แจ้งเกิดเป็นดาวสภาดวงใหม่ หลังโชว์เทคนิคลีลาอภิปรายในเวทีสภาผู้แทนราษฎรที่มาพร้อมกับหน้าตาสดใส “ผอ.ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ตัดสินใจร่วมเส้นทางบนแรงเสียดทานสูงลิ่วกับพรรคน้องใหม่ไฟแรงค่ายสีส้ม สู่ภารกิจอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในบทบาทฝ่ายค้าน“ผอ.ไหม” เผยว่าภารกิจสำคัญนี้ได้เตรียมการไว้ตั้งแต่เดือน ต.ค.–พ.ย.2562 เพราะคิดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนสิ้นปี ก็พร้อมตั้งแต่ตอนนั้นแล้วพอขยายเวลามาเรื่อยๆ จนมาเป็นเดือน ก.พ.2563 เท่ากับว่ามีเวลาเก็บข้อมูลเพิ่ม หลายๆอันเป็นเคสใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา คนส่งข้อมูลเข้ามาให้เรื่อยๆ“ประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามา ก็ต้องใช้เทคนิคนิดหนึ่ง เพราะเราไม่เคยเป็นรัฐบาล ไม่เคยมีเส้นสายข้าราชการมาก่อน ก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่เรื่องเอกสารหลักฐานต้องครบมากจริงๆ”บางเรื่องเป็นของใหม่ที่ไม่เคยปรากฏบนหน้าข่าวเลย รับรองว่าเป็นของใหม่ไม่เคยได้ยินที่ไหนแน่นอน โดยมีแนวทางการนำเสนอให้เข้าใจง่าย ด้วยการใช้ชาร์ตประกอบแบบเดิมไม่เน้นโวหาร กระชับ ตรงเป้า สร้างสรรค์ ไม่กล่าวหาเลื่อนลอย ทุกอย่างมีหลักฐานข้อเท็จจริงด้วยสไตล์เราที่มีพรีเซนเทชัน มีรูปประกอบให้เข้าใจบริบทง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพูดอะไรยืดยาว มันทำให้เราสามารถใช้เวลากระชับในแต่ละเรื่องที่เพิ่มเติมคือดีกรีความดุเดือดที่มากขึ้น เพราะนี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการพิพากษาประหารชีวิตทางการเมือง แต่ละคนต้องเพิ่มดีกรีความดุมากขึ้นตามข้อกล่าวหาที่มันร้ายแรงอารมณ์การพูดก็คงต้องเปลี่ยน ต้องใช้เทคนิคต่างๆสะกดคนดูให้ติดตามการอภิปรายไปจนจบ แต่ที่แน่ๆคือเราไม่ใช้เวลามากเกินความจำเป็น ส่วนใหญ่จะพูดใช้เวลา 20-40 นาที แตกต่างจากรุ่นก่อนๆที่พูดกันเป็นชั่วโมงเรากำหนดผู้อภิปรายไว้ 16 คน พยายามจัดเรียงประเด็นคนละ 1 ประเด็น ใช้เวลากระชับมากกว่าที่จะใช้คนน้อยแต่พูดยาว เพราะคิดว่าคนสมัยใหม่ยุคนี้โฟกัสได้ไม่นาน เราก็เลยพยายามทำให้เวลา 30–40 นาทีนี้เต็มที่ที่สุดแต่คนเปิดคนแรกอาจจะใช้เวลานานหน่อย เพราะต้องปูพื้นการอภิปรายของทุกคน“ที่ผ่านมาเราจะเห็นวันแมนโชว์ พูดไปเล่าไปหลายๆเรื่องพาดพิงรัฐมนตรีหลายคนในเวลาเดียวกัน แต่เราคิดถึงประเด็นก่อน แล้วค่อยวางตัว วางข้อมูล ดีไซน์การเล่าเรื่องของเราจะไม่ใช่วันแมนโชว์”กับพรรคร่วมฝ่ายค้านก็คุยกันแชร์ข้อมูลกันตลอด เราไม่อยากให้เรื่องซ้ำ เพราะนอกจากจะโดนประธานสภาฯติงแล้ว ยังโดนคนประท้วงด้วย กลายเป็นภาพที่ไม่ดี ฉะนั้นเราจึงทำงานประสานงานกันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาต้องจัดลำดับการอภิปรายด้วยการโฟกัสที่ประเด็น ไม่ใช่ตามลำดับพรรค จะเรียงลำดับรัฐมนตรีเป็นคนคนไป คนนี้มีกี่หัวข้อย่อยแล้วเรียงประเด็นไป เพื่อให้คนเห็นภาพรวม เข้าใจชัดเจนมากขึ้น แต่ละคนจะพูดเสริมกัน ครั้งนี้จะเห็นว่าถึงแม้มาจากคนละพรรคกัน แต่มีการประสานงานส่งลูกรับไม้ต่อกันถ้าถามว่าโฟกัสใครเป็นพิเศษ แน่นอนว่าต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะมีผู้อภิปรายประมาณ 9–10 คนเพราะท่านสวมหมวกหลายใบ เป็นหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ เป็น รมว.