวต้องเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จเท่านั้น การเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงไม่ควรถูกห้ามไปด้วย การออกข้อกำหนดเพื่อเอาผิดกับผู้ที่พูดความจริงจึงมีเจตนาเพื่อปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน เหตุผลเบื้องหลังการออกข้อกำหนดนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลและ ศบค.บริหารงานล้มเหลว ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนกระทบต่อสถานะการดำรงอยู่ของรัฐบาล เหตุผลที่แท้จริงมิได้เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะทำให้การแพร่ระบาดยุติลง แต่มีเหตุผลทางการเมืองแอบแฝง พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าไม่มีเหตุผลจำเป็นต้องออกข้อกำหนดนี้ และการออกข้อกำหนดขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงขอเรียกร้องให้ยกเลิกเสีย

    “พิธา” ชง 5 ข้อดูแลนักรบด่านหน้า

    นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “มาตรการ 5 ข้อ ดูแลบุคลากรด่านหน้า ถ้าทหารได้รับการดูแลเป็นพิเศษหลังการรัฐประหาร บุคลากรด่านหน้าของเราต้องได้มากกว่า” ว่าขอเสนอมาตรการ 5 ข้อ คือ 1.วัคซีน mRNA ต้องให้บุคลากรด่านหน้าก่อน 2.จัดงบกลางให้พร้อม เบิกชุด PPE PAPR หน้ากาก N95 อุปกรณ์ป้องกันทุกชนิดให้พร้อม ลดขั้นตอนเบิกจ่ายแบบราชการที่ซับซ้อน 3.ทำประกันชีวิตให้ครอบครัวบุคลากรด่านหน้า 10 ล้านบาท 4.เร่งสร้างกำลังเสริมเป็นกองหนุนให้กับบุคลากรด่านหน้า ปลดล็อกทุกกฎระเบียบและข้อจำกัด ทำเทรนนิ่งบุคลากรที่ยังไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลโควิดโดยตรงให้ดูแลได้ 5.เพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสม หลังรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ใช้กฎอัยการศึกหลายเดือนทหารและแขนขา คสช.ได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าตอบแทนพิเศษ ได้นับเวลาราชการทวีคูณ ถ้าทหารได้รับการดูแลพิเศษช่วงรัฐประหาร บุคลากรด่านหน้าของเราต้องได้มากกว่า

    “เจ๊หน่อย” เตือนหมดเวลาอคติใส่กัน

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่าวันนี้ผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นทำนิวไฮถึง 18,912 ราย เสียชีวิต 178 ราย ตั้งแต่ประกาศล็อกดาวน์มารวม 19 วันแล้ว ผู้ติดเชื้อมีแต่สูงขึ้นไม่มีลด การบังคับประชาชนให้หยุดทำมาหากินอย่างเดียวโดยไม่เร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อ นำผู้ติดเชื้อเข้าระบบดูแลและรักษา ไม่มีทางจะคุมการระบาดได้ในเวลาอันสั้น ขอย้ำให้เร่งทำตามแผนพิมพ์เขียวของพรรคไทยสร้างไทย ระดมตรวจเชิงรุกกลุ่มเสี่ยงพื้นที่สีแดงเข้มทุกคนด้วย Rapid Antigen test เร่งเพิ่มศูนย์พักคอยในชุมชุนให้เพียงพอ เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากครอบครัวและชุมชน ผู้ติดเชื้อที่เริ่มมีอาการ ต้องให้ยาฟาวิพิราเวียร์ทันที ปรับแผนวัคซีนเร่งนำ mRNA มาเป็นวัคซีนหลักคู่กับ Astra Zeneca และเร่งฉีดให้ได้วันละ 500,000 โดส เพื่อฉีดให้จบภายในสิ้นปีนี้เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย หมดเวลาจะมานั่งอคติใส่กัน ถึงเวลาทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิด และเร่งหาทางนำพาประชาชนชาวไทย ออกจากมหาวิกฤติครั้งนี้ให้เร็วที่สุด ข้อเสนอที่พรรคจัดทำด้วยความปรารถนาดี หวังว่ารัฐบาลจะเร่งนำไปพิจารณาปรับแผนการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องลำบากไปมากกว่านี้

