6 องค์กรสื่อกดดัน ยกเลิกปิดปาก บุกทำเนียบจี้ “บิ๊กตู่” (คลิป)

ข่าว

    6 องค์กรสื่อกดดัน ยกเลิกปิดปาก บุกทำเนียบจี้ “บิ๊กตู่” (คลิป)

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    31 ก.ค. 2564 05:25 น.

    6 องค์กรวิชาชีพสื่อบุกทำเนียบ จี้ “บิ๊กตู่” ยกเลิกคำสั่ง ติดหนวด หวั่นถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพสื่อ-ประชาชน ฮึ่มขืนเพิกเฉยจะยกระดับกดดัน โฆษก รบ.แจงเป้าหมาย ทุบข่าวปลอม ไม่เจตนาปิดปากสื่อ วาระด่วน กสทช.เรียกถกค่ายมือถือ พท.ย้อนคนที่โดนควรเป็นฝ่ายรัฐบาล ฉะตัวดีต้นตอปล่อยข่าว ก้าวไกลจวกมองประชาชนเป็นศัตรู “ตั๊น” เตือนยิ่งสร้างความหวาดระแวง “เชาว์” ชี้ผู้นำวิตกจริต ใช้อำนาจปิดปากได้ แต่ปิด ความจริงไม่ได้ “ตู่” ลั่นไม่ใช่เวลายุบสภา-ลาออก “ปู” แซะวิสัยทัศน์ผู้นำพาชาติรอด “ลายจุด” แย้ม คาร์ม็อบบิ๊กเบิ้มแน่ “ไผ่” นำทีมกดดัน ภท.-ปชป. ถอนตัว คน ปชป.โวยแหลกเด็กเวร

    6 องค์กรวิชาชีพสื่อเดินหน้าลุย บุกทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือจี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 27, 29 ที่สุ่มเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้

    6 องค์กรสื่อบุกล้มคำสั่งติดหนวด

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 ก.ค. ที่ห้องรับรอง 1 ทำเนียบรัฐบาล นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พร้อมผู้แทน 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผ่านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 27 ข้อ 11 และข้อกำหนดล่าสุดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 9 ที่สุ่มเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34-35

    ขืนไม่เลิกพร้อมยกระดับกดดัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จดหมายเปิดผนึกยังระบุว่าข้อกำหนดดังกล่าวให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเอาผิดได้แม้เพียงแค่ “ข้อความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว” โดยปราศจากหลักเกณฑ์หรือขอบเขตของการใช้อำนาจที่ชัดเจน ดังนั้น ประชาชนและสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข้อเท็จจริงหรือความจริง อาจถูกดำเนินคดีหรือคุกคามจากหน่วยงานรัฐได้ อีกทั้งตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกแถลงการณ์แสดงความกังวลขอให้รัฐบาลทบทวนการออกข้อกำหนดข้างต้น หรือจัดทำแนวปฏิบัติให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการบังคับใช้ เพื่อป้องกันนำไปเป็นเครื่องมือปิดกั้นการทำหน้าที่เสนอข่าวของสื่อมวลชน และการแสดความคิดเห็นโดยสุจริตของประชาชน แต่กลับถูกเพิกเฉย และยังออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซ้ำอีกครั้ง โดยขยายขอบเขตการใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพการแสดงความเห็นของประชาชน และสื่อมวลชนให้กว้างขวางออกไปอีก ดังนั้น 6 องค์กรสื่อขอเรียกร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดทั้ง 2 ฉบับทันที หากนายกฯยังคงเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง 6 องค์กรสื่อจะเพิ่มมาตรการกดดันให้รัฐบาลต้องพิจารณายกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ทั้งมาตรการทางด้านกฎหมาย และมาตรการทางสังคมจนถึงที่สุด