กลาโหม และกรรมการอีกมากมาย ก็จะมีจุดอ่อน มีหลายๆครั้งที่การตัดสินใจผิดพลาด เอื้อประโยชน์ต่างๆ เราสามารถทำการบ้านได้ง่ายที่สุดขณะเดียวกันเรายังเป็นหลักที่จะอภิปราย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รวมไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์สำหรับ พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่าเรามีเรื่องใหม่ แต่ขออุบไว้ก่อน สไตล์ของพรรคอื่นเขาอาจชอบโหมโรง เผาหัวก่อนให้คนตื่นเต้น ของเราจะไม่ค่อยเล่าว่าเรื่องอะไรบ้าง แต่ถือเป็นกรณีที่หนักหนา มีผลสะเทือนฮือฮาแน่นอน“คนอภิปรายของเราจะเป็นแบบ 1 ต่อ 1 เพราะถ้าคนเดียวอภิปรายรัฐมนตรีหลายคนไม่น่าจะเวิร์ก เราจะมีข้อมูลหลักฐานที่ชัดแจ้ง และวางแผนกันถึงสเต็ปต่อไป ว่าหลัง จากนี้ประเด็นไหน ที่จะฟ้องร้องต่อ”กรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าจะยื่นฟ้องรัฐมนตรีต่อ ป.ป.ช. 5 คนนั้น ส่วนนั้นเป็นหลักฐานของเขา แต่ว่าเราไม่ได้ ยื่นร่วมกัน จะเป็นคนละประเด็น และอาจจะมีการฟ้องศาลด้วยการอภิปรายครั้งนี้เราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนใจ ส.ส.รัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าข่าวช่วงหลังๆมันก็จะมีเป็นแนวว่าจะเอาเหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อไปเจรจาปรับ ครม.ครั้งต่อไปก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีเสียงจากทางพรรคร่วมรัฐบาลมาช่วยโหวตให้กับเราด้วย หรืออาจจะแค่งดออกเสียงก็สร้างความร้าวฉานได้“การปรับ ครม.ถือว่าเป็นขั้นต่ำที่ควรจะเกิดขึ้น สำหรับรัฐมนตรีที่มีบาดแผลค่อนข้างเหวอะก็ควรจะต้องถูกปรับออกเป็นอันดับแรก ลำดับต่อไปก็คงต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม”มาถึงกรณียุบพรรคที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2563 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี“ผอ.ไหม” ระบุ จริงๆแล้วเราเจอมาแล้วรอบหนึ่งเมื่อวันที่ 21 ม.ค. คดีอิลลูมินาติ รอบนั้นความกังวลค่อนข้างมาก พูดคุยกันถึงผลพวงว่าเราจะทำยังไงกันต่อ ซึ่งเป็นข้อดีว่าเราคุยกันไปค่อนข้างเยอะแล้ว พอมารอบนี้ความตื่นเต้นกังวลมันไม่เหลือแล้ว โฟกัสส่วนใหญ่จึงไปอยู่ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้ถึงแม้ไม่มีพรรคอนาคตใหม่ แต่เหตุการณ์อภิปรายไม่ไว้วางใจอันนี้ก็ต้องบันทึกเอาไว้ว่าเป็นหมุดหมายที่สำคัญอันหนึ่งของการเดินทางของพรรคอนาคตใหม่ครั้งนี้เราจะหยิบยกบางประเด็นของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้ไปต่อมาอภิปรายนอกสภาฯแทน ส่วนในสภาฯก็ยังมีอยู่เป็นบางเรื่อง จะมีตัวแทน มีตัวสำรองทำหน้าที่เชื่อมั่นว่า ส.