    “แรมโบ้” ยันนายกฯไม่ท้อขอหยุดไล่

    นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ลาออกให้สภาฯเลือกนายกฯจากบัญชี ถ้าไม่ได้เปิดทางให้มีนายกฯจากคนนอกบัญชีเร่งแก้ปัญหาโควิด แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และให้ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯว่า เศร้าใจ พยายามล้มรัฐบาลนี้ให้ได้เข้าอีหรอบเดิมอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนนายกฯจนตัวสั่น ใช้ความเพลี่ยงพล้ำวิกฤติโควิดมาซ้ำเติมประเทศการเมือง ขอร้องพักไว้ก่อน รอให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิดทั่วโลกก่อน ยืนยันว่านายกฯไม่ท้อและไม่ทิ้งงานบริหารประเทศในยามที่ประชาชนยังเดือดร้อนลำบากแน่นอน

    “ไพบูลย์” นัด 4 ส.ค.ลุยแก้ รธน.

    นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 และมาตรา 91 รัฐสภา กล่าวว่า ได้แจ้งหนังสือนัดประชุม กมธ.วันที่ 4 ส.ค.ที่รัฐสภา ห้องประชุมชั้น 6 พิจารณาคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภา ในการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นเรื่องระบบเลือกตั้ง 48 ฉบับ พร้อมตั้งคณะทำงานพิจารณาคำแปรญัตติ โดยแจ้ง 5 ข้อกำหนดมาตรการความร่วมมือการประชุมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 5 ข้อดังนี้ 1.ขอให้ฝ่ายเลขาฯ เตรียมเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการประชุมได้เท่านั้น เพื่อรักษาระยะห่าง 2.ของดผู้ติดตามเข้าไปนั่งในห้องประชุม เพื่อลดจำนวนผู้เข้าประชุม 3.ขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมใส่หน้ากาก 2 ชั้น 4.การประชุมกระชับเวลาให้ใช้เวลาประชุมน้อยที่สุด แต่ให้สาระสำคัญครบถ้วน 5.งดเสริฟอาหารว่างในห้องประชุม

    ดีอีเอสขู่ฟัน-ผบ.ทบ.แจ้งจับปั่น รปห.

    น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียประเด็นทหารเข้าควบคุมตัวนายกฯ เพื่อให้กองทัพบกเตรียมรัฐประหาร ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจสอบข้อเท็จจริงพบเป็นข้อมูลเท็จ หวังสร้างให้เกิดความวุ่นวายในสังคม ผิดกฎหมาย ทำลายชื่อเสียงกองทัพและรัฐบาล พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ.มอบหมายให้ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก (ผอ.สธน.ทบ.) เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ปล่อยข่าวปลอม ประชาชนอย่าหลงเชื่อ ไม่ส่งหรือแชร์ต่อ ขอเตือนการผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอมเสี่ยงถูกดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและกฎหมายอื่น มีโทษทั้งจำและปรับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 ก.ค. พล.ต.บุรินทร์เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กอง บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อดำเนินคดีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กระบุชื่อ “Nathapong Akkara” นำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จและหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ แชร์ข้อมูลเท็จ

    คณาจารย์นิติฯค้านคำสั่งติดหนวด

    ช่วงดึกวันที่ 30 ก.ค.นายณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก New Srukhosit ระบุว่าแถลงการณ์คณาจารย์นิติศาสตร์ 70 คน เห็นว่าข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินขัดรัฐธรรมนูญ ใจความว่าตามที่นายกฯได้ออกข้อกำหนดที่ 29 คณาจารย์นิติศาสตร์สถาบันต่างๆรวม 72 คน เห็นว่าช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้รัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ แต่ไม่สามารถระงับการใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างสิ้นเชิง การจำกัดสิทธิต้องกระทำด้วยความ ระมัดระวัง ภายใต้สัดส่วนสมควรแก่เหตุ โดยเฉพาะกรณีบังคับเป็นโทษทางอาญาและเห็นว่าข้อกำหนดมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแจ้งชัด ด้วยเหตุผลการห้ามเสนอข้อความที่มี “ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว” ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 35 และ 29 ข้อความคลุมเครือไม่ชัดเจน หากเป็นข่าวสารในแง่ลบ อาจถูกตีความได้ว่าเป็น “ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว” และเป็นความผิดตามกฎหมายได้ เท่ากับห้ามประชาชนและสื่อมวลชนไม่ให้ใช้เสรีภาพนำเสนอข่าว เพราะไม่แน่ใจว่าการนำเสนอข่าวสารจะผิดกฎหมายหรือไม่ ส่งผลให้ส่วนหนึ่งอาจเลือกไม่แสดงออกหรือไม่นำเสนอข่าวเลย (chilling effect) ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