    หนุนรัฐบาลสกัดกั้นเฟกนิวส์

    นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า องค์กรสื่อมีข้อห่วงใยและมีความวิตกกังวลต่อข้อกำหนดฉบับที่ 27 และฉบับที่ 29 จึงตัดสินใจยื่นหนังสือต่อนายกฯ ที่ผ่านมาองค์กรสื่อทำงานร่วมกับภาครัฐมาโดยตลอด ทั้งกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รวมทั้ง ศปก.ศบค.อย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางไลน์อยู่แล้ว ขอยืนยันผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นด้วยกับรัฐบาลที่สกัดกั้นข่าวปลอม ไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง

    แจงยิบต้องการทุบข่าวปลอม

    นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ข้อกำหนดที่ออกมาเป็นเพียงการปิดช่องว่างกฎหมายที่มีข้อจำกัดในการบังคับใช้ รัฐบาลมีเจตนารมณ์เพียงยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสกัดกั้นการเผยแพร่ข่าวปลอม รวมทั้งการกระทำที่เป็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้เจาะจงหรือตั้งใจบังคับใช้กับสื่อมวลชนวิชาชีพ แต่เป็นที่รับทราบโดยทั่วไปว่ามีการสื่อสารสาธารณะผ่านแพลตฟอร์มต่างๆที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้นำมาจากข้อเท็จจริง ไม่สามารถควบคุมและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สังคม ประชาชนเกิดความหวาดระแวงหรือหวาดกลัว โดยเฉพาะวิกฤติโควิด-19 ขณะนี้ในหลายประเทศพบปัญหาการเผยแพร่ข้อความเท็จข่าวปลอมจำนวนมากเช่นกัน และนายกฯให้นโยบายแก่หน่วยที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมาย ต้องระมัดระวัง ต้องเป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์

    ยัน “ผู้นำ” ไม่มีเจตนาปิดปากสื่อ

    นายอนุชากล่าวว่า นายกฯและรัฐบาลยืนยันไม่มีเจตนาปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนวิชาชีพ พร้อมเชิญชวนสื่อมวลชนและองค์การสื่อวิชาชีพ ร่วมกับภาครัฐแสวงหาพื้นที่กลาง (Common Ground) เพื่อร่วมกันออกแบบกรอบการทำงาน และเป็นช่องทางประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐ และสื่อมวลชน รวมทั้งยังได้เพิ่มเติมให้มีการใช้ช่องทางโฆษกกระทรวง ที่มีภาระหน้าที่สื่อสารให้ข้อมูลอำนวยความสะดวกเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อประสานข้อมูล อย่างไรก็ตาม วันนี้สื่อมวลชนและรัฐบาลเห็นพ้องร่วมกัน มีความจำเป็นต้องสกัดกั้นข่าวปลอม เพราะข้อมูลที่ถูกต้องคือประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

    วาระด่วน กสทช.ถกค่ายมือถือ

    นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ได้เชิญผู้แทนกระทรวงดีอีเอส กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในประเทศ (ISP) และผู้ให้บริการมือถือมาหารือทำความเข้าใจ และกำหนดแนวทางดำเนินการตามข้อกำหนดดังกล่าว ยืนยันว่า กสทช.จะไม่ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพในการติดตามสื่อสาร ประชาชนและสื่อมวลชนอย่าได้กังวล จะไม่มีการปิดกั้นการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย แต่จะดูแลในส่วนของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงเท่านั้น

    พท.ย้อนคน รบ.ควรโดนมากกว่า

    ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงมาตรการรัฐบาลที่บังคับใช้กฎหมายเข้มข้นกับสื่อมวลชนและประชาชน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวการบริหารงานของรัฐบาลว่าก่อนจะบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับประชาชนและสื่อมวลชน ควรบังคับใช้กับรัฐบาลก่อน ถ้าใช้กฎหมายตรงไปตรงมาไม่สองมาตรฐาน รัฐบาลอาจถูกดำเนินคดีมากกว่า อาทิ กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข เคยบอกว่าไตรมาสที่ 3 วัคซีนจะล้นโรงพยาบาล บอกว่าไม่มีการเลื่อนฉีดวัคซีนก็เลื่อนมากกว่า 100 แห่ง ถือเป็นข้อความเท็จหรือไม่ การตั้งทีมเฉพาะกิจไล่ล่าเฟกนิวส์กับประชาชนและสื่อควรตรวจสอบพวกเดียวกันก่อน สะท้อนการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่ผิดพลาด ไม่ใช่หมดปัญญาแก้ปัญหาก็มาไล่จับเฟกนิวส์