ส.ที่เหลืออยู่ 65 คน น่าจะไปร่วมงานกันต่อที่พรรคใหม่ที่เตรียมไว้แล้ว ส่วนกรรมการบริหารชุดเดิม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ก็ประกาศไปแล้วว่าจะยังคงทำงานการเมืองต่อไป“คดียุบพรรคที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่รอบแรก ความคึกคักของการเจรจาซื้อตัวนักเตะไปอยู่สโมสรใหม่รอบที่แล้วช่วงเดือนมกราคมมันดูคึกคักกว่า แต่เรื่องพวกนี้ก็แชร์กันในที่ประชุมพรรคว่ามีใครมาติดต่อบ้าง ก็เล่าสู่กันฟัง แต่ก็ยังไม่มีใครตัดสินใจว่าจะไป ยังยืนยันว่าจะจับมือเดินทางร่วมกันต่อ”สำหรับคุณธนาธร คุณปิยบุตร พูดแล้วว่าถ้าถูกยุบพรรคก็จะเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ส่วนเรื่องในสภาฯก็จะเป็นพรรคใหม่ที่สืบสานเจตนารมณ์อุดมการณ์ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องการเปลี่ยนแปลงที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ เราทำพรรคกันมาได้ปีกว่าๆแล้ว ก็มีการถอดบทเรียนลองผิดลองถูกกันมา พอมีพรรคใหม่เกิดขึ้นมันก็ได้มีการล้างกระดานเริ่มต้นใหม่ อาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปฏิรูป“ช่วงนี้มันก็คือเวลาที่ได้เปิดกว้าง ซึ่งเราได้คุยกันมาตั้งแต่ก่อน 21 ม.ค.แล้วว่าถ้าถูกยุบพรรคแล้วจะยังไงต่อ โครงสร้างพรรคเดิมกับโครงสร้างพรรคใหม่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปยังไง”จุดยืนที่จะปฏิรูปกองทัพยังคงเดินหน้าต่อ ทั้งการยกเลิกเกณฑ์ทหารให้เป็นการสมัครใจ เงินนอกงบประมาณกองทัพ ธุรกิจการพาณิชย์ต่างๆที่เราไปคุ้ยเจอมา ไม่ว่าจะเป็น ททบ.5 สนามม้า สนามมวยจะต้องโอนถ่ายออกจากกองทัพหรือไม่ หรืออย่างน้อยที่สุดจะต้องทำให้มันโปร่งใส เรื่องสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย รวมไปถึงที่ดินซึ่งเป็นสินทรัพย์ก้อนใหญ่ของกองทัพ เป็นแดนสนธยาเรา “อยู่ไม่เป็น” ต้องการทำให้การรัฐประหารมันกลายเป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งเราจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่แตะกองทัพ เพราะว่ากองทัพคือต้นกำเนิดของทุกสิ่ง คนธรรมดาที่ไม่มีอาวุธไม่มีใครทำรัฐประหารได้หรอกแนวทางของพรรคอนาคตใหม่ที่เคยทำเอาไว้โดนใจคนรุ่นใหม่ จะต่อยอดไปถึงคนกลุ่มอื่น อย่างเช่นคนรุ่นป้า รุ่นปู่ยังไง นอกเหนือไปจากยุทธการแอร์วอร์ รุกเป้าหมายไปที่โซเชียลมีเดีย“ผอ.ไหม” เผยว่า เราพยายามทำงานออนกราวด์มากขึ้น ถามว่าเราไปต่อยอดกับชนชั้นนำ ชั้นสูงบ้างหรือเปล่า จริงๆก็ไม่ได้ปฏิเสธ เราเปิดใจเดินสายพูดคุยตลอดเวลา ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังมากนักเราไม่ปฏิเสธที่จะพูดคุยกับทุกๆคน อยากที่จะไปสัมผัสกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด อยากทำมวลชนตรงนั้นมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่รังเกียจที่จะเปิดใจพูดคุยกับกลุ่มใดก็ตามที่มีความเห็นต่าง.ทีมการเมือง