    ชี้ช่องร้องศาลรัฐธรรมนูญ

    แถลงการณ์ระบุว่า การฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสองปี บทบัญญัติที่คลุมเครือ ขัดต่อหลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ” แม้คำว่า “หวาดกลัว” เคยปรากฏในกฎหมายไทย แต่บัญญัติองค์ประกอบความผิดข้ออื่นไว้ชัดเจน และมีบทยกเว้นความผิดด้วย อาทิ ประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) ฉบับที่ 17 พ.ศ.2501 หรือ ปร.ฉบับที่ 42 พ.ศ.2519 ห้ามเผยแพร่เฉพาะ “ข้อความซึ่งเป็นเท็จในลักษณะที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตกใจหรือวิตกกังวลหรือเกิดความหวาดกลัว” แม้คัดลอกถ้อยคำมาจากมาตรา 9 (3) แห่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 2548 แต่เห็นชัดว่าบทบัญญัติมาตรา 9 (3) กฎหมายแม่บท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง สมควรให้มีการเสนอคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทางที่เหมาะสมต่อไป

    จวกข้อกำหนดขัด รธน.ไม่ชอบด้วย ก.ม.

    แถลงการณ์ระบุอีกว่า การกำหนดให้สำนักงาน กสทช.แจ้งผู้รับใบอนุญาตให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ IP address และให้แจ้ง สนง.กสทช.ทราบและให้ระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ IP address ที่เผยแพร่ข่าวสารต้องห้ามทันทีไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 มาตรา 36 ประกอบมาตรา 26 เจ้าหน้าที่รัฐจะจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ อันได้แก่ เสรีภาพการติดต่อสื่อสารถึงกัน และเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ต้องมีกฎหมายระดับ พ.ร.บ.หรือเทียบเท่าให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง การสั่งระงับให้บริการอินเตอร์-เน็ตแก่ IP address ใด ย่อมกระทบต่อเสรีภาพสองประการดังกล่าว

    ผู้นำสั่งระงับไอพีไม่มีอำนาจให้ทำ

    “หากนายกฯและ สนง.กสทช.ต้องการระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตต้องมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจท่านไว้ด้วย เมื่อพิจารณาความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 บทบัญญัติที่นายกฯใช้ออกข้อกำหนดดังกล่าวกลับไม่พบข้อความใดๆที่ให้อำนาจนายกฯออกข้อกำหนดหรือประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่ “สั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อหรือการสื่อสาร” หรืออีกนัยหนึ่ง คือการสั่งระงับการให้บริการอินเตอร์เน็ตได้เลยด้วยเหตุนี้ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอเรียกร้องให้นายกฯเลิกหรือแก้ไขข้อกำหนดดังกล่าวเสียใหม่ โปรดสังวรด้วยว่ามาตรา 17 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 ยกเว้นความรับผิดทางกฎหมายให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่เฉพาะแต่กรณีกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็นเท่านั้น”

    แรลลี่อาชีวะไล่ “ประยุทธ์”

    เมื่อเวลา 14.00 น. ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชน นำโดยนายธนเดช ศรีสงคราม หรือม่อน นัดมวลชนวัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา ศิษย์เก่า สถาบันอาชีวะต่างๆ ร่วมจัดแรลลี่คาร์ม็อบ รวมพลังคนพันธุ์ R อาชีวะขับไล่เผด็จการ มีทั้งจักรยานยนต์และรถแห่ จากนั้นเวลา 16.00 น. เริ่มเคลื่อนขบวนไปตามถนนราชดำเนิน ถนนนครสวรรค์ ถนนพิษณุโลก ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถนนราชปรารภ ถนนดินแดง ถนนรัชดาภิเษก ถนนอโศกมนตรี ถนนสุขุมวิท ถนนราชดำริ หยุดพักขบวนหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งถนนราชดำริ แกนนำปราศรัยโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เรียกร้องให้ลาออกทันที โดยรถจักรยานยนต์นับร้อยคัน เร่งเครื่องเสียงดังพร้อมบีบแตร ชูสามนิ้วนาน 10 นาที ก่อนมุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ร่วมกันชูสามนิ้ว เคารพธงชาติตอน 18.00 น. และปราศรัยโจมตีการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์อีกครั้ง ก่อนยุติการชุมนุมในเวลา 18.45 น.

