“การละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ (Contempt of Court)” เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญที่ ดร.ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สะท้อนมุมมองสื่อให้สังคมรับรู้นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ได้รับการจัดตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จนถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ฉบับปัจจุบัน...ใช้เวลาร่วม 20 ปี ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ซึ่งเริ่มใช้บังคับในวันที่ 3 มีนาคม 2561 เสียที ด้วยเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มี “หน้าที่” และ “อำนาจ” วินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง การถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตลอดจนการตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จึงส่งผลให้มีเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะการไม่เคารพศาลและขัดขวางการพิจารณาคดีของศาล ตลอดจนการชุมนุมกดดันศาล ดังตัวอย่างเช่น การแสดงกิริยาที่ไม่สุภาพต่อหน้าบัลลังก์การพิจารณาวินิจฉัยคดี“กล่าวคือ...ในวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งพิจารณาคดีกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่า...ได้มีบุคคลที่ได้ให้ถ้อยคำต่อศาลได้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการขว้างบัตรห้อยคอลงที่หน้าบัลลังก์และกล่าววาจาที่ไม่สุภาพต่อหน้าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่มีการแถลงการณ์ปิดคดี”กรณีที่สอง...การชุมนุมปิดล้อมที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตยและพรรคชาติไทย ซึ่ง...ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีมีคำสั่งยุบพรรค โดยเปลี่ยนสถานที่นัดอ่านคำวินิจฉัยที่ศาลปกครองสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะเนื่องจากที่ทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ณ อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ เขตจักรวรรดิ ไม่สามารถอ่านคำวินิจฉัยได้ เพราะมีประชาชนกลุ่มหนึ่ง ปักหลักชุมนุมที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ...“ศาลรัฐธรรมนูญถูกปิดล้อมเพื่อมิให้คณะตุลาการศาลฯเข้าปฏิบัติหน้าที่ในการออกนั่งอ่านคำวินิจฉัยในคดีสำคัญได้ จึงส่งผลให้ต้องปิดประกาศศาลรัฐธรรมนูญเวลาตี 5 ของวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ว่า...ศาลรัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนสถานที่นัดแถลงการณ์ปิดคดีและนัดอ่านคำวินิจฉัยที่ศาลปกครองสูงสุด”กรณีที่สาม...การวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือในวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) กล่าวแสดงความเห็นต่อคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยกคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าไม่มีความโปร่งใส โดยเห็นว่า...ต้องควบรวมศาลรัฐธรรมนูญไม่ปล่อยให้เป็นเอกเทศต่อไป...เป็นการดำเนินการตามใจชอบและขาดการถ่วงดุลตรวจสอบ นอกจากนั้นยังได้กล่าวชี้นำสังคมว่า ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัยว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไรด้วยกรณีที่สี่...การบุกกดดันให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหยุดการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือในวันที่ 24 เมษายน 2556 กลุ่มคนประมาณ 200 คนโดยมีตัวแทนซึ่งเป็นแกนนำชักชวนผู้ชุมนุมมาบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ หน้าศูนย์ราชการฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เพื่อเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยมีการปักหลักชุมนุมพร้อมจะยกระดับการชุมนุม เพื่อเป็นการกดดันให้ทำตามข้อเรียกร้อง ซึ่งเป็นลักษณะการปลุกปั่นยุยงเพื่อให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนอกจากนั้น มีการวางระเบิดบ้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีการโทรศัพท์ข่มขู่ภรรยา...ลูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและมีการยิงระเบิด M79 ทำลายอาคารศาลรัฐธรรมนูญถึงตรงนี้ ดร.ปัญญา บอกว่า หากศึกษาองค์กรตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายของต่างประเทศแล้ว ล้วนได้นำหลักการละเมิดอำนาจศาลมาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงที่มีการพิจารณาวินิจฉัยคดี แยกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ กับ ลักษณะที่เป็นศาลสูงยกตัวอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐออสเตรีย รัฐบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1953 บัญญัติเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล ดังนี้...บุคคลที่กระทำการรบกวนการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาล จะถูกตักเตือนอย่างรุนแรง หากตักเตือนแล้วไม่ฟังจะถูกปรับไม่เกิน 500 ซิลลิ่ง (36 ยูโร)ถ้าไม่มีเงินค่าปรับจะถูกกักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 3 วัน นอกจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจลงโทษบุคคลที่ส่งคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรในลักษณะดูหมิ่นศาลได้อีกด้วยสำหรับบุคคลที่กระทำการโดยมุ่งประสงค์ให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญเสียหาย หรือมุ่งประสงค์เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ บุคคลนั้นมีโทษปรับไม่เกิน 1,500 ซิลลิ่ง (109 ยูโร) ถ้าไม่มีเงินค่าปรับจะถูกกักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 9 วัน...“โทษค่าปรับ” ให้ตกเป็นรายได้ของแผ่นดิน และประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการออกคำสั่งลงโทษและการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งนั้น ให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการตามคำสั่งดร.ปัญญา บอกอีกว่า ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ก็แบ่งเป็น 2 ลักษณะ การละเมิดอำนาจศาล “โดยตรง” กับ “โดยอ้อม” พิจารณาโทษต่างกันไปตามลักษณะการละเมิด ที่ต้องเน้นย้ำก็คือบัดนี้...ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 แล้ว มีอำนาจสั่งลงโทษได้ คือ1.ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ 2.ไล่ออกจากบริเวณศาล 3.จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้โดยอนุโลมพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้บัญญัติบทลงโทษการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญโดยมีผลใช้บังคับแล้ว เมื่อมีการกระทำที่มีลักษณะละเมิดอำนาจศาลคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาการกระทำของบุคคลและต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด“การกระทำความผิดและบทลงโทษการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นแนวทางเดียวกันกับการกระทำละเมิดอำนาจศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลทหาร ทั้งนี้ ศาลฯพึงใช้ด้วยความ “ระวัง” และ “จำเป็น” โดยต้องใช้มติที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 2 ใน 3...เพื่อชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลฯจะสั่งลงโทษการละเมิดอำนาจศาลฯ...ศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและต้องใช้มติสูง” ดังเช่นเดียวกันกับมติการพิจารณาวินิจฉัยการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนด ให้รู้และเข้าใจ “หลักละเมิดอำนาจศาล” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลสามารถดำเนินกระบวนการบริหารการพิจารณาคดีต่อไปได้และการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต้องได้รับการปฏิบัติภายใต้กรอบของความ “ยุติธรรม” ที่ได้รับการคุ้มครองและปลอดภัย ตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน “เจตนารมณ์กฎหมายนี้ เพื่อประโยชน์แก่ความยุติธรรมและให้กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งในบริเวณศาลและนอกศาล ป้องกันการประวิงคดี...การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่เกินขอบเขตและไม่สุจริต” ดร.ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฝากทิ้งท้าย....การที่กระบวนการยุติธรรมจะประสบความสำเร็จได้ดีเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับบทบาทในการอำนวยความยุติธรรมของศาลเป็นสำคัญด้วย... ทั้งหมดเหล่านี้เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน... ประโยชน์สาธารณะ ภายใต้กระบวนการพิจารณาคดีตาม... “หลักนิติธรรม”.