    ฉะรัฐบาลตัวดีต้นตอปล่อยข่าว

    นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีอำนาจมากมายจะไปกลัวเฟกนิวส์ทำไม การแก้ที่ดีที่สุดคือนายกฯต้องพูดความจริงกับประชาชน ไม่ใช่ไปไล่จับ และต้นตอความผิดเกิดจากรัฐบาล เพราะศิลปิน ดารา พี่น้องประชาชนอึดอัดใจกับการบริหารงานที่ล้มเหลวซ้ำซาก จึงออกมาสื่อสารกับประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยพูดความจริงในการแก้ปัญหาโควิด ว่ามีวิธีบริหารจัดการอย่างไร ที่นายกฯสั่งการให้กองทัพออกไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ถึงเวลานี้ยังไม่เห็นมีหน่วยงานลงไปช่วยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะรถกู้ชีพของกองทัพที่มีจำนวนมาก แต่กลับจอดตายในหน่วยไม่เคยนำออกมารับใช้ประชาชน ทุกวันนี้มีแต่ผู้แทนราษฎรในพื้นที่วิ่งวุ่นหารถรับผู้ติดเชื้อกลับไปรักษาในพื้นที่ของตัวเอง หรือทหารมีหน้าที่ยึดอำนาจเท่านั้น

    ปิดปากสร้างความหวาดกลัว

    น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่ามีการจัดฉากภาพผู้เสียชีวิตนอนริมถนน เพื่อสร้างสถานการณ์ว่า อยากให้ น.ส.ทิพานันลดอีโก้ให้น้อยลง มองคนให้เป็นคนมากขึ้น อย่ามุ่งขายจิตวิญญาณเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนในรัฐบาล จนมองไม่เห็นศพคนตาย หากมีหลักฐานจริงควรนำข้อมูลไปแจ้งความดำเนินคดี ดีกว่ามากล่าวโทษประชาชนผู้สูญเสียแบบนี้ ขณะที่การออกข้อกำหนดใหม่ ฉบับที่ 29 เพื่อคุมในสื่ออินเตอร์เน็ต สะท้อนว่ารัฐบาลมีเจตนาไล่ปิดปากประชาชน หวังทำให้เกิดความกลัวเพื่อปกป้องตัวเอง เท่านั้น ทั้งที่นายกฯ และองคาพยพ บริหารจัดการล้มเหลวทุกด้าน แต่กลับใช้วิธีการขู่ไม่ต่างจากเผด็จการ แทนที่เจ้าหน้าที่จะทุ่มสรรพกำลังไปทำงานช่วยเหลือประชาชน กลับใช้เวลาไปกับการปกป้องรัฐบาล และยังอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

    พท.ชงประเด็นขึ้นเขียงซักฟอก

    นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรมแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อกำหนดที่สั่งการให้ กสทช.ปิดกั้นสื่อ ระงับให้บริการอินเตอร์เน็ต ถือเป็นเรื่องใหญ่ กระทบต่อสิทธิประชาชนและสื่อมวลชนเกินกว่าปกติ กฎหมายจึงกำหนดให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงก่อนถึงจะดำเนินการได้ ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่กลับใช้ข้อกำหนดดังกล่าวที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย รัฐบาลอาจมีความผิด ต้องรับผลที่ตามมาด้วย การปิดปากสื่อปิดปากประชาชน หากทำโดยไม่มีกฎหมายรองรับยิ่งเป็นปัญหา จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลที่มาจากประชาชน หากข้อกำหนดที่รัฐบาลบังคับใช้กับประชาชนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประชาชนและสื่อมีสิทธิไม่ปฏิบัติตาม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึง พรรคเพื่อไทยจะพิจารณาประเด็นใช้อำนาจของรัฐบาลที่เป็นปัญหาขณะนี้ เสริมประเด็นความผิดพลาดการบริหารประเทศต่างๆของรัฐบาลด้วย