    นายธนเดช ศรีสงคราม แกนนำกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชน กล่าวว่า ชาวอาชีวะทุกสถาบันรวมตัวแสดงพลังจะเลิกตีกัน แล้วมาจับมือร่วมกันขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์และเรียกร้องวัคซีนที่ดีให้ ประชาชน

    คาร์ม็อบกระหึ่ม กทม.-ตจว.ไล่ “บิ๊กตู่”

    ส่วนการจัดชุมนุมใหญ่คาร์ม็อบชื่อ“ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” (วิภาวดีรังสิต) ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ วันที่ 1 ส.ค. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำผู้จัดคาร์ม็อบ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นอยู่ที่ประตู 6 สนามบินดอนเมืองเวลา 13.00 น. ตนจะมาถึงจุดนัดหมายก่อนเวลา 5-10 นาที เพื่อแสดงสัญลักษณ์และเคลื่อนขบวน ไปตามถนนวิภาวดี สิ้นสุดบริเวณแยกดินแดงแล้ววนกลับตลอดสาย ขับวนไปโดยไม่มีหัวขบวน เมื่อถึงเวลา 16.00 น. ยุติ เท่าที่รับทราบหากไม่รวมประชาชนจังหวัดเขตปริมณฑล ที่จะมาร่วมใน กทม. แล้ว คาดว่ามีประชาชนจังหวัดต่างๆมากกว่า 20 จังหวัดร่วมจัดคาร์ม็อบในพื้นที่คู่ขนานกับทาง กทม.

    ขณะที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจ ขับรถไล่ตู่ 1 สิงหาคมนี้ 10.30 น. เริ่มตั้งขบวน ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อพูดแล้วไม่ยอมไป ต้องขับรถไล่ ขอเชิญราษฎรทุกท่านร่วมกันขับไล่ตู่ ขับรถมาให้เต็มท้องถนน บีบแตรให้ดังสนั่น

    “เต้น” ลั่นไม่เปลี่ยนผู้นำสู้โควิดไม่ได้

    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.โพสต์ข้อความในสื่อออนไลน์ระบุว่า เพื่อนมิตรถามกันมามาก คาร์ม็อบเริ่มที่ไหน จัดให้ตามคำขอ 1 ส.ค. 11.00 น. พบกันแยกราชประสงค์ ใช้เส้นทางประตูน้ำมุ่งหน้าวิภาวดีมาสู้ด้วยกัน หลั่งไหลมาเป็นลาวาประชาชน มีของฝากติดมือกลับบ้านด้วยนะจ๊ะ ให้มันจบที่รุ่นมัน

    นายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ว่า ประชาชนรวมพลังกันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการ บริหาร เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลสูญเสียความชอบธรรม ไม่มีประสิทธิภาพแก้ปัญหาโควิด-19 ทุกคนเชื่อมั่นด่านหน้าหน่วยงานการแพทย์ แต่ไม่เชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ เดือดร้อนกันแสนสาหัส ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไป ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้

    โฆษก บช.น.ย้ำม็อบผิด ก.ม.3 ฉบับ

    ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษก บช.น. กล่าวว่า ตามที่มีการประกาศเชิญชวนชุมนุมหลายกลุ่ม ขอเตือนว่าพื้นที่กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การกระทำดังกล่าวอาจมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรคและ พ.ร.บ.จราจร ส่วนคาร์ม็อบ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ไปหลายพื้นที่ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ มีการทำลายสิ่งกีดขวาง ผู้บังคับบัญชาการสั่งการให้ตำรวจพื้นที่รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด เบื้องต้นมีภาพจากกล้องวงจรปิดผู้กระทำความผิดประมาณ 25 คน รวมถึงแกนนำ คาดว่าจะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาได้สัปดาห์หน้า ข้อหาความผิดร่วมกันมั่วสุม ร่วมกันทำให้เกิดเพลิงไหม้ ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน พรรคประชาธิปัตย์ส่งตัวแทนแจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ชุมนุมไล่บิ๊กตู่ราชดำริคาร์ม็อบกลุ่มอาชีวะข่าวหน้า1

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 เวลา 10:11 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์