    ก้าวไกลซัดมองประชาชนเป็นศัตรู

    นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เเถลงว่า ข้อกำหนดฉบับที่ 29 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน และประชาชน ในการแสดงความคิดเห็น การบริหารที่ผิดพลาดร้ายแรงของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากการนำเสนอข่าวของสื่อและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แทนที่จะแก้ไขข้อผิดพลาด รัฐกลับมองสื่อและประชาชนเป็นภัยความมั่นคง เป็นศัตรู สะท้อนว่ารัฐบาลยังดึงดันจะลิดรอนเสรีภาพ อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 36 พรรคก้าวไกลขอเรียกร้องให้นายกฯยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ทันที และยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลับไปแก้ไขโควิดอย่างจริงจังภายใต้ระบบกฎหมายปกติ รัฐบาลที่จะแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ได้ คงไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อีกต่อไป เป็นความผิดพลาดที่ให้อภัยไม่ได้อีกแล้ว ยังเชื่อมั่นว่าสื่อมวลชนจะร่วมกันต่อต้านจนถึงที่สุด

    “ตั๊น” ชี้ยิ่งสร้างความหวาดระแวง

    ที่ สน.พลับพลาไชย 1-2 น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรองประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนฯ กล่าวภายหลังมอบถุง “เติมพลังใจ สู้ภัยโควิด-19” บรรเทาความเดือดร้อนแก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ว่า อยากให้รัฐบาลเพิ่มและกระจายจุดฉีดวัคซีนในพื้นที่อื่นๆและจังหวัดต่างๆที่มีความพร้อม รวมถึงกระจายจุดตรวจหาเชื้อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด สำคัญที่สุดคือสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง สื่อสารตรงไปตรงมา ให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวมถึงเปิดใจกว้างรับฟังเสียงประชาชน แทนที่จะเร่งสร้างความมั่นใจ แต่กลับออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ที่น่าจะเข้าข่ายจำกัดเสรีภาพประชาชนเกินกว่าเหตุ ให้ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้าม ยิ่งสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ขณะที่ประเทศกำลังต้องการความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย รัฐบาลต้องเลิกมองประชาชน และผู้เห็นต่างเป็นศัตรู

    ปิดปากได้แต่ปิดความจริงไม่ได้

    นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “อำนาจอาจปิดปากได้ แต่ปิดความจริงไม่ได้” การออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 คิดว่าหน่วยงานที่จะโดนดำเนินคดีก่อนคือ ศบค. ความซวยจะไปเยือนทั้ง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ หรือหมอเบิร์ด รองโฆษกฯ ที่สลับกันแถลงข่าวรายวัน เพราะทุกคำแถลงมีแต่ข่าวร้ายจากความจริงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ อยากให้ผู้มีอำนาจตระหนักว่า “อำนาจปิดปากคนได้แต่ปิดความจริงไม่ได้” ในวิกฤติโรคระบาดที่ทุกคนถามหาความช่วยเหลือ ขอให้เปิดเผยความจริง แต่ถูกปิดปากโดยกฎหมาย อย่าให้ความวิตกจริตของผู้นำมาทำลายเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน พวกบิดเบือนจงใจให้ข้อมูลเท็จ มีกฎหมายจัดการอยู่แล้ว ทำให้เด็ดขาดไปเลย แต่ต้องไม่ฟาดงวงฟาดงามาถึงคนสุจริตก่อนที่แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ และในอดีตไม่เคยมีรัฐบาลไหนอยู่ได้ด้วยกฎหมายที่กดขี่เสรีภาพของประชาชน

    “ตู่” ลั่นไม่ยอมยุบสภา–ลาออก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบคำถามสื่อมวลชนผ่านคลิปวิดีโอความยาว 36 นาที ถึงประเด็นการถอดใจลาออกหรือยุบสภาว่า ยังไม่ใช่เวลา วันนี้ทำงานหนักทุกวัน คิดว่าพยายามทำอย่างที่สุดแล้วด้วยการฟังเสียงประชาชน ไม่เคยทิ้งสักงาน จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตรงนี้ ต้องทำทุกเรื่องและไม่เคยท้อ เพียงแต่เสียใจ เห็นใจผู้ที่สูญเสีย ขอร้องนักการเมืองแล้วกัน ถือว่าท่านเป็นผู้แทนมาจากประชาชน ต้องมีหลักคิดวิเคราะห์ บางเรื่องไม่ควรสร้างความเกลียดชังกันโดยใช่เหตุ อย่าใช้โอกาสนี้มาทำให้ทุกอย่างมีปัญหา อยากย้ำทุกฝ่ายช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์อะไรที่ได้รับข้อมูลหรือรู้มา แล้วคิดเองวิเคราะห์เอง พูดเองหรือวิจารณ์เอง สิ่งเหล่านี้ อันตราย ส่วนกรณีที่มีนักการเมืองโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ก็ได้แต่เตือนว่าต้องระวัง ขอให้เช็กข้อมูลก่อน

    “ปู” แซะผู้นำมีวิสัยทัศน์ชาติไปรอด

    วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอส่งกำลังใจให้ประชาชน บุคลากรด่านหน้าทุกคนทำงานเหน็ดเหนื่อย ได้แต่ภาวนาให้ระดับนโยบายทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ให้คนไทยมีชีวิตทางสาธารณสุขที่ปลอดภัยที่สุด กังวลว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ประชาชนจำนวนมากขาดอาชีพ ขาดรายได้ ขณะที่ภาคการเกษตรเคยเป็นที่หลบภัยของผู้ตกงาน วันนี้กำลังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การผลักคนกลับสู่ต่างจังหวัดไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะคนไม่มีหนทางทำกิน มั่นใจว่าในทุกวิกฤติยังมีความหวังและโอกาส หากประเทศเรามีผู้นำและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันประเทศต้องการมืออาชีพเข้ามาแก้ไขปัญหา และจัดหาวัคซีนที่สามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน และต้องไม่ลืมดูแลเยียวยาประชาชนที่กำลังหายใจรวยริน เพราะรัฐบาลบริหารผิดพลาด

    “ลายจุด” แย้มคาร์ม็อบบิ๊กเบิ้ม

    ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้ริเริ่มจัดชุมนุมแบบคาร์ม็อบ หรือสมบัติทัวร์กล่าวว่า การจัดชุมนุมใหญ่แบบคาร์ม็อบชื่อ “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” (วิภาวดีรังสิต) วันที่ 1 ส.ค.นี้ ศูนย์กลางของขบวนจะอยู่ที่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสนามบินดอนเมือง ครั้งนี้จะมีการจัดพริตตี้สาวสวยมาร่วมมากกว่าเดิมเท่าที่ทราบจะมีการรวมตัวของมวลชนในจังหวัดปริมณฑล ตั้งเป็นขบวนคาร์ม็อบเคลื่อนมาจากถนนสายหลักหลายทิศเข้าสู่ กทม. อาทิ จากฝั่งทิศตะวันตกมารวมตัวกับขบวนของกลุ่มราษฎรที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนสายเหนือมุ่งหน้ามาที่รังสิตเข้าสู่ถนนวิภาวดี แต่ขบวนจะไม่เคลื่อนเข้าไปในเขตเมือง ไม่มีแนวคิดเคลื่อนไปที่ทำเนียบรัฐบาล หรือสถานที่ราชการ เพียงแค่แสดงพลังของประชาชน จัดมา 2 ครั้งมั่นใจว่าคราวนี้จะเป็นขบวนที่ใหญ่มากไม่ต่ำกว่า 10,000 คัน จุดยืนไม่มีเจตนานำผู้คนไปสู่ความรุนแรง เพราะไม่ใช่สไตล์ การแสดงออกถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำนั้น แค่คาร์ม็อบอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีฉันทามติเสียงจากกลุ่มบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ เป็นตัวแปรที่ใหญ่สุด ต้องค่อยๆทำไป

    ม็อบทะลุฟ้าเดินสายกดดัน ภท.

    ช่วงสายที่หน้าพรรคภูมิใจไทย กลุ่มทะลุฟ้า นำโดยนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ทำกิจกรรมยื่นหนังสือให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล นานกว่า 1 ชั่วโมง แต่ไม่มีตัวแทนพรรคภูมิใจไทยออกมารับหนังสือ จึงยกระดับนำสีแดงหมายถึงเลือดของเหยื่อโควิด สาดไปที่แผ่นป้ายล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ ป้ายพรรค พร้อมเผาหุ่นจำลอง พล.อ.ประยุทธ์ทิ้ง ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ถนนรัชดาภิเษก เพื่อกดดันให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ ลงจากอำนาจ เพราะบริหารแก้ไขปัญหาล้มเหลวจนมีตัวแทนพรรคเป็นชาย 2 ราย ออกมารับหนังสือ ระหว่างนั้นผู้ชุมนุมได้ร่วมชู 1 นิ้ว ตะโกน “ประยุทธ์ออกไป ระบอบประยุทธ์ออกไป ส.ว. 250 ออกไป พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลออกไป” ก่อนพากันพยายามปาสีแดงไปที่ป้ายพรรค ซึ่งอยู่สูงประมาณตึก 2 ชั้น

    “ไผ่” ขยับต่อกดดัน ปชป.ถอนตัว

    จากนั้นทั้งหมดเคลื่อนขบวนมาที่พรรคประชาธิปัตย์ นำป้ายผ้าสีดำอักษรสีแดง “ประยุทธ์ ออกไป เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปสถาบัน” ติดไว้ข้างรถยื่นหนังสือเรียกร้องให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่มีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ออกมารับหนังสือ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจก่อนที่นายนวพล ต้นงาม หรือไดโน่ ทะลุฟ้า กล่าวว่า “เราจะราดเลือดประชาชนที่คุณไม่เคยเห็นหัวตายทุกวัน อาจเป็นเลือดของพ่อแม่คุณที่ฉีดซิโนแวคแล้วตาย ประชาชนตายทุกวันยังนิ่งเฉย นี่คือการแสดงสัญลักษณ์ว่าเราไม่เอาแล้ว นี่คือความไม่พอใจของประชาชน ถ้ายังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เจอทะลุฟ้า”

    สาดสีเลือดสะท้อนถึงเหยื่อโควิด

    ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนเดินอ้อมรั้วเหล็กเข้ามา ที่ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ปะทะกับชาย 2 คน ที่พยายามผลักดัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถดันแนวแผงรั้วบุกเข้ามาแปะสติกเกอร์รูปการ์ตูน พล.อ.ประยุทธ์ ที่ป้ายไวนิลรูปนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ใช้มือจุ่มสีแดง เขียนคำหยาบคายที่กระจก ขณะที่ บางส่วนได้สาดสีแดงลงบนพื้นบริเวณทางเข้า นอนบน พื้นเหมือนคนตายจากความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาโควิด จากนั้นได้เผาหุ่น พล.อ.ประยุทธ์ และ อ่านแถลงการณ์ กระทั่งเวลา 14.00 น. ประกาศยุติ กิจกรรมเคลื่อนขบวนกลับ

    “ราเมศ” จี้ตำรวจดำเนินคดีจริงจัง

    ต่อมานายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบแสดง เชิงสัญลักษณ์ในกรอบกฎหมาย พรรคจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายจริงจัง เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทำจดหมาย เปิดผนึกประณาม กลุ่มเดินทะลุฟ้า ต่ำทราม ไร้อารยธรรม การขว้างปาสีแดงแทนโลหิต สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ เหยียดหยามหัวใจชาวประชาธิปัตย์ คนสนับสนุนควรได้รับการประณามเช่นกัน

    “นิพิฏฐ์”จวกเด็กเวรว่างงานเมายา

    นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “กลุ่มเดินทะลุฟ้า-ต่ำทราม-ไร้อารยธรรม ได้แต่ถอนใจกับเด็กเวรเหล่านี้ เป็นเด็กไร้ราก ไร้แก่น ไร้อารยธรรม ส่วนใหญ่เป็นเด็กขี้เกียจ ว่างงาน เมายา ถ้าพลเมืองไทย เป็นเหมือนเด็กเวรไร้คุณภาพเหล่านี้ อนาคตประเทศนี้ จะเป็นอย่างไร แค่คิดก็ขนลุกขนชันแล้ว ใครจะฝาก บ้านเมืองไว้กับเด็กเมายาเหล่านี้ก็เอาเถอะ ถ้ายังเป็น ผู้บริหารพรรค ผมส่งเข้าคุกหมด”

    “เทพไท” เตือนยุติก้าวร้าวรุนแรง

    นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า อยากเตือนน้องๆเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่สนใจปัญหาบ้านเมืองร่วมชุมนุมทางการเมืองเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระมัดระวังไม่ชุมนุมด้วยความคึกคะนอง ปราศรัยวาจาหยาบคาย ใช้เหตุผลโน้มน้าวจิตใจให้เห็นคล้อยตามให้ได้ มิฉะนั้น จะตกเป็นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดี ขาดแนวร่วมขาดผู้สนับสนุน ไม่ประสบความสำเร็จตามที่วางไว้

    รบ.อุ้ม ทร.ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์

    อีกเรื่องที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 เพื่อรับรายงานของคณะอนุ กมธ.ทั้ง 9 คณะ พอเข้าสู่การพิจารณารายงานของอนุ กมธ.ครุภัณฑ์และไอซีที ที่มีการแขวนงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์อื่นที่ไม่ใช่เรือดำน้ำ ลำที่ 2-3 ของกองทัพเรือ (ทร.) อาทิ โครงการอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ลาดตระเวนชายฝั่ง เรือดำน้ำลำที่ 1 ซึ่งเป็นงบผูกพัน เรือยกพลขึ้นบก (เรือแอลพีดี) และโดรนอเนกประสงค์ (ยูเอวี) แต่ไม่มีตัวแทน ทร.เข้าชี้แจง ทำให้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ.งบฯ รวบรัดเสนอให้โหวต แต่ กมธ.ซีกฝ่ายค้านพยายามเจรจาให้ชะลอการพิจารณาออกไป เพราะงบฯ ทร.มีถึง 1.58 หมื่นล้านบาท แต่ไม่เป็นผล กมธ.ฝ่ายค้านจึงวอล์กเอาต์ จากนั้นกมธ.ซีกรัฐบาลที่มีอยู่ 36 คน ยกมือโหวตให้ปรับลดเพียงรายการเดียว คือ รถประจำตำแหน่ง 5 คัน คันละ 1.67 ล้านบาท รวม 8.38 ล้านบาท ส่วนโดรน ลาดตระเวนชายฝั่งจากจีน 3 ตัว 4,100 ล้านบาท งบผูกพันเรือดำน้ำลำที่ 1 วงเงิน 1,145 ล้านบาท เรือแอลพีดี 1,700 ล้านบาท โดรนยูเอวี 570 ล้านบาท ยังอยู่ครบ

    “บิ๊กป้อม” ยันทหารยังอยู่ในที่ตั้ง

    ต่อมาช่วงค่ำ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าว The Room 44 ถึงกรณีมีกระแสข่าวการประกาศกฎอัยการศึก ว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทหารไม่มีการเคลื่อนไหวเตรียมประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใด ยืนยันว่าขณะนี้ทุกอย่างยังปกติ ตนและนายกฯยังคงอยู่ กทม. ไม่ได้เดินทางไปกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) จ.ชลบุรี ดังที่ปรากฏเป็นข่าว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนพ.ร.ก.ฉุกเฉินข่าวการเมืองข่าวการเมืองออนไลน์จดหมายเปิดผนึกคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนประยุทธ์ จันทร์โอชาโควิด-19สถานการณ์โควิดวัคซีนโควิดพรก.ฉุกเฉินข่าวหน้า1

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 เวลา 04:12 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์